รับแอปรับแอป

จากเกมการเมืองสู่เกมหัวใจ: เปิดโลกซีรีส์วาย ‘คมเดือน (MANDATE)’ กับเคมีเดือดของบอย–เบน

สุภาวดี นุ่มนวล01-29

ซีรีส์วายไทยที่ไม่ได้มีดีแค่ความฟิน

วงการซีรีส์วายไทยวันนี้ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่กลายเป็น ซอฟต์พาวเวอร์ตัวจริง ที่ส่งนักแสดงไทยออกสู่สายตาคนดูทั่วโลก สะท้อนทั้งเม็ดเงิน โอกาส และการเติบโตของอุตสาหกรรมบันเทิงไทยแบบก้าวกระโดด

จากเดิมที่เรามักเห็นซีรีส์วายโฟกัสแค่ความรักฟีลกู้ด วัยใส เนื้อหาเบาๆ ช่วงหลังกลับเริ่มมีซีรีส์ที่กล้าขยายกรอบ ลองเล่าเรื่องให้ลึกขึ้น หลากหลายขึ้น และ คมเดือน (MANDATE) ก็เป็นหนึ่งในโปรเจกต์ที่ชัดมากในทิศทางนี้

เพราะนี่คือซีรีส์วายที่แทบจะเรียกได้ว่า ว่าด้วย “การเมือง” เต็มตัวเรื่องแรกๆ ของไทย ที่ไม่เพียงพาเราลงสนามเลือกตั้ง แต่ยังพาเข้าไปดูเกมดีล กติกาไม่เขียน และแรงปะทะหลังม่านอำนาจอย่างเข้มข้น

ยิ่งได้พระเอกรุ่นใหญ่ บอย – ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ มารับบท “ส.ส.หมอหน่อง” ประกบคู่กับ เบน – บัญญพนต์ ลิขิตอำนวยพร ในบท “ส.ส.วี” ความน่าสนใจของโปรเจกต์นี้เลยพุ่งขึ้นแบบอัตโนมัติ เพราะการที่นักแสดงสายเมนสตรีมรุ่นเดอะยอมลงมาเล่นวายอย่างจริงจัง แปลว่าบทและวิสัยทัศน์ของเรื่องนี้ ต้องมีอะไรไม่ธรรมดา แน่นอน

เอสไควร์ชวนทั้งสองคนมาคุยแบบเปิดหมดเปลือก ถึงโลกของซีรีส์วาย แนวคิดต่อการเล่นบทชาย–ชาย และจุดเดือดของ รัก-การเมือง ในเรื่องเดียวกัน

บอย: พระเอกวายที่โตกว่าวัย…ของคนอื่น

“ผมน่าจะเป็นพระเอกซีรีส์วายที่อายุมากที่สุดแล้วครับ”

บอยเล่าด้วยน้ำเสียงติดขำแต่จริงจังว่า ถ้านับเฉพาะซีรีส์ที่ระบุชัดเจนว่าเป็น boy’s love เขาคือหนึ่งในนักแสดงนำที่อายุมากที่สุดในสนามนี้จริงๆ กับวัย 41 ปี ที่ตัดสินใจมาลองโลกวายอย่างเต็มตัว

ทำไมถึงรับเล่น ‘คมเดือน (MANDATE)’

คำตอบของเขาง่ายมาก แต่ฟังแล้วรู้เลยว่าคิดมาแล้ว

  • เขาอยู่ในวงการบันเทิงมาเกือบ 20 ปี

  • ผ่านมาหลายบท หลายแนวแทบทุกฟอร์แมต

  • แต่ยัง ไม่เคยเล่นวายมาก่อน

สำหรับบอย นี่คือ “ความท้าทายใหม่ในอาชีพ” ที่จะได้เรียนรู้โลกแบบที่ตัวเองไม่เคยเข้าไปสัมผัสมาก่อน เขาไม่ได้มองว่านี่คือการเปลี่ยนภาพ หรือทดลองอะไรสุดโต่ง แต่เป็นการได้ทำงานกับ genre ใหม่ ที่อาจเปิดมุมมองบางอย่างให้เขาเพิ่มขึ้น

“สิ่งสำคัญสำหรับผมคือมันต้อง มีของใหม่ให้เรียนรู้ ถ้างานหนึ่งให้สิ่งนี้ได้ ผมก็สนใจ” เขาสรุปแบบตรงไปตรงมา

นี่คือการก้าวออกจาก comfort zone หรือเปล่า?

บอยเว้นจังหวะคิดนิดหนึ่ง ก่อนจะบอกตรงๆ ว่า ไม่ใช่ ในความหมายแบบที่หลายคนคิด

สำหรับเขา การได้ลองงานใหม่ๆ บทใหม่ๆ แนวใหม่ๆ คือสิ่งที่ทำให้รู้สึกมีไฟอยู่แล้ว ไม่ใช่การหลุดออกจากพื้นที่ปลอดภัย แต่เป็นสิ่งที่เขาทำมาตลอดนับตั้งแต่ผันตัวเองมาเป็นฟรีแลนซ์ ที่ได้เลือกโปรเจกต์หลากหลายขึ้น และรับบทที่ไม่เคยลองมาก่อนเรื่อยๆ

เขามองว่า “บทใหม่ๆ ไม่ได้ทำให้ผมไม่สบายใจ แต่ทำให้ผมสนุก” แค่ที่ผ่านมายังไม่เคยลองบทแบบนี้เท่านั้นเอง

เบน: จากแคสต์แบบงงๆ สู่โอกาสครั้งใหญ่ในฐานะนักแสดง

ด้าน เบน เล่าว่า ตอนเดินเข้าไปแคสต์ เขายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจะต้องมาเล่นประกบกับ บอย ปกรณ์

ทีมงานให้เขาลองเล่นจาก scenario ฉากหนึ่งในเรื่อง พร้อมเปิดพื้นที่ให้ improvise แล้วปล่อยให้จินตนาการทำงานเต็มที่ พอเสร็จงานกำลังจะกลับบ้าน โทรศัพท์ก็ดังขึ้นพร้อมข่าวว่า “แคสต์ผ่านแล้วนะ”

เขายอมรับว่าตกใจเล็กน้อย ก่อนจะได้อ่านพล็อต อ่านบท และ treatment เต็มๆ แล้วพบว่า นี่คือเรื่องที่น่าดูมาก ทั้งในฐานะคนดูและนักแสดง

เบนมองว่านี่เป็น โอกาสสำคัญ ที่จะได้พัฒนาตัวเอง ไปให้ไกลกว่าความคุ้นชินเดิมๆ ของงานในสายวายที่เคยทำมา เลยไม่ลังเลที่จะตอบรับ

บอยเสริมว่า สำหรับเขาเหมือนกัน การรับงานขึ้นอยู่กับสองอย่างคือ “บท” และ “คาแรกเตอร์” ซึ่งคมเดือนให้ทั้งสองอย่างในระดับที่เขารู้สึกว่าน่าลองสุดๆ

เวิร์กช็อปที่เปิดโลกวายของบอย

เคมีของคู่พระ-นายไม่ได้เกิดจากการนั่งคุยกันแค่วันสองวัน แต่ค่อยๆ สร้างขึ้นผ่านการเวิร์กช็อปและการทำความเข้าใจโลกของตัวละครร่วมกัน

บอยเล่าว่า ครั้งแรกที่ได้เจอกับเบนคือช่วงถ่าย ไพล็อตสั้นๆ ที่ยังไม่ได้เล่าเรื่องอะไรลึกมากนัก จุดที่ทำให้เขาเริ่ม “เห็น” โลกของซีรีส์วายจริงๆ คือช่วงเวิร์กช็อป

ความต่างของการเล่นคู่ “นางเอก” กับ “ผู้ชายที่เรารัก”

บอยเคยชินกับการเล่นคู่กับนางเอกมาเกือบตลอดชีวิตการแสดง ซึ่งมีกติกาในใจบางอย่างเสมอ

  • ต้องรักษาระยะกับนางเอก

  • คำพูด การกระทำ ต้องมีการ “ทะนุถนอม” อยู่ในตัว

แต่พอเปลี่ยนมาเล่นกับคู่ชาย–ชาย กติกาเปลี่ยนไปทันที

  • ความสัมพันธ์สามารถดิบขึ้น ตรงขึ้น

  • ด่ากันได้ ทะเลาะกันได้ ถึงขั้นต่อยกันได้ในบางฉาก

  • การเทกแคร์กันไม่จำเป็นต้องอ่อนโยนแบบแขนรับ-ไหล่พิงเสมอไป แต่เป็น ผู้ชายสองคนที่รักกันจริงๆ

เขาบอกว่าตรงนี้แหละที่เหมือนเป็นการเปิดโลก เพราะทำให้เข้าใจว่า เคมีของคู่รักชาย–ชายมีภาษาเฉพาะ ไม่ได้แค่เอาภาษา “พระเอก–นางเอก” มาใส่ในร่างผู้ชายสองคนแล้วจบ

หลังจากเข้าใจตรงนี้ เวิร์กช็อปก็เริ่มพาไปไกลกว่าการละลายพฤติกรรม คือพาให้ทั้งคู่รู้จักตัวละครของตัวเองและของอีกฝ่ายในระดับที่ลึกขึ้น

บอย: “ผมมองคนตรงหน้าเป็นคนรัก ไม่ใช่เพศ”

บอยเล่าว่า หลายคนถามมากว่า การเล่นซีรีส์วายต่างจากซีรีส์รักแบบเดิมๆ แค่ไหน

คำตอบของเขาคือ “ไม่ต่างเท่าที่หลายคนคิด” เพราะเมื่อเข้าเซ็ต เขามองคนตรงหน้าว่าเป็น “คนรักของตัวละคร” ไม่ใช่ชายหรือหญิง

เขาไม่จ้องที่เพศสภาพ แต่โฟกัสที่ความสัมพันธ์และความรู้สึกในบท ว่าตัวละครของเขารักอีกคนมากแค่ไหน และพร้อมจะเดินไปกับคนๆ นั้นอย่างไร

เบน: รุ่นพี่วายในสายงาน กับการจูนเคมีกับพระเอกรุ่นใหญ่

ในฐานะที่ผ่านงานซีรีส์วายมาแล้วหลายเรื่อง เบนมองความสัมพันธ์ระหว่างเขากับบอยอย่างน่าสนใจ

โดยปกติ เวลาเจอคนใหม่ เบนจะค่อนข้างเก็บตัวเล็กน้อย แต่สำหรับบอย เขาบอกว่า “พี่บอยเป็นคนเฟรนด์ลี่มากๆ” ทำให้การเข้าหาและเข้าถึงง่ายกว่าที่คิด

ด้วยช่องว่างอายุของตัวละครและตัวจริง เบนอาจรู้สึกเกรงใจบอยได้ง่าย ซึ่งอาจเป็นกำแพงเวลาเข้าฉาก แต่ความเปิดรับของบอยกลับทำให้เขา ผ่อนแรงลง และไหลไปกับบทได้ง่ายขึ้น

เขายืนยันตรงกับที่บอยพูดว่า การปล่อยให้บทนำทาง ทั้งสองคนจึงได้สร้างความสัมพันธ์ไปพร้อมๆ กันทั้งในเรื่องและนอกเรื่อง

  • ยิ่งถ่ายหลายคิว ความสนิทในชีวิตจริงก็เพิ่มขึ้น

  • ความสัมพันธ์ของตัวละครก็พัฒนาตามไปแบบเป็นธรรมชาติ

ผลลัพธ์คือเคมีที่ “ไม่ฝืน” และคนดูจะรู้สึกได้จากบนหน้าจอว่า ทั้งคู่ไม่ได้เล่นเป็นคู่รัก แต่ “กลายเป็นคู่รักในเรื่องนั้นจริงๆ”

ความรู้สึกตอนปิดกล้อง: วายหรือไม่วาย…ไม่ใช่ประเด็น

เมื่อถามบอยว่า ความรู้สึกตอนปิดกล้องซีรีส์วายต่างจากงานเดิมๆ ที่ผ่านมาไหม คำตอบของเขาชัดมากว่า “ไม่ต่าง”

เหตุผลคือ สำหรับเขา ทุกงานเริ่มต้นจากจุดเดียวกันคือ

  • เห็นว่าบทท้าทาย

  • งานดูน่าสนุก

ในทุกเรื่อง เขาไม่ได้รักคู่เล่นในชีวิตจริงตั้งแต่วันแรก แต่เมื่อเข้าบท ผ่านการทำความรู้จัก ผ่านการเล่าเรื่องร่วมกัน สุดท้ายก็สามารถ “รัก” คนตรงหน้าในฐานะตัวละครได้เสมอ ไม่ว่าคู่นั้นจะเป็น ชาย–หญิง หรือชาย–ชาย

เรื่องฉากเลิฟซีนเอง บอยก็ยอมรับว่าตอนแรกแอบกังวลว่าจะรู้สึกยังไง แต่พอเข้าบทจริงๆ ความตื่นเต้นแบบที่คิดล่วงหน้ากลับไม่เหลือ

ในหัวของเขามีแค่ความรู้สึกเดียวว่า

“ผมกำลังเมคเลิฟกับคนที่ตัวละครของผมรักหมดใจ”

เท่านั้นจริงๆ

จุดแข็งของ ‘คมเดือน (MANDATE)’: การเมืองเข้มข้น + รักผู้ใหญ่เต็มตัว

ในยุคที่ซีรีส์วายมีให้เลือกดูเกือบทุกแพลตฟอร์ม คำถามคือ อะไรทำให้คมเดือนแตกต่าง?

1. วายที่เป็น “Political Series” แบบจริงจัง

บอยมองว่าจุดที่โดดเด่นที่สุด คือการที่มันกล้าเป็น ซีรีส์การเมืองเต็มตัว ในแบบที่ไม่ค่อยเห็นกันบ่อยในไทย ไม่ต้องพูดถึงวายด้วยซ้ำ แม้แต่ซีรีส์สายเมนสตรีมเองก็แทบไม่ค่อยกล้าลงลึกในเรื่องนี้

คมเดือนเลือกเล่า เบื้องหลังพรรคการเมือง ที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงอย่างเปิดเผย

  • ดีลลับต่างๆ เพื่อผลประโยชน์

  • การหักหลังกันในระดับที่คนภายนอกอาจเดาได้ แต่ไม่ค่อยมีใครกล้าพูดตรงๆ

  • การตั้งคำถามกับกลไกของอำนาจที่ดูธรรมดาแต่ซ่อนเกมอยู่ข้างหลัง

ทั้งหมดนี้ถูกเล่าผ่านบรรยากาศแบบ สมจริง เข้มข้น จนคนดูสายการเมืองเองก็น่าจะรู้สึกได้ว่าทีมงาน “ทำการบ้านมาแน่น” แค่ไหน

2. เส้นรักที่เติบโตบนสนามการเมือง

ในความดุเดือดของเกมอำนาจ ยังมีอีกเส้นเรื่องหนึ่งที่เดินคู่ไปด้วยคือ ความสัมพันธ์ของ ส.ส. สองคน ที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้นท่ามกลางสนามที่ไม่ปลอดภัยจะรักใครง่ายๆ

เบนเสริมว่า ความรักในเรื่องนี้เป็น รักแบบมีวุฒิภาวะ (mature) ชัดเจน ไม่ใช่ความหวั่นไหววัยมัธยม แต่เป็นความรักของ คนวัยผู้ใหญ่เต็มตัว ที่ต้องชั่งน้ำหนักหลายอย่างไปพร้อมๆ กัน

  • หน้าที่

  • อุดมการณ์

  • ความทะเยอทะยานทางการเมือง

  • และความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัด

นั่นทำให้เส้นวายของคมเดือนไม่ได้มาในโหมดฟุ้งฝัน แต่มาในโหมด “ผู้ใหญ่รักกันในโลกจริงที่โหดพอๆ กับอำนาจ”

ฝากถึงคนที่กำลังตัดสินใจว่าจะดูดีไหม

เบน: เชื่อมือทีมงาน แล้วจะรู้ว่าทำไมเรื่องนี้ “ไหลลื่น”

เบนอยากให้ทุกคนลองเปิดใจให้ซีรีส์เรื่องนี้ เพราะเบื้องหลังคือทีมที่ ใส่เต็มทุกตำแหน่ง ทั้งนักแสดง ทีมงาน และผู้จัด โดยเฉพาะทีมบทและผู้กำกับที่วางโครงเรื่องมาอย่างแน่น

เขาเล่าถึงการทำงานกับผู้กำกับที่มีภาพในหัวชัดเจนมากว่าในแต่ละซีนต้องการอะไร จะซ่อนปมตรงไหน จะคลายปมยังไง ทำให้การถ่ายทำ “โฟลว์” มากแบบที่นักแสดงเองก็รู้สึกได้ว่าทุกอย่างกำลังประกอบกันเป็นเรื่องที่สนุกและน่าติดตามจริงๆ

บอย: สายดราม่าการเมืองก็ได้ฟิน สายฟินก็ได้ดราม่า

บอยสรุปเสน่ห์ของคมเดือนไว้สั้นๆ ว่า ซีรีส์เรื่องนี้ เข้มข้นทั้งสองเส้น

  • เส้นการเมือง มาพร้อมเกมที่จริงจัง และชวนให้ลุ้นตลอด

  • เส้นความรัก ก็ไม่แพ้กันในเรื่องของอารมณ์และความหวาน (แบบผู้ใหญ่ๆ)

ถ้าใครกลัวว่าซีรีส์การเมืองจะเครียดเกินไป หรือกลัวว่าเพราะเน้นการเมืองแล้วเส้นวายจะจืด บอยยืนยันว่า “ไม่ต้องห่วง” เพราะคนดูจะได้กินเต็มทั้งดราม่าการเมืองและความสัมพันธ์ที่เดือดไม่แพ้กัน

และสำหรับคนที่กำลังมองหาซีรีส์วายที่ โตขึ้น เข้มขึ้น และพูดเรื่องใหญ่กว่าความรัก แต่ก็ยังทำให้หัวใจเต้นแรงได้

‘คมเดือน (MANDATE)’ คือหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเลยจริงๆ

ซีรีส์ ‘คมเดือน (MANDATE)’ สตรีมตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน ทางแอปพลิเคชัน Monomax