รับแอปรับแอป

จากเพื่อนหมอในรั้วมหา’ลัย สู่คลินิกความงามที่คนทั้งโซเชียลไว้ใจ

วศิน สุขสันต์01-31

จุดเริ่มต้นของสองหมอเพื่อนซี้

“สิ่งที่ส่งมอบให้คนไข้ ต้องเป็นสิ่งที่เราอินเองจริง ๆ ทดลองกับตัวเองและคนใกล้ชิดจนมั่นใจ ถ้าไม่เห็นผล เราไม่เสนอ” — นี่คือหลักคิดสำคัญของหมอกลาง และหมอต่อ สองแพทย์ความงามที่เดินทางจากสถานะเพื่อนร่วมคณะ สู่การเป็นเจ้าของคลินิกความงาม ทำคอนเทนต์ออนไลน์ พอดแคสต์ และอินฟลูเอนเซอร์ที่หลายคนคุ้นหน้า

ทั้งคู่ไม่ได้มีแค่สกิลการรักษา แต่ยังเล่าเรื่องเก่ง สื่อสารสนุก และเข้าใจโลกโซเชียลเป็นอย่างดี จนกลายเป็นแพทย์คู่หูที่ใคร ๆ ก็อยากติดตาม

บ้านในฝัน ที่เล่าเรื่องตัวตนและความเชื่อ

บทสนทนาครั้งนี้เกิดขึ้นในมุมรับแขกของบ้านหลังใหม่ของหมอกลาง บ้านที่เพิ่งย้ายเข้าอยู่ได้ไม่กี่วัน แต่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่สะท้อนความพยายามและความเชื่อของเจ้าของบ้าน

เขาเล่าว่าตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้ตั้งแต่ปีก่อน ใช้เวลาเกือบปีในการตกแต่ง ทุกมุมจึงไม่ใช่แค่ความสวย แต่เป็น “รางวัลของความพยายาม” ที่จับต้องได้

หมอกลางยังตั้งใจทำเซอร์ไพรส์คุณแม่ เพราะยังไม่ได้บอกเลยว่าซื้อบ้านใหม่ อยากให้ท่านมาว้าวพร้อมกันจริง ๆ โดยเฉพาะการมีลิฟต์ในบ้านที่ออกแบบมาเผื่ออนาคตของคุณพ่อคุณแม่ เพื่อให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้น ไม่ต้องเดินขึ้นลงบันไดบ่อยในวัยที่มากขึ้น

เขายอมรับว่าบ้านหลังนี้คือตัวตนแบบสุด ๆ เพราะต่างจากบ้านก่อน ๆ ที่โครงการตกแต่งให้ ที่นี่เจ้าตัวลงดีไซน์เองร่วมกับอินทีเรียดีไซเนอร์คนสนิท เลือกธีมโมเดิร์นคลาสสิก และให้ความสำคัญเรื่องฮวงจุ้ยแบบจัดเต็ม ถึงขั้นเชิญซินแสมาดูอย่างละเอียด ปรับแก้ทุกจุดแบบเนียนตา แถมศึกษาเองจนซินแสชมว่าแก้ได้ถูกต้องทั้งหมด จนเจ้าตัวแซวตัวเองว่า “จากหมอกลางกำลังจะกลายเป็นซินแสกลางแล้ว”

ประสบการณ์ชีวิตที่หล่อหลอมตัวตน

ด้านหมอต่อ น้องชายคนสนิทของหมอกลาง เล่าย้อนกลับไปถึงชีวิตวัยเด็กที่ทำให้เขากลายเป็น “หมอต่อ” อย่างในวันนี้

เขาเป็นคนจังหวัดพะเยา คุณพ่อทำธุรกิจค้าขาย ส่วนคุณแม่เป็นพยาบาล ก่อนจะลาออกมาช่วยงานที่บ้าน กิจการของครอบครัวเริ่มจากเป็นยี่ปั๊วเครื่องนอน ก่อนจะขยับมาขายจักรยาน และแตกไลน์ไปสู่ธุรกิจอื่น จนปัจจุบันกลายเป็นบริษัทไฟแนนซ์รถยนต์

แม้เด็ก ๆ จะใช้ชีวิตค่อนข้างสบาย แต่พ่อแม่ไม่เคยเลี้ยงแบบสปอยล์ เรื่องเรียนต้องเต็มที่เสมอ พอผลการเรียนดี ครอบครัวก็สนับสนุนให้เรียนหมอ ขณะเดียวกัน เขาเองก็มีความฝันอยากเป็นนักธุรกิจ เพราะโตมากับบรรยากาศการค้าขาย นอกจากนี้ยังเคยนึกอยากทำนิตยสาร หรือแม้กระทั่งเป็นสจ๊วต แต่สุดท้ายก็เลือกเข้าคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เขามองว่าความอารมณ์ดี พูดเก่ง เข้าถึงคนง่าย น่าจะมาจากคุณพ่อเต็ม ๆ เพราะคุณพ่อคือเอ็กซ์โทรเวิร์ตตัวจริง เสน่ห์การคุยสนุกถูกส่งต่อมาถึงหมอต่อแบบเต็มแรง

ฝั่งหมอกลางเองก็มีแบ็กกราวด์ที่น่าสนใจ เขาเกิดที่กรุงเทพฯ แต่ด้วยคุณพ่อรับราชการ ทำให้ครอบครัวย้ายบ้านบ่อยมาก จนช่วงเรียนมหาวิทยาลัยก็ยังต้องไปใช้ชีวิตที่เชียงใหม่ กว่าจะได้กลับมาอยู่กรุงเทพฯ แบบเต็มตัวก็เมื่อเริ่มทำงานแล้ว

ตอนเด็ก ๆ หมอกลางเป็นเด็กสายถามแบบแท้จริง ชอบตั้งคำถามกับทุกอย่าง เวลาแม่ที่เป็นพยาบาลพาไปโรงพยาบาล คุณหมอทุกคนต้องเตรียมใจไว้ เพราะไม่รู้ว่าวันนี้ “น้องกลาง” จะถามอะไรอีก ที่โรงเรียนก็เช่นกัน นอกจากถามเก่ง ยังตอบเก่ง เพราะเป็นเด็กที่รักการอ่านมาก ในยุคที่ยังไม่มีแท็บเล็ตหรือสมาร์ตโฟน ทุกอย่างต้องไปค้นเอาจากหนังสือ

ไม่แปลกเลยที่วันหนึ่งแฟนคลับจะตั้งแฮชแท็กให้ว่า “พี่กลางหอสมุดแห่งชาติ” เพราะถามอะไรก็ตอบได้แทบทุกเรื่อง และเขายอมรับว่ามีความสุขจริง ๆ ทุกครั้งที่ได้ตอบคำถามของคนที่ติดตาม

7 ปีแห่งมิตรภาพ จากรุ่นพี่รุ่นน้องสู่พาร์ตเนอร์

ก่อนจะกลายเป็นคู่หมอขวัญใจโซเชียล ทั้งสองเริ่มจากการเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องในคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หมอกลางอยู่รุ่น 49 ส่วนหมอต่อเป็นรุ่น 53

ตอนเรียนยังไม่มีโอกาสได้รู้จักกันจริง ๆ เพราะหมอกลางขึ้นวอร์ดในโรงพยาบาลแล้ว กว่าทั้งคู่จะมาเจอกันคือช่วงทำงาน เมื่อรุ่นพี่คนหนึ่งที่สนิทกับหมอกลางแนะนำให้รู้จักกัน เนื่องจากเห็นว่าทำงานสายเดียวกัน น่าจะได้ช่วยเหลือกันในอนาคต

หมอต่อจึงทักแชตไปฝากตัวแบบน้องใหม่ ส่วนหมอกลางก็กลายเป็นที่ปรึกษา ทั้งเรื่องการทำงานและการวาง Career Path ในวงการความงาม ที่ตอนนั้นหมอต่อยังถือว่าเป็นมือใหม่มาก

ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความจริงใจ

เมื่อถึงจุดหนึ่ง ทั้งสองคนเคยทำงานในคลินิกเดียวกัน ผ่านทั้งประสบการณ์ท้าทายและเรื่องราวน่าประทับใจ จนตัดสินใจเริ่มต้นเส้นทางใหม่ร่วมกัน สร้างคลินิกในแบบที่ตัวเองเชื่อ และใส่ใจทุกรายละเอียดในทุกขั้นตอน

จากจุดเปลี่ยนนี้เองที่ทำให้เกิด Dermatige Aesthetics คลินิกความงามที่ทั้งคู่ตั้งใจให้เป็นที่พึ่งทางใจและทางความงามสำหรับคนไข้ ผลลัพธ์ต้องจับต้องได้ และความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ

หัวใจสำคัญของทั้งคู่คือ

  • สิ่งที่นำเสนอ ต้องเป็นสิ่งที่แพทย์เชื่อจริง ๆ

  • ทุกหัตถการต้องผ่านการทดลองและวัดผลกับตัวเองหรือคนรอบตัวจนมั่นใจ

  • ถ้าไม่เห็นผล ไม่ปลอดภัย หรือไม่จำเป็น จะไม่เสนอให้คนไข้

หมอต่อมองว่าคลินิกควรเป็น Safe Zone ของทุกคน ต่อให้มีคนไข้เข้ามามากขึ้น แต่ตัวเขาเองก็ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่าง เขาเลือกโฟกัสเฉพาะสิ่งที่ถนัดและสอดคล้องกับแนวทางขององค์กร เพื่อให้มาตรฐานและจริยธรรมยังชัดเจนในทุกเคส

หมอกลางเสริมว่า นี่คือจริยธรรมแพทย์พื้นฐาน ทุกอย่างต้องไม่เป็นอันตรายต่อคนไข้ ถ้าทำแล้วดี เขาแค่อยากส่งต่อผลลัพธ์แบบเดียวกันให้กับทุกคน และยืนยันว่าจะไม่มีการยัดเยียดหัตถการที่เกินความจำเป็นอย่างเด็ดขาด

ส่วนผสมที่ลงตัวของทีมและองค์กร

เบื้องหลังความสำเร็จของ Dermatige ไม่ได้มาจากสองหมอเท่านั้น ทั้งคู่ยอมรับตรงกันว่า ตัวเองอาจไม่ถนัดด้านบริหารนัก แต่โชคดีที่มีพาร์ตเนอร์เก่ง ๆ คอยช่วยจัดการทุกอย่าง

เมื่อผสมกับความคิดสร้างสรรค์และสไตล์การทำงานที่เสริมกันของทั้งสอง จึงกลายเป็นทีมที่ลงตัวในแบบของตัวเอง และยังมีทีมงานเบื้องหลังที่แข็งแรง ทั้งคนรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยพลังและไอเดียสด ๆ ผสมกับแพทย์และบุคลากรที่มีประสบการณ์

ความหลากหลายของทีม คือสิ่งที่ทำให้ Dermatige เติบโตอย่างมั่นคง และกลายเป็นคลินิกที่หลายคนไว้ใจได้แบบไม่ต้องคิดนาน

DNA ของแบรนด์ท่ามกลาง Red Ocean

แม้ตลาดคลินิกความงามในปัจจุบันจะแข่งขันดุเดือดแบบ Red Ocean แต่สำหรับ Dermatige นี่คือความท้าทายที่ทำให้สนุกมากกว่าจะทำให้กลัว

เมกอัพ สกินแคร์ และคลินิกความงามเป็นตลาดใหญ่มหาศาล ถ้าเข้าใจรสนิยมผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง และรักษาคาแรกเตอร์ของแบรนด์ให้ชัดเจน ยังไงก็มีที่ยืนเสมอ

ทั้งสองหมอรู้ดีว่าคนไข้ที่อยากมีใบหน้าเรียวสวยต้องการอะไร คลินิกจึงออกแบบบริการให้ตอบโจทย์แบบตรง ๆ พอทำไปเรื่อย ๆ คลื่นก็เริ่มจูนติด จนเหมือนจักรวาลส่งคนไข้ที่มีเทสต์ตรงกันเข้ามาแบบพอดี

จุดยืนของคลินิกคือ

  • ดูแลได้ทุกเจเนอเรชัน ทั้งวัยรุ่น วัยทำงาน และผู้ใหญ่

  • แก้ปัญหาและเพิ่มความสวยแบบธรรมชาติ ตามสไตล์ของ Dermatige

  • รักษาเอกลักษณ์ของแบรนด์ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด

ในปีล่าสุด ทั้งคู่กำลังเตรียมก้าวกระโดดครั้งใหม่ จาก 5 สาขา ขยายเพิ่มเป็น 7 สาขา โดยมีสาขาเซ็นทรัลบางนา ที่เปิดตามเสียงเรียกร้องของคนไข้ที่ไม่สะดวกเข้าเมือง และสาขาเอ็มควอเทียร์ ที่ตัดสินใจคว้าโอกาสอย่างรวดเร็ว ด้วยโลเคชันที่ตอบโจทย์ คนไข้กดลิฟต์ออกมาก็เจอคลินิกทันที

แน่นอนว่าความตื่นเต้นมาพร้อมกับความเหนื่อย เพราะการเปิด 2 สาขาพร้อมกันไม่ใช่เรื่องเล่น แต่ทั้งคู่เลือกมองมันเป็นอีกสเต็ปสำคัญของการเติบโต

เพื่อนที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กันและกัน

นอกเหนือจากการเป็นเพื่อนและพาร์ตเนอร์ธุรกิจ ทั้งสองคนยังเป็นแรงบันดาลใจของกันและกันในหลายมิติของชีวิต

หมอต่อมองว่าหมอกลางไม่ใช่แค่หมอเก่ง แต่ยังดูแลคนไข้ด้วยความเมตตาและใส่ใจทุกเคส อีกด้านคือเสน่ห์เวลาอยู่หน้ากล้องที่ยิ่งฉายชัดขึ้นเรื่อย ๆ การได้เติบโตไปพร้อมกับคนที่เป็นโรลโมเดลในชีวิตสำหรับเขา คือพื้นฐานสำคัญในการสร้างอีกหลายความสำเร็จในอนาคต

หมอกลางมองหมอต่อในมุมที่ต่างออกไป เขาบอกว่าหมอต่อมีหลายอย่างที่ตัวเองไม่มี โดยเฉพาะความสามารถในการหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ เพื่อนำมาพัฒนาคลินิกต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ Dermatige แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความตั้งใจในการทำคลินิกความงามที่มีเทสต์ดี ในราคาที่จับต้องได้ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้จริง

ความสุขในแบบที่ไม่เหมือนกัน

เมื่อถามถึงนิยามของ “ความสุข” ในวันนี้ คำตอบของทั้งสองคนต่างกัน แต่ฟังแล้วลงตัวมาก

สำหรับหมอต่อ ความสุขคือการได้ใช้ชีวิตท่ามกลางพลังงานของความรัก

  • ได้ทำงานที่รัก

  • ได้ใช้เวลากับคนที่รัก ทั้งครอบครัว เพื่อน และทีมงาน

  • ได้อยู่กับน้องหมาและน้องแมวที่เป็นเสมือนสมาชิกในครอบครัว

เขาเล่าถึงสุนัขพันธุ์ซามอยด์ตัวโปรดชื่อ “เอมี่” (ชื่อเต็มคือ “อเมทิสต์”) ที่เลี้ยงมาตั้งแต่อายุ 9 เดือน จนตอนนี้อายุ 2 ขวบ น้องมีความแอ็กทีฟ ฉลาด และเชื่อฟังคำสั่ง นอกจากนี้ยังมีบูลด็อกอีก 5 ตัวที่อยู่กับคุณพ่อที่พะเยา และแมวสีขาวอีก 2 ตัวชื่อ “จันทร์หอม” กับ “ขนมผิง” เรียกได้ว่าบ้านหมอต่อคือครอบครัวทาสสัตว์อย่างแท้จริง

ด้านหมอกลาง ความสุขของเขามาในรูปแบบของการได้พูดคุยกับผู้คน ไม่ว่าจะผ่านหน้าจอหรือเจอกันตรง ๆ เขารู้สึกว่าตัวเองได้เป็นทั้ง “ผู้ให้” และ “ผู้รับ” ไปพร้อมกัน

แค่ได้เมาท์กับน้อง ๆ ทีมงานแต่ละสาขา หรือเจอกันที่ออฟฟิศก็มีความสุขแล้ว เพราะทีมงานเต็มไปด้วยพลังบวก และตอนนี้บริษัทมีทีมงานเกือบร้อยคน ทุกครั้งที่รวมตัวกัน บรรยากาศคือเฮฮาปาร์ตี้แบบไม่ต้องเซ็ตฉาก

เขามองว่า Dermatige คือพื้นที่แห่งพลังงานบวก ที่ส่งต่อไปถึงคนไข้โดยตรง พอคนไข้ได้รับการดูแล รู้สึกสวยขึ้น ดูเด็กลง แล้วกลับมาขอบคุณและไว้วางใจให้ดูแลต่อ ความสุขจึงเกิดขึ้นแบบทวีคูณ

อีกด้านหนึ่งคือการได้พูดคุยกับแฟนคลับผ่าน TikTok หรือยูทูบ คอยตอบคำถาม แบ่งปันความรู้ เขาเชื่อว่า เมื่อการสื่อสารเริ่มจากความตั้งใจและเจตนาที่ดี คอมมูนิตี้คุณภาพจะเกิดขึ้นเองแบบธรรมชาติ

หมอกลาง – หมอต่อ บนโลกโซเชียลและพอดแคสต์

ในโลกออนไลน์ หมอต่อยอมรับว่าเวลาไลฟ์ใน TikTok เขาทำด้วยเหตุผลเดียวคือ “ความสนุก” ไม่ได้ตั้งต้นจากการขายของ เพราะเชื่อว่าเมื่อใดที่ยัดเยียดการขายมากเกินไป คนดูจับได้ทันที แต่ถ้าแค่มาเมาท์ มาพูดคุยแบบชิล ๆ วันหนึ่งคนจะอยากสนับสนุนเองโดยไม่ต้องเร่ง

ส่วนรายการพอดแคสต์ Club Saturday ถูกสร้างขึ้นเพื่อเสิร์ฟแฟนคลับของหมอกลางโดยเฉพาะ สำหรับคนที่อยากฟังการเล่าเรื่องแบบละเอียด มีดีเทลลึก ๆ สไตล์ของหมอกลางคือทำเรื่องยากให้เข้าใจง่ายและฟังเพลิน จนหลายคนฟังไปยิ้มไปเหมือนได้คุยกับเพื่อนสนิท

ตอนนี้ทั้งคู่ยังเตรียมต่อยอดรายการ โดยแตก Club Saturday ออกเป็นทอล์กของแต่ละคน เชิญแขกรับเชิญมาคุยประเด็นเฉพาะด้าน โดย

  • หมอกลางจะเน้นเรื่องจิตวิทยาและสุขภาพจิต

  • หมอต่อจะชวนคุยเรื่องธุรกิจ การบริหารองค์กร และ Mindset ที่เขากำลังอินเป็นพิเศษในช่วงนี้

เป้าหมายชีวิต: ความสำเร็จที่ไม่แลกกับสุขภาพใจ

เป้าหมายสำคัญของหมอกลางในตอนนี้ไม่ใช่แค่การขยายธุรกิจ แต่คือการบาลานซ์ชีวิตให้ดีขึ้น เขายอมรับว่าที่ผ่านมาโฟกัสงานเยอะมาก จนความสุขบางส่วนหายไปบ้าง จึงต้องพยายามหาเวลาผ่อนคลาย ดูแลจิตใจตัวเองให้มากขึ้น

สองสิ่งที่ช่วยเขาได้มากคือการอ่านหนังสือและการเล่นเปียโน ซึ่งมีที่มาจากคุณแม่ที่ผลักดันให้เรียนดนตรีตั้งแต่เด็ก แม้ตอนนั้นจะไม่ชอบเอาเลย เพราะเรียนหนังสือวันจันทร์–ศุกร์ก็หนักแล้ว วันเสาร์ยังต้องไปเรียนเปียโนอีก แต่วันนี้เขากลับรู้สึกขอบคุณแม่สุดใจ เพราะเปียโนกลายเป็นเครื่องมือบำบัดชั้นดี

ในฐานะอินโทรเวิร์ต เวลาเครียด เขาไม่ถนัดระบายออกมาเป็นคำพูดเหมือนคนสายเอ็กซ์โทรเวิร์ต ทางออกคือการปล่อยทุกอย่างผ่านเสียงดนตรี กดเปียโนไปสักพักก็กลับมาอารมณ์ดีเหมือนเดิมโดยไม่ต้องไปเหวี่ยงใคร

ด้านหมอต่อกำลังอินกับศาสตร์ Longevity Science หรือการดูแลตัวเองเพื่อยืดอายุอย่างมีคุณภาพ เขาอยากศึกษาเรื่องนี้ให้ลึกขึ้น และลงทุนกับสุขภาพตัวเองอย่างจริงจัง เป้าหมายในใจคืออยากมีอายุยืนถึง 120 ปี แม้ไม่รู้ว่าจะทำได้ไหม แต่เขาตั้งใจว่าจะพยายามเต็มที่

ช่วงนี้เขาหันมาจริงจังกับเมดิเตอร์เรเนียนไดเอต กินผักมากขึ้น ปรับเมนูให้เข้ากับสไตล์ตัวเอง ใส่รสชาติแบบไทย ๆ ลงไปหน่อย ผลลัพธ์คือร่างกายเปลี่ยนไปชัดเจน น้ำหนักลดลง สัดส่วนดีขึ้น เหลืออย่างเดียวที่ยังทำได้ไม่ดีคือเรื่องการนอน ซึ่งเจ้าตัวก็ให้สัญญากับตัวเองว่าจะค่อย ๆ ปรับและ Keep Going ต่อไป

บทสรุป: เมื่อความเก่งไม่พอ ต้องมีความจริงใจ

เรื่องราวของหมอกลางและหมอต่อ คือภาพสะท้อนของคนรุ่นใหม่ที่ไม่หยุดอยู่แค่ความเก่งในวิชาชีพ แต่เลือกผสมผสานความฝัน แพสชัน ธุรกิจ และการดูแลตัวเองเข้าไว้ด้วยกัน

  • พวกเขาเชื่อในการทดลองทุกอย่างกับตัวเองก่อนเสนอให้คนไข้

  • เชื่อว่าแบรนด์ที่มี DNA ชัดเจนจะอยู่รอดได้แม้อยู่ใน Red Ocean

  • เชื่อว่าความสุขของคนไข้ ทีมงาน และตัวเอง สามารถเดินไปด้วยกันได้

และเหนือสิ่งอื่นใด มิตรภาพระหว่างหมอกลางและหมอต่อคือหลักฐานว่า การได้เติบโตไปพร้อมกับเพื่อนที่เราเชื่อมือและเชื่อใจ คือหนึ่งในความสำเร็จที่มีคุณค่าที่สุดของชีวิต