รับแอปรับแอป

Edible Skincare เทรนด์กินบำรุงผิว ลดริ้วรอยจากข้างในแบบยั่งยืน

ปกรณ์ชัย พูนผล01-30

กินแล้วสวยจริงไหม? ทำความรู้จัก Edible Skincare แบบเคลียร์ ๆ

ในโลกความงามที่อะไร ๆ ก็มาไวไปไว มีหนึ่งเทรนด์ที่ไม่ได้มาแค่แป๊บเดียวแล้วหาย แต่กำลัง เปลี่ยนวิธีดูแลผิวของผู้หญิงทั้งวงการ นั่นคือ “Edible Skincare” หรืออาหารผิวที่เรา ต้องกินเข้าไปจริง ๆ ไม่ใช่แค่ทาทับผิวด้านนอก

สำหรับผู้หญิงวัยทำงานที่เริ่มสังเกตว่าผิวไม่เหมือนเดิม ทั้งริ้วรอย ความหย่อนคล้อย และความแห้งกร้าน แนวคิดนี้คือ จุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะมันขยับจาก “ทาแล้วจบ” มาเป็น “บำรุงลึกจากข้างใน” ที่ช่วยให้ผลลัพธ์อยู่กับเราได้นานกว่า

Edible Skincare คืออะไรแน่

Edible Skincare หรือที่เรียกว่า Nutricosmetics คือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ออกแบบมาเพื่อความงามโดยเฉพาะ ใช้หลักการ “Beauty from Within” – สวยจากข้างใน” โดยส่งสารอาหารเข้าสู่กระแสเลือด แล้วไหลเวียนไปถึงเซลล์ผิวโดยตรง

กลไกไม่ได้มโน แต่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ เมื่อเรารับประทานสารอาหารเหล่านี้:

  • ร่างกายจะย่อยและดูดซึมผ่านระบบทางเดินอาหาร

  • สารสำคัญเข้าสู่กระแสเลือด

  • หลอดเลือดในชั้นผิวส่งสารอาหารไปยังเซลล์ผิว

  • เซลล์ผิวเอาไปใช้ซ่อมแซม ฟื้นฟู และเสริมโครงสร้างผิวให้แข็งแรงขึ้น

ผลลัพธ์คือผิวที่แข็งแรงจากฐาน ไม่ใช่แค่เรียบชั่วคราวจากการทา

กิน vs ทา ต่างกันยังไง แล้วต้องเลือกอะไร

หลายคนเริ่มงงว่า แล้วเราควร “กิน” หรือ “ทา” กันแน่? คำตอบคือ ทั้งสองอย่างมีบทบาทคนละแบบ และยิ่งใช้คู่กันยิ่งปัง

ข้อดีของการทาภายนอก

  • ให้ผล รวดเร็วทันใจ ผิวดูชุ่มชื้น เรียบเนียนขึ้นทันที

  • ใส่สารออกฤทธิ์เข้มข้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจุดได้ เช่น ริ้วรอย ฝ้า จุดด่างดำ

  • เหมาะกับการดูแลผิวในแต่ละวันและการฟื้นฟูเฉพาะบริเวณ

แต่มีข้อจำกัดสำคัญคือ โมเลกุลขนาดใหญ่ เช่น คอลลาเจน ไม่สามารถซึมผ่านผิวชั้นนอกสุดได้เต็มที่ จึงช่วยได้แค่บางระดับเท่านั้น

ข้อดีของการรับประทาน

  • ไม่ติดปัญหาเรื่องการซึมผ่านผิว เพราะสารอาหาร เดินทางผ่านเลือดไปถึงเซลล์ผิวทั่วร่างกาย

  • ให้ผลในมุม สุขภาพผิวองค์รวม ทั้งหน้าและตัว

  • ผลลัพธ์มีแนวโน้ม ยั่งยืนกว่า เมื่อใช้ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจด้วยว่า:

  • ต้องใช้เวลาเห็นผลประมาณ 4–12 สัปดาห์

  • ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับระบบย่อยและการดูดซึมของแต่ละคน

มีงานวิจัยพบว่า อาหารเสริมแบบน้ำดูดซึมได้ดีกว่าแบบเม็ดประมาณ 20–100 เท่า และโมเลกุลที่ถูกย่อยจนเล็กลงจะดูดซึมได้ง่ายกว่า

สูตรชนะเลิศ: Bidirectional Beauty

ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนวทางที่เรียกว่า “Bidirectional Beauty” หรือการดูแลผิวแบบสองทางพร้อมกัน:

  • ใช้ครีมทาเพื่อให้ผล ทันที กับผิวด้านนอก

  • เสริม Edible Skincare เพื่อให้ผล ระยะยาว จากภายใน

เมื่อสองทิศทางทำงานร่วมกัน ผิวจะได้ทั้งความเปล่งปลั่งแบบเร่งด่วน และความแข็งแรงแบบยั่งยืน

ส่วนผสมตัวท็อปที่สายผิวสวยต้องรู้

คอลลาเจนเปปไทด์ – ตัวจริงเรื่องผิวเด้ง

คอลลาเจนคือโปรตีนหลักที่เป็นโครงสร้างของผิว ช่วยให้ผิว ตึง กระชับ และเด้งฟู แต่เมื่ออายุประมาณ 25 ปีขึ้นไป ร่างกายจะผลิตคอลลาเจน ลดลงปีละประมาณ 1% ทำให้ผิวเริ่มหย่อน คอลลาเจนเสื่อม และริ้วรอยเริ่มโผล่

งานวิจัยที่รวบรวมข้อมูลจาก 14 การศึกษา รวม 967 คน พบว่า การเสริมคอลลาเจนเปปไทด์ช่วยให้:

  • ผิวชุ่มชื้นขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

  • ความยืดหยุ่นของผิวดีขึ้น

  • เริ่มเห็นผลในช่วง 4–8 สัปดาห์

คำแนะนำในการทาน:

  • ปริมาณที่เหมาะสม: 2.5–5 กรัมต่อวัน

  • ควรเลือกแบบที่มี น้ำหนักโมเลกุลต่ำ (Low Molecular Weight) เพื่อการดูดซึมที่ดีกว่า

Hyaluronic Acid – ตัวกักเก็บน้ำให้ผิวอิ่มฟู

Hyaluronic Acid (HA) เป็นสารธรรมชาติในผิวที่ทำหน้าที่เหมือน ฟองน้ำเก็บน้ำ แต่จะลดลงตามอายุ ทำให้ผิวแห้งลงและขาดความอิ่มฟู

สิ่งที่น่าทึ่งคือ Hyaluronic Acid เพียง 1 ช้อนชา สามารถกักเก็บน้ำได้ราว 6 ลิตร จึงเป็นหัวใจของผิวที่ดูฉ่ำน้ำและเรียบเนียน

การศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง 129 คนพบว่า เมื่อรับประทาน HA ปริมาณ 100–200 มิลลิกรัมต่อวัน ติดต่อกัน 2–8 สัปดาห์ ช่วยให้:

  • ผิวชุ่มชื้นขึ้นอย่างชัดเจน

  • ความแห้งกร้านลดลง

แม้ HA จะถูกย่อยในลำไส้ แต่ร่างกายสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้าง Hyaluronic Acid ใหม่ได้อีก

แอสตาแซนทิน – เกราะต้านอนุมูลอิสระระดับเทพ

แอสตาแซนทิน (Astaxanthin) คือสารต้านอนุมูลอิสระสีแดงส้มที่พบในกุ้ง ปลาแซลมอน และสาหร่ายแดง มีพลังต้านอนุมูลอิสระ แรงกว่าวิตามิน E ถึงประมาณ 500 เท่า

งานวิจัยพบว่า การเสริมแอสตาแซนทิน 6–12 มิลลิกรัมต่อวัน นาน 8 สัปดาห์ สามารถช่วยให้:

  • ความยืดหยุ่นของผิวดีขึ้นถึงประมาณ 77%

  • ความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้นราว 53%

  • ริ้วรอยลดลง

  • ผิวได้รับการปกป้องจากแสงแดดมากขึ้น

เหมาะมากสำหรับสายผิวบาง ผิวไหม้ง่าย และคนที่เลี่ยงแดดไม่ได้

ผิวจะเปลี่ยนแค่ไหน ถ้ากินต่อเนื่อง

2–4 สัปดาห์แรก: ผิวเริ่มอิ่มน้ำและนุ่มขึ้น

จากการศึกษาหลายชิ้นพบว่า ในช่วงเดือนแรก:

  • Hyaluronic Acid และคอลลาเจนช่วยเพิ่มความสามารถในการ กักเก็บน้ำในผิว

  • ผิวมักจะเริ่ม นุ่มขึ้น เรียบขึ้น ดูอิ่มฟูมากขึ้น

8–12 สัปดาห์: ผิวแน่นขึ้น กระชับขึ้น

เมื่อใช้ต่อเนื่องในระยะ 2–3 เดือน:

  • ร่างกายเริ่มสร้างคอลลาเจนใหม่มากขึ้น

  • โครงสร้างผิวชั้นลึก แข็งแรงและหนาแน่นขึ้น

  • ผิวดู กระชับ เต่งตึง และอิ่มเอิบกว่าเดิม

เกราะป้องกันแดดและมลภาวะดีขึ้น

สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น แอสตาแซนทิน จะช่วย:

  • ลดความเสียหายของผิวจาก รังสี UV และมลพิษ

  • ลดโอกาสผิวหมองคล้ำและจุดด่างดำในระยะยาว

สรุปคือ Edible Skincare ไม่ได้ให้ผลชั่วข้ามคืน แต่เป็นการลงทุนระยะยาวให้ผิวแข็งแรงกว่าที่เคย

จะเริ่มใช้ Edible Skincare ยังไงให้คุ้มที่สุด

1. เริ่มจากสูตรพื้นฐานที่มีงานวิจัยรองรับ

สำหรับมือใหม่ แนะนำให้เริ่มจาก:

  • คอลลาเจนเปปไทด์ – เน้นความยืดหยุ่นและโครงสร้างผิว

  • Hyaluronic Acid – เน้นความชุ่มชื้นและผิวอิ่มน้ำ

ทั้งสองตัวนี้มีงานวิจัยรองรับค่อนข้างมากและถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย

2. เลือกปริมาณและรูปแบบให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์

  • เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณสารสำคัญ ใกล้เคียงกับที่ใช้ในงานวิจัยทางคลินิก

  • รูปแบบการรับประทานที่ดูดซึมได้ดีตามลำดับ:
    • อันดับ 1: แบบน้ำ – ดูดซึมเร็วและสูงที่สุด

    • อันดับ 2: แบบผง – ผสมดื่มง่าย ปรับปริมาณได้

    • อันดับ 3: แบบเม็ด/แคปซูล – พกพาสะดวก แต่ดูดซึมช้ากว่า

3. ปรับสูตรตามวัยและปัญหาผิว

  • อายุ 30–35 ปี
    เน้นการป้องกันริ้วรอยลึกตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วย คอลลาเจน + สารต้านอนุมูลอิสระ

  • อายุ 35–40 ปี
    เริ่มมีปัญหาผิวแห้งขาดน้ำชัดขึ้น ให้เพิ่ม Hyaluronic Acid เข้าไปในรูทีน

  • อายุ 40 ปีขึ้นไป
    ผิวเริ่มบางและฟื้นตัวช้าลง ควรใช้แบบ จัดเต็ม:

    • คอลลาเจน

    • Hyaluronic Acid

    • สารต้านอนุมูลอิสระ

    • Ceramides เพื่อช่วยเสริม “เกราะป้องกันผิว” ให้แข็งแรง

ข้อควรระวัง ก่อนจะกินอะไรเพื่อผิว

แม้ Edible Skincare ส่วนใหญ่จะถูกออกแบบมาให้ปลอดภัยต่อการบริโภค แต่ก็ยังมีจุดที่ต้องระวัง:

  • ผู้ที่แพ้อาหารทะเล ควรระวัง คอลลาเจนจากปลา หรือจากทะเล

  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควร ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้ง

  • หากกำลังกินยาประจำอยู่ ควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อเช็กว่าไม่มี ปฏิกิริยาระหว่างยาและอาหารเสริม

การเลือกผลิตภัณฑ์เองก็สำคัญไม่แพ้กัน:

  • เลือกแบรนด์ที่ เชื่อถือได้

  • มีการระบุส่วนผสมอย่างชัดเจน

  • ผ่านมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัย

เทรนด์อนาคต: ความงามที่ “กินได้” จะยิ่งมาแรง

ตลาด Edible Skincare ทั่วโลกในปี 2024 มีมูลค่าราว 8.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตแตะ 16.32 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2032 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละประมาณ 8.2%

ในฝั่งเอเชียอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น แนวคิด “กินบำรุงผิว” ได้รับความนิยมมานานกว่า 10 ปีแล้ว มีข้อมูลว่าผู้หญิงเกาหลีราว 70% ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคอลลาเจนเป็นประจำ ขณะที่ในไทยเอง ตลาดนี้กำลังโตแรงด้วยอัตราเติบโตประมาณ 10% ต่อปี

รูปแบบผลิตภัณฑ์ก็เริ่มสนุกและกินง่ายขึ้นเรื่อย ๆ เช่น

  • กัมมี่และเยลลี่ผสมคอลลาเจนหรือสารบำรุงผิว

  • เครื่องดื่มความงามพร้อมดื่ม

  • ไอศกรีมที่เสริมคอลลาเจนและสารอาหารเพื่อผิว

ทิศทางชัดเจนมากว่า “ความงามในอนาคต” จะถูกผสมเข้าไปในอาหารประจำวันของเราแบบแนบเนียน

สรุป: ถ้าอยากลดริ้วรอยและผิวกระชับระยะยาว ต้องดูแลจากข้างใน

เมื่อเราเข้าสู่ยุคของ “ป้องกันก่อนพัง” มากกว่า “เสียแล้วค่อยซ่อม” การเข้าใจ Edible Skincare จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับคนที่อยากมีผิวสวยอย่างยั่งยืน

  • ครีมทา = ผลลัพธ์รวดเร็ว แก้ปัญหาเฉพาะจุด

  • Edible Skincare = ฟื้นฟูจากข้างใน เสริมโครงสร้างผิวระยะยาว

  • ใช้คู่กัน = ผลลัพธ์ชัดที่สุด ทั้งเรื่องริ้วรอย ความกระชับ และความชุ่มชื้นของผิว

ท้ายที่สุด ความงามที่มาจากการดูแลจากภายใน ไม่ใช่แค่ทำให้ผิวดูดีขึ้นในกระจก แต่ยังสะท้อนถึงสุขภาพผิวที่แข็งแรงในระยะยาว ซึ่งคือ ความงามที่แท้จริงและอยู่กับเราได้นานกว่า make-up หรือฟิลเตอร์ใด ๆ