กินแล้วสวยจริงไหม? ทำความรู้จัก Edible Skincare แบบเคลียร์ ๆ
ในโลกความงามที่อะไร ๆ ก็มาไวไปไว มีหนึ่งเทรนด์ที่ไม่ได้มาแค่แป๊บเดียวแล้วหาย แต่กำลัง เปลี่ยนวิธีดูแลผิวของผู้หญิงทั้งวงการ นั่นคือ “Edible Skincare” หรืออาหารผิวที่เรา ต้องกินเข้าไปจริง ๆ ไม่ใช่แค่ทาทับผิวด้านนอก
สำหรับผู้หญิงวัยทำงานที่เริ่มสังเกตว่าผิวไม่เหมือนเดิม ทั้งริ้วรอย ความหย่อนคล้อย และความแห้งกร้าน แนวคิดนี้คือ จุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะมันขยับจาก “ทาแล้วจบ” มาเป็น “บำรุงลึกจากข้างใน” ที่ช่วยให้ผลลัพธ์อยู่กับเราได้นานกว่า
Edible Skincare คืออะไรแน่
Edible Skincare หรือที่เรียกว่า Nutricosmetics คือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ออกแบบมาเพื่อความงามโดยเฉพาะ ใช้หลักการ “Beauty from Within” – สวยจากข้างใน” โดยส่งสารอาหารเข้าสู่กระแสเลือด แล้วไหลเวียนไปถึงเซลล์ผิวโดยตรง
กลไกไม่ได้มโน แต่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ เมื่อเรารับประทานสารอาหารเหล่านี้:
ร่างกายจะย่อยและดูดซึมผ่านระบบทางเดินอาหาร
สารสำคัญเข้าสู่กระแสเลือด
หลอดเลือดในชั้นผิวส่งสารอาหารไปยังเซลล์ผิว
เซลล์ผิวเอาไปใช้ซ่อมแซม ฟื้นฟู และเสริมโครงสร้างผิวให้แข็งแรงขึ้น
ผลลัพธ์คือผิวที่แข็งแรงจากฐาน ไม่ใช่แค่เรียบชั่วคราวจากการทา

กิน vs ทา ต่างกันยังไง แล้วต้องเลือกอะไร
หลายคนเริ่มงงว่า แล้วเราควร “กิน” หรือ “ทา” กันแน่? คำตอบคือ ทั้งสองอย่างมีบทบาทคนละแบบ และยิ่งใช้คู่กันยิ่งปัง
ข้อดีของการทาภายนอก
ให้ผล รวดเร็วทันใจ ผิวดูชุ่มชื้น เรียบเนียนขึ้นทันที
ใส่สารออกฤทธิ์เข้มข้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจุดได้ เช่น ริ้วรอย ฝ้า จุดด่างดำ
เหมาะกับการดูแลผิวในแต่ละวันและการฟื้นฟูเฉพาะบริเวณ
แต่มีข้อจำกัดสำคัญคือ โมเลกุลขนาดใหญ่ เช่น คอลลาเจน ไม่สามารถซึมผ่านผิวชั้นนอกสุดได้เต็มที่ จึงช่วยได้แค่บางระดับเท่านั้น
ข้อดีของการรับประทาน
ไม่ติดปัญหาเรื่องการซึมผ่านผิว เพราะสารอาหาร เดินทางผ่านเลือดไปถึงเซลล์ผิวทั่วร่างกาย
ให้ผลในมุม สุขภาพผิวองค์รวม ทั้งหน้าและตัว
ผลลัพธ์มีแนวโน้ม ยั่งยืนกว่า เมื่อใช้ต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจด้วยว่า:
ต้องใช้เวลาเห็นผลประมาณ 4–12 สัปดาห์
ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับระบบย่อยและการดูดซึมของแต่ละคน
มีงานวิจัยพบว่า อาหารเสริมแบบน้ำดูดซึมได้ดีกว่าแบบเม็ดประมาณ 20–100 เท่า และโมเลกุลที่ถูกย่อยจนเล็กลงจะดูดซึมได้ง่ายกว่า
สูตรชนะเลิศ: Bidirectional Beauty
ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนวทางที่เรียกว่า “Bidirectional Beauty” หรือการดูแลผิวแบบสองทางพร้อมกัน:
ใช้ครีมทาเพื่อให้ผล ทันที กับผิวด้านนอก
เสริม Edible Skincare เพื่อให้ผล ระยะยาว จากภายใน
เมื่อสองทิศทางทำงานร่วมกัน ผิวจะได้ทั้งความเปล่งปลั่งแบบเร่งด่วน และความแข็งแรงแบบยั่งยืน
ส่วนผสมตัวท็อปที่สายผิวสวยต้องรู้
คอลลาเจนเปปไทด์ – ตัวจริงเรื่องผิวเด้ง
คอลลาเจนคือโปรตีนหลักที่เป็นโครงสร้างของผิว ช่วยให้ผิว ตึง กระชับ และเด้งฟู แต่เมื่ออายุประมาณ 25 ปีขึ้นไป ร่างกายจะผลิตคอลลาเจน ลดลงปีละประมาณ 1% ทำให้ผิวเริ่มหย่อน คอลลาเจนเสื่อม และริ้วรอยเริ่มโผล่
งานวิจัยที่รวบรวมข้อมูลจาก 14 การศึกษา รวม 967 คน พบว่า การเสริมคอลลาเจนเปปไทด์ช่วยให้:
ผิวชุ่มชื้นขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ความยืดหยุ่นของผิวดีขึ้น
เริ่มเห็นผลในช่วง 4–8 สัปดาห์
คำแนะนำในการทาน:
ปริมาณที่เหมาะสม: 2.5–5 กรัมต่อวัน
ควรเลือกแบบที่มี น้ำหนักโมเลกุลต่ำ (Low Molecular Weight) เพื่อการดูดซึมที่ดีกว่า

Hyaluronic Acid – ตัวกักเก็บน้ำให้ผิวอิ่มฟู
Hyaluronic Acid (HA) เป็นสารธรรมชาติในผิวที่ทำหน้าที่เหมือน ฟองน้ำเก็บน้ำ แต่จะลดลงตามอายุ ทำให้ผิวแห้งลงและขาดความอิ่มฟู
สิ่งที่น่าทึ่งคือ Hyaluronic Acid เพียง 1 ช้อนชา สามารถกักเก็บน้ำได้ราว 6 ลิตร จึงเป็นหัวใจของผิวที่ดูฉ่ำน้ำและเรียบเนียน
การศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง 129 คนพบว่า เมื่อรับประทาน HA ปริมาณ 100–200 มิลลิกรัมต่อวัน ติดต่อกัน 2–8 สัปดาห์ ช่วยให้:
ผิวชุ่มชื้นขึ้นอย่างชัดเจน
ความแห้งกร้านลดลง
แม้ HA จะถูกย่อยในลำไส้ แต่ร่างกายสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้าง Hyaluronic Acid ใหม่ได้อีก
แอสตาแซนทิน – เกราะต้านอนุมูลอิสระระดับเทพ
แอสตาแซนทิน (Astaxanthin) คือสารต้านอนุมูลอิสระสีแดงส้มที่พบในกุ้ง ปลาแซลมอน และสาหร่ายแดง มีพลังต้านอนุมูลอิสระ แรงกว่าวิตามิน E ถึงประมาณ 500 เท่า
งานวิจัยพบว่า การเสริมแอสตาแซนทิน 6–12 มิลลิกรัมต่อวัน นาน 8 สัปดาห์ สามารถช่วยให้:
ความยืดหยุ่นของผิวดีขึ้นถึงประมาณ 77%
ความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้นราว 53%
ริ้วรอยลดลง
ผิวได้รับการปกป้องจากแสงแดดมากขึ้น
เหมาะมากสำหรับสายผิวบาง ผิวไหม้ง่าย และคนที่เลี่ยงแดดไม่ได้
ผิวจะเปลี่ยนแค่ไหน ถ้ากินต่อเนื่อง
2–4 สัปดาห์แรก: ผิวเริ่มอิ่มน้ำและนุ่มขึ้น
จากการศึกษาหลายชิ้นพบว่า ในช่วงเดือนแรก:
Hyaluronic Acid และคอลลาเจนช่วยเพิ่มความสามารถในการ กักเก็บน้ำในผิว
ผิวมักจะเริ่ม นุ่มขึ้น เรียบขึ้น ดูอิ่มฟูมากขึ้น

8–12 สัปดาห์: ผิวแน่นขึ้น กระชับขึ้น
เมื่อใช้ต่อเนื่องในระยะ 2–3 เดือน:
ร่างกายเริ่มสร้างคอลลาเจนใหม่มากขึ้น
โครงสร้างผิวชั้นลึก แข็งแรงและหนาแน่นขึ้น
ผิวดู กระชับ เต่งตึง และอิ่มเอิบกว่าเดิม
เกราะป้องกันแดดและมลภาวะดีขึ้น
สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น แอสตาแซนทิน จะช่วย:
ลดความเสียหายของผิวจาก รังสี UV และมลพิษ
ลดโอกาสผิวหมองคล้ำและจุดด่างดำในระยะยาว
สรุปคือ Edible Skincare ไม่ได้ให้ผลชั่วข้ามคืน แต่เป็นการลงทุนระยะยาวให้ผิวแข็งแรงกว่าที่เคย
จะเริ่มใช้ Edible Skincare ยังไงให้คุ้มที่สุด
1. เริ่มจากสูตรพื้นฐานที่มีงานวิจัยรองรับ
สำหรับมือใหม่ แนะนำให้เริ่มจาก:
คอลลาเจนเปปไทด์ – เน้นความยืดหยุ่นและโครงสร้างผิว
Hyaluronic Acid – เน้นความชุ่มชื้นและผิวอิ่มน้ำ
ทั้งสองตัวนี้มีงานวิจัยรองรับค่อนข้างมากและถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย
2. เลือกปริมาณและรูปแบบให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์
เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณสารสำคัญ ใกล้เคียงกับที่ใช้ในงานวิจัยทางคลินิก
- รูปแบบการรับประทานที่ดูดซึมได้ดีตามลำดับ:
อันดับ 1: แบบน้ำ – ดูดซึมเร็วและสูงที่สุด
อันดับ 2: แบบผง – ผสมดื่มง่าย ปรับปริมาณได้
อันดับ 3: แบบเม็ด/แคปซูล – พกพาสะดวก แต่ดูดซึมช้ากว่า
3. ปรับสูตรตามวัยและปัญหาผิว
อายุ 30–35 ปี
เน้นการป้องกันริ้วรอยลึกตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วย คอลลาเจน + สารต้านอนุมูลอิสระอายุ 35–40 ปี
เริ่มมีปัญหาผิวแห้งขาดน้ำชัดขึ้น ให้เพิ่ม Hyaluronic Acid เข้าไปในรูทีนอายุ 40 ปีขึ้นไป
ผิวเริ่มบางและฟื้นตัวช้าลง ควรใช้แบบ จัดเต็ม:คอลลาเจน
Hyaluronic Acid
สารต้านอนุมูลอิสระ
Ceramides เพื่อช่วยเสริม “เกราะป้องกันผิว” ให้แข็งแรง

ข้อควรระวัง ก่อนจะกินอะไรเพื่อผิว
แม้ Edible Skincare ส่วนใหญ่จะถูกออกแบบมาให้ปลอดภัยต่อการบริโภค แต่ก็ยังมีจุดที่ต้องระวัง:
ผู้ที่แพ้อาหารทะเล ควรระวัง คอลลาเจนจากปลา หรือจากทะเล
ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควร ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้ง
หากกำลังกินยาประจำอยู่ ควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อเช็กว่าไม่มี ปฏิกิริยาระหว่างยาและอาหารเสริม
การเลือกผลิตภัณฑ์เองก็สำคัญไม่แพ้กัน:
เลือกแบรนด์ที่ เชื่อถือได้
มีการระบุส่วนผสมอย่างชัดเจน
ผ่านมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัย
เทรนด์อนาคต: ความงามที่ “กินได้” จะยิ่งมาแรง
ตลาด Edible Skincare ทั่วโลกในปี 2024 มีมูลค่าราว 8.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตแตะ 16.32 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2032 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละประมาณ 8.2%
ในฝั่งเอเชียอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น แนวคิด “กินบำรุงผิว” ได้รับความนิยมมานานกว่า 10 ปีแล้ว มีข้อมูลว่าผู้หญิงเกาหลีราว 70% ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคอลลาเจนเป็นประจำ ขณะที่ในไทยเอง ตลาดนี้กำลังโตแรงด้วยอัตราเติบโตประมาณ 10% ต่อปี

รูปแบบผลิตภัณฑ์ก็เริ่มสนุกและกินง่ายขึ้นเรื่อย ๆ เช่น
กัมมี่และเยลลี่ผสมคอลลาเจนหรือสารบำรุงผิว
เครื่องดื่มความงามพร้อมดื่ม
ไอศกรีมที่เสริมคอลลาเจนและสารอาหารเพื่อผิว
ทิศทางชัดเจนมากว่า “ความงามในอนาคต” จะถูกผสมเข้าไปในอาหารประจำวันของเราแบบแนบเนียน
สรุป: ถ้าอยากลดริ้วรอยและผิวกระชับระยะยาว ต้องดูแลจากข้างใน
เมื่อเราเข้าสู่ยุคของ “ป้องกันก่อนพัง” มากกว่า “เสียแล้วค่อยซ่อม” การเข้าใจ Edible Skincare จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับคนที่อยากมีผิวสวยอย่างยั่งยืน
ครีมทา = ผลลัพธ์รวดเร็ว แก้ปัญหาเฉพาะจุด
Edible Skincare = ฟื้นฟูจากข้างใน เสริมโครงสร้างผิวระยะยาว
ใช้คู่กัน = ผลลัพธ์ชัดที่สุด ทั้งเรื่องริ้วรอย ความกระชับ และความชุ่มชื้นของผิว
ท้ายที่สุด ความงามที่มาจากการดูแลจากภายใน ไม่ใช่แค่ทำให้ผิวดูดีขึ้นในกระจก แต่ยังสะท้อนถึงสุขภาพผิวที่แข็งแรงในระยะยาว ซึ่งคือ ความงามที่แท้จริงและอยู่กับเราได้นานกว่า make-up หรือฟิลเตอร์ใด ๆ

