เราทุกคนคือของขวัญชิ้นดีที่สุดจากพ่อแม่
เคยมีไหมที่นั่งตั้งคำถามกับชีวิตตัวเองว่า
ทำไมต้องเกิดมาเป็นเรา ทำไมต้องเจอเรื่องแบบนี้ ทั้งที่คนบนโลกมีตั้งเยอะ แต่ดันเป็นเราเสมอที่ต้องรับมือกับดราม่าทั้งหลาย
หลายครั้งเราลืมไปว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีเหตุและผลของมันเสมอ เหมือนกฎง่าย ๆ ในชีวิตว่า Action = Reaction สิ่งที่เราทำ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย สุดท้ายมันจะย้อนกลับมาหาเราในแบบที่เหมาะสมกับเวลาเสมอ
บางทีเราอาจยังไม่เห็นผลในวันนี้ เดี๋ยวนี้ แต่เส้นทางที่เราเดิน ล้วนค่อย ๆ หล่อหลอมให้เราเป็น “ผลผลิต” ที่ดีที่สุดของพ่อแม่ในแบบของตัวเราเอง
The Light Between Oceans: เมื่อความรักต้องปะทะความถูกต้อง

ดู The Light Between Oceans จบ เหมือนเพิ่งไปพักร้อนริมทะเลต่างแดนมาหยก ๆ ความรู้สึกแรกคือ โลเคชันสวยจนแทบลืมหายใจ
หนังพาเราไปไกลถึงนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย เกาะ Tasmania ที่ภาพในเรื่องออกมาฟีลไม่เหมือนทะเลไทยเลย ทั้งหญ้า ต้นไม้ ก้อนหิน ลมแรง ๆ ที่ตีกับใบหน้าตัวละคร จนเรารู้สึกเกร็งตามไปด้วย
แค่ได้นั่งมองวิวก็คุ้มค่าตั๋วแล้ว แต่ที่มากกว่านั้นคือพล็อตดราม่าที่อ้างอิงจากนิยายขายดี วางหมากให้คนดูต้องเลือกข้างในใจตัวเองอยู่ตลอดเวลา ว่า เราจะยืนอยู่ฝั่งความรัก หรือฝั่งความถูกต้องกันแน่
La La Land: นครดาราและเคมีคู่พระนางที่ทำให้ใจละลาย

La La Land เป็นหนังที่รอคอยกันเป็นครึ่งปี ชนิดที่ตั้งใจว่าต้องได้ดูให้ได้ ไม่ใช่เพราะกระแสเท่านั้น แต่เพราะการโคจรมาร่วมกันของคู่ขวัญ Ryan Gosling และ Emma Stone
เราเคยหลงรักเคมีของคู่นี้จาก Crazy, Stupid, Love มาแล้ว พอมาเจอกันในหนังมิวสิคัลที่ทั้งร้อง ทั้งเต้น ทั้งเถียงกันแบบหยอกไปแซะมา มันเลยยิ่งฟินไปอีกขั้น
เพลงเพราะแบบติดหัวไปหลายวัน
งานภาพสวยจัดทุกซีน
เคมีตัวละครคือของจริงไม่จกตา
นี่คือหนึ่งในหนังมิวสิคัลที่ทั้ง งดงาม เหนือชั้น และสมบูรณ์แบบในแบบของตัวเอง ใครอินเรื่องความฝันกับความรัก ต้องห้ามพลาด
Snowden: เมื่อรัฐบาลกลายเป็นผู้เฝ้ามองชีวิตเรา

เข้าโรงไปดู Snowden แบบแทบไม่รู้อะไรเลย
ไม่รู้ว่าหนังสร้างจากเรื่องจริงของ Edward Snowden ไม่รู้รายละเอียดเหตุการณ์ ไม่เคยดูเทรลเลอร์ด้วยซ้ำ ซึ่งกลายเป็นข้อดี เพราะทำให้เราดูด้วยใจที่เปิดและค่อนข้างเป็นกลางมาก ๆ
หลังดูจบ สิ่งที่ได้คือ
อินจัดจนต้องไปไล่อ่านข่าวเก่าย้อนหลังเป็นวัน
รู้สึกหนาว ๆ กับไอเดียที่ว่า เราอาจถูกสอดแนมอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว
หนังเล่าเส้นทางของคนหนุ่มที่เคยอยากรับใช้ชาติ รักในเทคโนโลยี และหลงใหลความเท่ของการได้เข้าถึงข้อมูลลับทางการ แต่เมื่อได้เห็นด้านมืดของระบบทุกอย่าง เขาก็ต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต ว่าอะไรสำคัญกว่ากันระหว่างความมั่นคง กับความจริงที่ประชาชนควรรู้
A Star Is Born: น้ำตาที่คิดว่าไม่ไหล แต่สุดท้ายพังยับ

ก่อนดู A Star Is Born มีความมั่นใจเต็มร้อยว่า “ไม่ร้องหรอก ยากแล้วที่หนังจะทำให้เราน้ำตาแตก”
แต่พอเดินออกจากโรง ความจริงคือ
อารมณ์เงียบ ซึม ลึก
น้ำตาคลอแบบไม่ทันตั้งตัว
รีบกลับมาฟัง OST. ต่อแล้วแตกอีกหนึ่งรอบ
ถึงพล็อตจะดูเหมือนหนังรักน้ำเน่าทั่วไป แต่หนังจัดเต็มทั้ง
เคมีตัวละครที่เล่นกันได้สมจริงมาก
เพลงที่ไม่ใช่แค่เพราะ แต่เล่าเรื่องแทนตัวละคร
อารมณ์กดดันที่ไต่ระดับจนใจคนดูล้าไปกับพวกเขา
ใครที่เคยชอบ Begin Again มีโอกาสสูงมากที่จะรักเรื่องนี้ยิ่งกว่า เพราะในหลาย ๆ ด้าน A Star Is Born ทำการบ้านมาดีและ จู่โจมความรู้สึกคนดูได้ลึกกว่าเยอะ
Kingdom: Ashin of the North – รากเหง้าของดอกไม้คืนชีพ

ใครเป็นแฟน Kingdom ตั้งแต่ซีซันแรก ๆ จะเข้าใจดีว่าการได้ดูตอนพิเศษ Ashin of the North คือการปลอบใจแฟนคลับที่รอคอยมานาน
ตอนพิเศษนี้ไม่ได้เน้นซอมบี้คลั่งไล่กัดเลือดสาดเท่าภาคหลัก แต่หันมาโฟกัสกับ ต้นกำเนิดของดอกไม้คืนชีพ ที่เป็นหัวใจของซีรีส์ทั้งเรื่องแทน
ข้อควรรู้ก่อนดูคือ
ไม่เคยดูซีซันก่อนก็ดูได้ หนังเกริ่นและปูที่มาชัดเจน
แต่ต้องตั้งใจดู เพราะรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ มีผลกับจักรวาลของ Kingdom ทั้งหมด
นี่คือภาคที่พาเราเข้าไปอยู่ในความแค้น ความเจ็บ และความเดียวดายของ Ashin จนอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามว่า ถ้าเราเป็นเธอ เราจะเลือกทำแบบเดียวกันไหม
1917: สมรภูมิที่เดินตามตัวละครแบบหายใจไม่ทั่วท้อง

1917 เป็นหนังสงครามโลกที่แบ่งคนดูออกเป็นสองขั้วชัดเจน
บางคนเฉย ๆ ไม่อินพล็อต
แต่อีกกลุ่ม (รวมถึงเรา) รู้สึกว่าหนังมันโคตรทรงพลัง
พล็อตจริง ๆ แล้วเรียบมาก เล่าเรื่องทหารอังกฤษหนุ่มสองคนที่ต้องเดินฝ่าดงสงครามไปส่งสาร เพื่อหยุดเหตุการณ์หายนะจากคำสั่งที่ผิดพลาด
สิ่งที่ทำให้หนังโดดเด่นคือ
งานถ่ายทำแบบลองเทคยาว ๆ ที่พาเราเดินตามตัวละครเหมือนอยู่ในสนามรบจริง
ความสมจริงของฉาก สภาพแวดล้อม และบรรยากาศกดดัน
อารมณ์ลุ้นแบบไม่รู้ตัวเลยว่ากำมือแน่นตั้งแต่เมื่อไหร่
นี่ไม่ใช่หนังสงครามที่เน้นยิงกันสนั่น แต่เน้นให้ เรารู้สึกถึงความเหนื่อย ล้า และเปราะบางของชีวิตคนตัวเล็ก ๆ ในสงครามใหญ่ มากกว่า
ครั้งแรกกับการแช่ออนเซ็นที่ Yunomori Onsen & Spa

เหตุผลหลักที่อยากไป Yunomori Onsen & Spa ไม่ใช่เพราะอยากแช่น้ำร้อนอย่างเดียว แต่เพราะอยากใส่ชุดยูกาตะให้ฟีลสาวญี่ปุ่นสักครั้ง
หลายคนอาจสับสนระหว่างยูกาตะกับกิโมโน ที่จริงแล้วยูกาตะคือชุดลำลองของคนญี่ปุ่น ใส่เดินเล่นสบาย ๆ ในวันชิล ๆ โดยคำว่า “Yukata” มาจากคำว่า
Yoku = อาบน้ำ
Katabira = เสื้อชั้นใน
รวม ๆ กันความหมายประมาณว่า “ชุดอาบน้ำ” แต่ถูกพัฒนากลายเป็นชุดลำลองในปัจจุบัน
ส่วนประสบการณ์การไปออนเซ็นครั้งแรกนั้น
ได้ลองก้าวข้ามความเขินของตัวเอง
เรียนรู้การผ่อนคลายในแบบญี่ปุ่น
รู้สึกว่าการให้เวลากับตัวเองเงียบ ๆ ในน้ำอุ่น ๆ ก็เยียวยาใจได้ดีเหมือนกัน
ปฏิบัติธรรม 3 วัน 2 คืน: จากคำว่า “ไหวเหรอ” สู่การเงียบอยู่กับตัวเอง

ก่อนออกเดินทางไปปฏิบัติธรรม 3 วัน 2 คืน ที่เสถียรธรรมสถาน เสียงรอบตัวเต็มไปด้วยคำถามที่ฟังดูโหดร้ายเล็ก ๆ
“จะอยู่ได้เหรอ”
“ไม่หนีกลับก่อนนะ”
“แน่ใจใช่ไหมว่าไหว”
แต่เอาเข้าจริง การไปปฏิบัติธรรมไม่ได้ยากเหมือนเข้าค่ายฝึกทหาร มันเป็นการค่อย ๆ ถอดใจตัวเองออกจากความวุ่นวาย แล้วพาไปอยู่ในที่ที่ทุกอย่างช้าลง
การตัดสินใจไปแบบกะทันหัน
ต้องลางานครึ่งวัน
ลุ้นว่าเจ้านายจะอนุมัติไหม
เตรียมใจไปเจอความเงียบแบบไม่รู้จะเป็นยังไง
พอได้ไปจริง ๆ เลยได้ค้นพบว่า การอยู่กับตัวเองโดยไม่มีสิ่งรบกวน คือของขวัญที่เราให้ตัวเองได้แบบไม่ต้องพึ่งใคร
เมื่อได้เป็นเด็กฝึกงานที่ BEC TERO Music ช่อง 3

ช่วงปิดเทอมก่อนขึ้นปี 4 คือฤดูฝึกงานของนักศึกษาปี 3 ที่ทั้งตื่นเต้นและกดดันในเวลาเดียวกัน
รอบตัวเริ่มมีเพื่อน ๆ
ยื่นสมัครบริษัทใหญ่ ๆ
ส่งอีเมลสมัครงานจริงจัง
โพสต์รูปลงโซเชียลอวดที่ฝึกงานกันสนุกสนาน
ฝั่งเราก็เริ่มหาบ้าง แต่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองอยากไปสายไหน จนโอกาสได้มาฝึกงานที่ BEC TERO Music ช่อง 3 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
การได้ไปอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานจริง ทำให้เข้าใจเลยว่า
งานในวงการบันเทิงไม่ได้มีแค่ความสนุกฟุ้ง ๆ
เบื้องหลังทุกโปรเจกต์คือการทำงานหนักของคนจำนวนมาก
ประสบการณ์ฝึกงานดี ๆ สามารถเปลี่ยนมุมมองต่ออนาคตได้ทั้งก้อน
นี่ไม่ใช่แค่การไป “ฝึกงาน” แต่เป็นช่วงเวลาที่ช่วยให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น ว่า เราอยากใช้ชีวิตทำอะไรต่อหลังจากเรียนจบกันแน่

