รับแอปรับแอป

5 เมืองในอังกฤษที่ต้องไปให้ได้สักครั้ง ถ้ารักชีวิตต่างแดนต้องอ่าน!

ภาณุพงศ์ พรหมมา01-31

แพลนเที่ยวอังกฤษให้คุ้ม: เริ่มยังไงให้ทริปปัง

แต่ละเมืองและหมู่บ้านในประเทศอังกฤษต่างก็มีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบไม่ซ้ำกันเลยสักแห่ง หากคุณมีโอกาสได้มาเรียนต่ออังกฤษ หรือกำลังแพลนมาใช้ชีวิตช่วงหนึ่งที่นี่ ลองแบ่งเวลาออกเดินทางไปเยี่ยมชมเมืองต่างๆ ดูสักครั้งในชีวิต แล้วคุณจะรู้ว่าอังกฤษมีอะไรมากกว่าที่คิด

ด้านล่างนี้คือ 5 เมืองไฮไลท์ที่ควรลองปักหมุดไว้ในลิสต์เที่ยวของคุณ

1. ลอนดอน (London): เมืองหลวงที่ไม่เคยหลับ

ลอนดอนคือเมืองแรกที่หลายคนอยากเหยียบให้ได้เมื่อมาถึงอังกฤษ เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยพลัง มีชีวิตชีวาตลอดทั้งวัน และเป็นหนึ่งในเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากที่สุดในโลก

หนึ่งในแลนด์มาร์กที่ไม่ควรพลาดคือ พระราชวังบักกิงแฮม (Buckingham Palace) ที่ประทับอย่างเป็นทางการของราชวงศ์อังกฤษ รายล้อมด้วยสวนสวยที่ดูสง่างามและเป็นเหมือนสัญลักษณ์สำคัญของลอนดอน

การเดินทางในลอนดอนสะดวกมาก เพราะมีรถไฟใต้ดินครอบคลุมแทบทุกโซน คุณสามารถกระโดดขึ้นรถไฟแล้วไปต่อยังย่านต่างๆ ได้ง่าย หรือถ้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศ ลองใช้จักรยานสาธารณะที่เมืองเตรียมไว้ให้บริการ ปั่นชมวิวไปเรื่อยๆ ก็สนุกไม่แพ้กัน

นอกจากนี้ยังมี

  • รถบัสนำเที่ยวรอบเมือง

  • ทัวร์เดินเท้าพร้อมไกด์ท้องถิ่น

ที่คอยเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าสนุกๆ ให้คุณฟังตลอดทาง ทำให้การชมสถานที่สำคัญในลอนดอนกลายเป็นทริปที่ทั้งเพลินและได้ความรู้ไปพร้อมกัน

2. ยอร์ก (York): เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่า

ยอร์กคือหนึ่งในเมืองที่มีเสน่ห์มากที่สุดของอังกฤษ เต็มไปด้วยบรรยากาศเก่าแก่และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าค้นหาแบบจัดเต็ม

ที่นี่เป็นที่ตั้งของ มหาวิหาร York Minster ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปตอนเหนือ และยังมี The Coppergate Viking Visitor Centre ศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับชาวไวกิ้ง ที่จะพาคุณย้อนไปในยุคประวัติศาสตร์ด้วยวิธีเล่าที่ทั้งน่าสนใจและจำง่าย

ถ้ามาเยือนยอร์ก แนะนำให้

  • เดินเล่นชมเมืองแบบช้าๆ ลัดเลาะตามตรอกซอยเก่า

  • ซึมซับบรรยากาศสไตล์บริติชแบบดั้งเดิม

และอย่าลืมแวะจิบน้ำชายามบ่ายที่ Betty’s Tea Room ร้านน้ำชาชื่อดังเก่าแก่ เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1919 เสิร์ฟชาอังกฤษแท้รสกลมกล่อม คู่กับเค้กหน้าตาน่ารักที่รสชาติดีงามไม่แพ้หน้าตา เป็นโมเมนต์ Afternoon Tea ที่ควรลองสักครั้งในชีวิต

3. อ็อกซ์ฟอร์ด (Oxford): เมืองมหาวิทยาลัยสุดคลาสสิก

อ็อกซ์ฟอร์ดเป็นเมืองที่มีวิวสวยและอากาศโดยรอบชวนให้เดินเล่น อยู่ห่างจากลอนดอนเพียงประมาณหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น ทำให้เหมาะกับการไปแบบเช้าไปเย็นกลับ หรือจะค้างหนึ่งคืนก็ยิ่งอินกับบรรยากาศมากขึ้น

ที่นี่คือบ้านของ University of Oxford หนึ่งในมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดในโลกที่ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน บรรยากาศรอบมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยกลิ่นอายวิชาการและความคลาสสิกแบบอังกฤษแท้ๆ

กิจกรรมที่น่าไปทำในอ็อกซ์ฟอร์ด ได้แก่

  • เดินชมตึกเรียน วิทยาลัยต่างๆ และลานภายในมหาวิทยาลัย

  • แวะช้อปปิ้งตามร้านค้าริมถนนที่เรียงรายอยู่ทั่วเมือง

อีกหนึ่งไฮไลท์คือ มหาวิหารไครสต์เชิร์ช (Christ Church Cathedral) ที่สวยสง่าและเต็มไปด้วยรายละเอียดสถาปัตยกรรมที่ชวนมอง นอกจากนี้ ในตัวเมืองยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติให้ไปสูดอากาศดีๆ หรือจะเดินเที่ยวย่านเมืองเก่าเพื่อซึมซับเสน่ห์แบบอังกฤษยุคคลาสสิกก็ฟินไม่แพ้กัน

4. เอดินบะระ (Edinburgh): เมืองหลวงแห่งสก็อตแลนด์

ถ้าเพิ่งเคยมาเที่ยวสก็อตแลนด์ครั้งแรก เอดินบะระ คือจุดเริ่มต้นที่เหมาะมาก เมืองหลวงแห่งนี้มีทั้งเสน่ห์ความเก่าแก่และชีวิตชีวาของเมืองใหญ่ผสมกันอย่างลงตัว

จุดเด่นหลักของเมืองคือ ปราสาทเอดินบะระ (Edinburgh Castle) ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินสูง เมื่อขึ้นไปด้านบนแล้วมองลงมา จะเห็นวิวเมืองเอดินบะระแบบพาโนรามาที่สวยจนต้องหยิบกล้องขึ้นมาเก็บทุกมุม

ในทุกปีช่วงเดือนสิงหาคม เมืองนี้ยังเป็นเจ้าภาพจัดงาน Edinburgh Fringe Festival เทศกาลศิลปะขนาดใหญ่ที่รวมการแสดงหลากหลายรูปแบบ ทั้ง

  • การแสดงตลก

  • การเต้น

  • การแสดงละครเวที

จัดยาวๆ ประมาณ 3 สัปดาห์ ถือเป็นหนึ่งในเทศกาลศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใครสายโชว์ สายละครเวที หรือชอบบรรยากาศครีเอทีฟๆ ต้องลองมาโดนสักครั้ง

นอกเหนือจากเทศกาลแล้ว เมืองนี้ยังมีร้านค้าเก๋ๆ ให้เดินช้อป แถมชีวิตยามค่ำคืนก็คึกคักไม่น้อย ที่สำคัญยังมีหอศิลป์แห่งชาติอยู่ถึง 5 แห่งให้สายอาร์ตไปเดินดูงานกันให้จุใจ

5. ลิเวอร์พูล (Liverpool): เมืองแห่งดนตรี กีฬา และมรดกโลก

ลิเวอร์พูลคือเมืองที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมและตัวตนที่ชัดมาก เมืองนี้เคยได้รับการโหวตให้เป็น เมืองแห่งวัฒนธรรมของยุโรป และยังเป็นบ้านเกิดของวงดนตรีระดับตำนานอย่าง The Beatles รวมถึงศิลปินและวงดนตรีดังอีกมากมาย

ในเมืองเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ จนได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นหนึ่งในเมืองมรดกโลก การได้เดินชมอาคารต่างๆ รอบเมืองจึงเหมือนได้เดินอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต

ลิเวอร์พูลยังขึ้นชื่อเรื่องกีฬาแบบจริงจัง โดยเฉพาะฟุตบอลที่แฟนชาวไทยรู้จักกันดี เมืองนี้มีบรรยากาศการเชียร์ทีมโปรดที่เข้มข้นมาก รวมถึงยังเป็นสถานที่จัดการแข่งขันม้า The Grand National ซึ่งจัดขึ้นทุกปีบริเวณชานเมืองลิเวอร์พูล ใครสายกีฬาไม่ควรพลาด

สรุป: อังกฤษไม่ได้มีดีแค่ภาษา แต่มีประสบการณ์ชีวิตรออยู่

ถ้าคุณกำลังคิดจะมาเรียนต่อ หรือมาใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในอังกฤษ ลองเผื่อเวลาออกเดินทางไปยังเมืองต่างๆ ดูบ้าง เพราะ

  • แต่ละเมืองมีเอกลักษณ์และบรรยากาศที่ไม่ซ้ำกัน

  • คุณจะได้สัมผัสทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศิลปะ และไลฟ์สไตล์ของผู้คนจริงๆ

การออกเดินทางไปลองใช้ชีวิตในเมืองใหม่ๆ อาจทำให้คุณค้นพบเวอร์ชันใหม่ของตัวเอง และทำให้ช่วงเวลาที่อังกฤษ กลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดในชีวิตคุณเลยก็ได้