ตลาดของเล่นโตไม่หยุด โอกาสใหม่ของธุรกิจไซส์เล็ก
จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ธุรกิจของเล่นในไทยเติบโตต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน โดยรายได้หลักมาจาก 2 กลุ่มใหญ่คือ
กลุ่มผู้ผลิตของเล่น เช่น ของเล่นมีล้อ ตุ๊กตา เกมต่างๆ
กลุ่มขายส่ง / ขายปลีก
ปัจจุบันมีธุรกิจของเล่นในรูปแบบนิติบุคคลรวม 1,093 ราย
กลุ่มผลิต 238 ราย
กลุ่มขาย 855 ราย
คิดเป็นมูลค่าทุนจดทะเบียนรวมกว่า 5,692.21 ล้านบาท แบ่งเป็น
การผลิต 2,909.61 ล้านบาท
การขาย 2,782.60 ล้านบาท
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่า ตลาดของเล่นไม่ใช่ธุรกิจเล็กๆ อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในสนามลงทุนที่น่าจับตามองที่สุด
ทำไมธุรกิจของเล่นถึงเหมาะกับ SME ไทย
สิ่งที่น่าสนใจคือ ธุรกิจของเล่นในไทยส่วนใหญ่เป็น ธุรกิจขนาดเล็ก (S) มากถึง 1,024 ราย แสดงให้เห็นว่าตลาดนี้ยังเปิดกว้างสำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่อยากเริ่มต้นธุรกิจด้วยทุนไม่สูงมาก
ในจำนวนนี้แบ่งออกเป็น
กลุ่มขาย (ค้าส่ง/ค้าปลีก) จำนวน 804 ราย
กลุ่มผู้ผลิต 220 ราย
ภาพที่เราเห็นในชีวิตจริงจึงสอดคล้องกัน ทั้งหน้าร้าน แพลตฟอร์มออนไลน์ ไปจนถึงร้านของเล่นเฉพาะทางที่โฟกัสกลุ่มนักสะสมและของเล่นเฉพาะกลุ่ม
เฉพาะช่วง 5 เดือนแรกของปี 2567 (มกราคม–พฤษภาคม) มีการจัดตั้งธุรกิจของเล่นเพิ่ม 57 ราย
กลุ่มผลิต 50 ราย
กลุ่มขาย 7 ราย
ทั้งหมดเป็นธุรกิจขนาดเล็ก (S) ใช้ทุนจดทะเบียนรวมประมาณ 67 ล้านบาท เมื่อเทียบกับข้อมูลย้อนหลัง 2 ปี (2565–2566) จะเห็นชัดว่าคนเริ่มมองเห็นศักยภาพของตลาดนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
ลูกค้าไม่ได้มีแค่เด็กอีกต่อไป: ยุคของ Kidult
ในอดีตแค่พูดถึง “ของเล่น” หลายคนจะนึกถึงเด็กทันที แต่วันนี้ไม่ใช่แบบนั้นอีกแล้ว
ข้อมูลจาก Euromonitor International ระบุว่า 70% ของยอดขายของเล่นสะสม มาจากผู้ใหญ่ กลุ่มนี้ถูกเรียกว่า Kidult (Kid + Adult) หรือ ผู้ใหญ่ที่ยังอินกับของเล่น
กลุ่ม Kidult มีพฤติกรรมการซื้อที่น่าสนใจมาก เพราะเขาไม่ได้มองของเล่นเป็นแค่ของใช้ชั่วคราว แต่เป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางใจและมีมูลค่าทางการลงทุน
เหตุผลหลักที่ทำให้กลุ่มนี้ยอมควักเงินซื้อของเล่น คือ
เติมเต็ม Nostalgia
ของเล่นที่พาเขาย้อนกลับไปในวัยเด็ก สร้างความผูกพันทางอารมณ์และความทรงจำดีๆการลงทุน
ของเล่นบางชิ้นไม่ใช่แค่ของสะสม แต่กลายเป็นสินทรัพย์มูลค่าเพิ่ม บางรุ่นราคาพุ่งขึ้นเป็น 10 เท่าในไม่กี่ปีแสดงตัวตนผ่าน Pop Culture
โมเดลจากเกม หนัง หรือการ์ตูน ทำให้ของเล่นกลายเป็นไอเทมที่บอกตัวตน ไลฟ์สไตล์ และความเป็นแฟนพันธุ์แท้ของคาแรกเตอร์นั้นๆ
เมื่อความต้องการจากฝั่งผู้ใหญ่เพิ่มขึ้น การออกแบบของเล่นจึงไม่ได้ทำเพื่อเด็กเท่านั้น แต่ต้องตอบโจทย์สายสะสมและคนเล่นจริงจังด้วย
Pop Culture: เครื่องยนต์หลักที่ดันตลาดของเล่นให้ปัง
ดีมานด์จากกลุ่ม Kidult ทำให้บริษัทของเล่นระดับโลกหันมาใช้ Pop Culture เป็นกลยุทธ์หลักในการขยายตลาดอย่างจริงจัง
ตัวอย่างเช่น
POP MART ใช้ศิลปะและดีไซน์ดันตลาด Art Toy ให้กลายเป็นกระแสไปทั่วโลก
LEGO ซื้อสิทธิ์แบรนด์ดังอย่าง Star Wars และ Marvel มาสร้างชุดตัวต่อที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต้องมี
BANDAI NAMCO สร้างจักรวาล Gundam ให้กลายเป็นแบรนด์ที่เชื่อมแฟนคลับ เกม โมเดล และคอนเทนต์ไว้ใน ecosystem เดียว
สำหรับผู้ประกอบการไทย นี่คือสัญญาณสำคัญว่า หากคุณเข้าใจ Pop Culture และรู้วิธีเล่าเรื่องผ่านของเล่น คุณสามารถสร้างแบรนด์ให้กลายเป็นของสะสมได้ ไม่ใช่แค่ของเล่นทั่วไป
5 เทรนด์ใหญ่ที่กำลังขับเคลื่อนตลาดของเล่นเด็ก
ไม่ใช่แค่ Kidult ที่ทำให้ตลาดของเล่นเติบโต แต่ยังมี 5 เทรนด์หลัก ที่ช่วยดันตลาดของเล่นเด็กไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ประชากร & กำลังซื้อเพิ่มขึ้น
รายได้ครอบครัวสูงขึ้น พ่อแม่ยอมจ่ายเพื่อของเล่นที่มีคุณภาพและมีสาระมากกว่าของเล่นทั่วไปนวัตกรรมเปลี่ยนเกม
ของเล่นยุคใหม่ไม่ได้เน้นสนุกอย่างเดียว แต่ต้องช่วยเสริมทักษะด้วย เช่นSTEM Toys ของเล่นเสริมการเรียนรู้และตรรกะ เช่น ตัวต่อเสริมทักษะ
AI & AR Toys ของเล่นที่ผสานเทคโนโลยีเสมือนจริงและปัญญาประดิษฐ์
ชุดทดลองวิทยาศาสตร์ที่ถูกใจทั้งเด็กและพ่อแม่ที่อยากให้ลูกเรียนรู้ผ่านการเล่น
Pop Culture ปลุกตลาด
ตัวละครจากหนัง การ์ตูน และเกมกลายเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดทั้งนักสะสมและ Kidultปลอดภัย & เป็นมิตรต่อเด็ก
พ่อแม่ยุคใหม่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยมากขึ้น เลือกของเล่นที่ปลอดสารพิษ
ใช้วัสดุยั่งยืน
ผ่านมาตรฐานการผลิตที่น่าเชื่อถือ
E-commerce เร่งยอดขาย
แพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Shopee, Lazada, Amazon ทำให้ของเล่นหายาก ของเล่นลิมิเต็ด และ Blind Box กลายเป็นของที่ซื้อขายกันสะดวกขึ้น เข้าถึงลูกค้าทั่วประเทศและต่างประเทศได้ในคลิกเดียว
ของเล่นรักษ์โลก: เทรนด์ใหม่ที่มาแรงเกินต้าน
ในยุคที่คนรุ่นใหม่สนใจเรื่อง ความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม แบรนด์ของเล่นก็ต้องปรับตัวตามเช่นกัน
ของเล่นที่ใช้วัสดุเป็นมิตรกับโลกกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เช่น
ของเล่นจากวัสดุรีไซเคิล
ของเล่นจากไม้ปลูกทดแทน
ของเล่นจากพลาสติกชีวภาพ
ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในกระแส Eco-friendly Toys ซึ่งกำลังกลายเป็นสนามใหม่สำหรับธุรกิจที่อยากสร้างแบรนด์ให้ดูใส่ใจโลกและมีภาพลักษณ์ยั่งยืน
ตัวอย่างเทรนด์ของเล่นรักษ์โลกที่น่าจับตามอง เช่น
ของเล่นจากไม้ FSC-Certified
ใช้ไม้ที่ได้มาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของเล่นจากพลาสติกชีวภาพ
ช่วยลดปริมาณขยะและการปล่อยคาร์บอนของเล่นพลังงานแสงอาทิตย์
ลดการใช้แบตเตอรี่และอุปกรณ์สิ้นเปลืองของเล่นปลอดสารพิษ
ดีต่อทั้งเด็กและโลก ไม่สร้างภาระต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
หนึ่งในเคสที่น่าศึกษาคือ LEGO กับแนวคิด Green Manufacturing
LEGO ตั้งเป้าเปลี่ยนชิ้นส่วนตัวต่อทั้งหมดไปใช้วัสดุที่ยั่งยืนภายในปี 2030 โดยพัฒนาตัวต่อจากพลาสติกชีวภาพ และลงทุนอย่างจริงจังในด้านการออกแบบและกระบวนการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
แนวทางนี้ทำให้ LEGO ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์ของเล่นที่ยั่งยืนที่สุดในโลก และกลายเป็นจุดขายสำคัญในสายตาผู้บริโภครุ่นใหม่
โอกาสใหญ่ของธุรกิจไทยในตลาดของเล่นโลก
ตลาดของเล่นไม่ได้บูมแค่ในประเทศ แต่ยังไปได้ไกลในระดับโลกด้วย
ในปี 2566 ของเล่นจากไทยถูกส่งออกไปยังหลายประเทศ มีมูลค่ารวมกว่า 8,776.24 ล้านบาท
และในปี 2567 (2024) ข้อมูลจากครึ่งปีแรก (มกราคม–เมษายน) ชี้ให้เห็นว่า มูลค่าการส่งออกของเล่นไทยเพิ่มขึ้นถึง 51.38%
ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกแค่ว่าคนซื้อของเล่นเยอะขึ้น แต่ยังยืนยันว่า
“อุตสาหกรรมของเล่นไทยมีศักยภาพมากพอจะเติบโตในตลาดโลก หากเราใช้จุดแข็งของตัวเองให้เป็น”
จุดแข็งของไทยที่ทำให้ของเล่นเราไปได้ไกล
ปัจจัยที่ช่วยดันให้ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสในธุรกิจนี้ ได้แก่
แหล่งสร้างนวัตกรรมและดีไซน์ใหม่ๆ
นักออกแบบไทยมีความเข้าใจทั้งตลาด Kidult และกระแสรักษ์โลก จึงพร้อมต่อยอดไอเดียให้กลายเป็นสินค้าที่มีสไตล์เฉพาะตัววัตถุดิบคุณภาพสูง
ไทยมีวัสดุสำคัญสำหรับทำของเล่น เช่น ไม้ และยางพารา ซึ่งเหมาะกับการผลิตของเล่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์เทรนด์ Eco-friendlyแรงงานฝีมือ & ความคิดสร้างสรรค์
จุดแข็งเรื่องงานฝีมือและดีไซน์ ทำให้การผลิตของเล่นจากไทยสามารถเพิ่มมูลค่าผ่านรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และการผสมผสานเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเข้ากับเทรนด์โลกสิทธิประโยชน์จาก BOI
ผู้ประกอบการด้านการผลิตของเล่นสามารถขอรับการสนับสนุนจาก BOI ในหลายด้าน เช่นยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร
ยกเว้นอากรวัตถุดิบเพื่อการผลิตส่งออก
ยกเว้นอากรของนำเข้าเพื่อการวิจัย
รวมถึงสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษี
ทั้งหมดนี้ช่วยลดต้นทุน เพิ่มโอกาสในการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ
แล้วคนตัวเล็กจะเริ่มจับตลาดของเล่นยังไงดี?
เมื่อมองภาพรวมจะเห็นว่า ธุรกิจของเล่นไม่ได้เป็นสนามของรายใหญ่เท่านั้น แต่ เปิดกว้างสำหรับคนตัวเล็กที่มีไอเดีย มีแพสชัน และเข้าใจผู้บริโภครุ่นใหม่
ไม่ว่าคุณจะเป็น
นักออกแบบที่อยากเห็นคาแรกเตอร์ของตัวเองอยู่บนชั้นวางของนักสะสม
ผู้ผลิตที่อยากแตกไลน์สินค้าจากของใช้ไปสู่ของเล่นและของสะสม
แบรนด์ที่อยากต่อยอดสินค้าหลักให้กลายเป็นของเล่น คอลเลกชัน หรือ Blind Box
วันนี้คือช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการลงสนาม
ตลาดของเล่นไทยกำลังโต แถมโลกยังต้องการของเล่นที่ทั้งเท่ ทั้งมีเรื่องราว และใส่ใจสิ่งแวดล้อม ใครลงมือก่อน ย่อมมีโอกาสได้ครองพื้นที่ในใจผู้เล่นและนักสะสมก่อนใคร

