รับแอปรับแอป

สี่หนุ่ม Gelboys เล็บเจล ความสัมพันธ์กั๊กใจ และยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนไป

ปฏิภาณ รุ่งเรือง01-31

Gelboys: จากซีรีส์รักวัยรุ่นสู่กระจกสะท้อนยุคสมัย

จากซีรีส์ที่ตอนแรกถูกมองว่าเป็นเพียง ซีรีส์รักวัยรุ่นแห่งปี วันนี้ Gelboys สถานะกั๊กใจ จาก LOOKE ผลงานกำกับของ บอส-นฤเบศ กูโน ก้าวขึ้นมาเป็น ซีรีส์รักวัยรุ่นแห่งยุค ไปแล้วเรียบร้อย

ทั้งวิธีเล่าเรื่อง งานภาพ และคอนเซ็ปต์ “เล็บเจล” ที่ใช้เล่าตัวตนวัยรุ่นยุคนี้ ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้กลายเป็น “ของใหม่” ที่ทั้งแฟนซีรีส์และคนดูทั่วไปพูดถึงกันหนักมาก

พร้อมกันนั้นก็ทำให้ชื่อของ นิว-ชยภัค ตันประยูร, ไป๊ป-มนธภูมิ สุมนวรางกูร, พีเจ-มหิดล พิบูลสงคราม และ เลออน เซ็ค ถูกจดจำในบท โฟร์มด, เชียร, บ้าบิ่น และบัว หรือในชื่อที่แฟนๆ เรียกกันติดปากว่า แก๊งเจลบอย

ELLE MEN Thailand เลยชวนทั้งสี่คนมานั่งคุยแบบเปิดใจ ดูกันให้ชัดว่าภายใต้เล็บเจลสีจัดๆ นั้น พวกเขาแต่ละคนกำลังเล่า “เรื่องของตัวเอง” ผ่านตัวละครยังไงบ้าง

ทำไมต้อง Gelboys: เหตุผลที่แต่ละคนตัดสินใจเล่นเรื่องนี้

ไป๊ป เล่าว่าจุดเริ่มต้นคือทีมงานและผู้กำกับ

  • เคยเจอพี่บอสมาก่อนและอยากร่วมงานอยู่แล้ว

  • ตอนอ่านบทครั้งแรกรู้สึกว่า ไกลตัว แต่ยิ่งอ่านยิ่งเห็นว่าเนื้อหา ดีมากสำหรับคนรุ่นใหม่

  • ซีรีส์พูดถึงความอิสระของวัยรุ่น ความกล้าคิด กล้าทำ และการนำเสนอคัลเจอร์ที่ร่วมสมัยสุดๆ ซึ่งเราควรตามให้ทันและเรียนรู้ไปกับมัน

นิว เลือกเพราะชื่อ “บอส-นฤเบศ” แบบเต็มร้อย

  • รู้จักและติดตามงานของพี่บอสตั้งแต่วันแรกที่เข้าวงการ

  • เคยร่วมงานทั้งหน้าและหลังกล้อง แถมตัวเองก็เรียนด้านเบื้องหลังมา

  • ยอมรับว่าสนใจใน สไตล์การกำกับ วิธีเล่าเรื่อง และความจัดจ้านในบท เลยไม่แปลกที่เรื่องนี้จะดึงดูดเขาเป็นพิเศษ

พีเจ เหมือนเป็นแฟนคลับสายผลงาน

  • ตามงานพี่บอสตั้งแต่ Side by Side พี่น้องลูกขนไก่

  • ต่อด้วย แปลรักฉันด้วยใจเธอ

  • พอได้ไปแคสต์และมีโอกาสเล่น ก็เลือกฝากชีวิตการแสดงไว้กับค่ายพี่บอสแบบ 100% เต็มๆ

เลออน บอกแบบตรงๆ ว่า “นี่คือโอกาส”

  • ก่อนหน้านี้ปฏิเสธงานไปเยอะเพราะไม่อยากทิ้งการเรียน

  • เริ่มเข้ากรุงเทพฯ บ่อยขึ้นช่วง ม.6 เพราะพี่ก้อง Hive Salon ชวนไปอยู่โปรเจ็กต์ไอดอล

  • จากนายแบบที่ไทยยังไม่มั่นคงมากนัก เขาเลยตัดสินใจลองทางใหม่ ทั้งสายไอดอลและซีรีส์

อ่านบทครั้งแรก: ช็อก แปลก หรือใช่เลย?

เลออน ยอมรับว่าตอนอ่านบทครั้งแรกถึงกับสะดุ้ง

  • คิดในใจว่า “ต้องพูดคำนี้จริงเหรอ?”, “ต้องเป็นคนแบบนี้จริงเหรอ?”

  • รู้สึกว่าคาแร็กเตอร์ไม่ใช่ตัวเองเลย แต่พอได้เล่นจริงกลับค้นพบว่า มีตัวเขาเองอยู่ในตัวละครถึง 80%

  • เพราะทีมงานเอาโมเมนต์ชีวิตจริงของเขาหลายช่วงไปเขียนลงในบท ตัวละครเลยกลายเป็นตัวเขาเวอร์ชันที่โดนคูณสิบ

ไป๊ป มองมุมเทรนด์และโลกที่ตัวเองไม่คุ้น

  • ไม่ได้เป็นคนตามเทรนด์จัด ไม่ได้อินสยามแบบลึกมาก

  • แต่พออ่านบท กลับเห็นว่าโลกที่ซีรีส์เล่ามัน สวยงามและพัฒนาไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว

  • เลยกลายเป็นมุมมองใหม่ที่ทำให้เขาเห็นอีกด้านของยุคนี้

เล่นเรื่องนี้แล้ว “ใหม่” แค่ไหนในฐานะนักแสดง

สำหรับ พีเจ Gelboys แทบจะเป็นการรีเซ็ตเรื่องการแสดงทั้งหมด

  • รู้สึกเหมือน เริ่มเรียนการแสดงใหม่

  • เวิร์กช็อปหนักและยาวกว่าทุกเรื่องที่เคยผ่านมา

  • พี่บอสเป็นคนไม่ปล่อยผ่าน ทุกซีนถูก “ปั้น” อย่างละเอียด

  • ทำให้ได้เจออารมณ์ใหม่ๆ ตลอดเวลา แบบที่ตัวเองไม่เคยเข้าไปถึงมาก่อน

“สถานะไม่ชัดเจน” ในยุคที่ทุกอย่างเปิดกว้าง

หนึ่งในประเด็นใหญ่ของซีรีส์คือ ความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจน ซึ่งแต่ละคนก็มีมุมมองที่น่าสนใจ

พีเจ มองว่ามันกลายเป็นเรื่องปกติของยุคนี้

  • เทคโนโลยีทำให้เรารู้จักคนได้เยอะ คุยกันง่าย

  • คนเลยมีตัวเลือกมากขึ้น การคุยทีละหลายคนก็เลยไม่ใช่เรื่องแปลก

  • แต่ตัวเขาเองกลับ ชอบความชัดเจน มากกว่า ถ้าให้สถานะกันได้ก็น่าจะดีกว่า

ไป๊ป เชื่อว่าพอ “สื่อกว้างขึ้น ทางเลือกก็เยอะขึ้น”

  • จากเมื่อก่อน “คบกันต้องเป็นแฟน” เป็นสูตรสำเร็จ

  • แต่ตอนนี้คนเริ่มชัดเจนกับตัวเองมากขึ้น ว่าอยากได้ความสัมพันธ์แบบไหน แค่ไหน

  • กล้าพูด กล้าลองมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาความคิดของคน

  • ข้อเสียคือ ถ้าอีกคนรู้สึกว่าไม่ชัดเจนแต่ยังยอมรับได้ มันก็กลายเป็นพื้นที่ให้เขาเรียนรู้ตัวเองเช่นกัน

นิว มองว่า “ความสัมพันธ์ไม่ชัดเจน” มีอยู่ทุกยุค

  • ทั้งเรื่องการเผื่อเลือกและการไม่ฟันธง มันอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์มานานแล้ว

  • แค่ยุคนี้มันถูกดึงขึ้นมาพูดบนโต๊ะมากขึ้น เลยดูเหมือนปกติขึ้น

  • เขาเชื่อว่าคนดูจะต้องย้อนมองตัวเองว่า เราเคยเป็นคนไหนในความสัมพันธ์แบบนี้ หรือเคยทำอะไรกับใครบ้าง โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

  • สำหรับเขา นี่คือมิติของ ความรักที่มหัศจรรย์ ทำให้เราทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะทำ

เลออน เน้นว่าเรื่องพวกนี้คือ “ความจริง” ไม่ใช่แค่ในซีรีส์

  • คนที่อยากได้สถานะแต่ไม่ได้สถานะ หรือคนที่ไม่อยากยึดติดกับใครเลย

  • ความรู้สึกพวกนี้ เกิดขึ้นจริงในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่เรื่องแต่ง

  • เจ้าตัวเองก็เคยผ่านสถานการณ์ทำนองนี้มาแล้วเหมือนกัน

บรรยากาศในกอง: ท้าทายแต่อบอุ่นเหมือนครอบครัว

ไป๊ป เป็นคนที่เวลาเข้ากองจะโฟกัสกับบทมาก

  • ในหัวเต็มไปด้วยซีนและตัวละคร เลยดูนิ่งๆ เพราะไม่อยากหลุดจากคาแร็กเตอร์

  • แต่บรรยากาศในกองกลับ ไม่กดดัน อย่างที่คิด เพราะทีมงานสนิทกันเหมือนครอบครัว

  • ถ้ามีกดดันก็มักจะเป็นเรื่องที่เขากดดันตัวเองมากกว่า

นิว เล่าถึงความท้าทายทางเทคนิคและวิธีถ่ายทำ

  • ถ่ายกันที่สยาม ใช้กล้องโทรศัพท์ และเป็นรูปแบบการทำซีรีส์ที่ใหม่มาก

  • ทั้งทีมงานและนักแสดงต่างรู้สึกว่า “ความใหม่” นี่แหละคือความท้าทายใหญ่

  • หลายอย่างควบคุมไม่ได้ แต่ความกดดันกลับกลายเป็นความสนุก เพราะได้ลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน

เลออน โฟกัสไปที่คน และโดยเฉพาะผู้กำกับ

  • สำหรับเขา กองนี้เหมือนการไปทำงานกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน ไม่ได้ห่างวัยกันมาก

  • เขาบอกว่าพี่บอสคือคนที่ เข้าใจมนุษย์และเข้าใจนักแสดงมาก

  • เวลางงว่าทำไมตัวละครต้องทำแบบนี้ พี่บอสจะอธิบายที่มาที่ไปได้ชัดเจน แม้จะใช้คำเพียงไม่กี่คำ

พีเจ เติมภาพรวมให้ครบว่า

  • ทุกวันในกองคือความสนุก

  • ด้วยความที่อายุไล่เลี่ยกัน เลยมีฟีลรุ่นพี่รุ่นน้องมากกว่าทำงานแบบผู้ใหญ่กับเด็ก

  • เวลามีใครเล่นซีนยากๆ แล้วไปไม่ได้ ทุกคนพร้อมช่วยส่งอารมณ์แม้กล้องจะไม่ได้ถ่ายหน้าตัวเองด้วยซ้ำ

  • เขามองว่า สี่คนนี้ช่วยกันมากในเรื่องการแสดง ณ โมเมนต์จริงๆ

จากเวิร์กช็อปสู่ความสนิท: มองหน้าก็รู้ใจ

พีเจ สรุปสั้นๆ ว่า

  • การเวิร์กช็อปยาวๆ รวมกับการถ่ายทำที่ใช้เวลานาน ทำให้ทั้งสี่คน อยู่ด้วยกันเกือบทุกวัน

  • จนตอนนี้สนิทกันในระดับที่ “เริ่มไม่รู้จะคุยอะไร” เพราะแค่มองหน้าก็เข้าใจกันแล้ว

ทำเล็บเจลครั้งแรก: จากไม่เก็ตสู่การเล่าเรื่องบนปลายนิ้ว

คำถามที่ทุกคนอยากรู้ในฐานะ “ทำเล็บ” ก็คือ พอต้องมาทำเล็บเจลในเรื่องนี้แล้ว รู้สึกยังไง?

เลออน รู้สึกเลยว่าเล็บเจลทำได้มากกว่าความสวยงาม

  • เขาว้าวกับการที่เล็บของคนๆ หนึ่งสามารถ เล่าคาแร็กเตอร์ได้ขนาดนี้

ไป๊ป เริ่มจากความไม่เข้าใจสุดๆ

  • ตอนแรกที่ทีมงานให้ไปลองทำเล็บ มันเป็นเล็บนูนที่ใช้ชีวิตยากมากสำหรับเขา

  • ล้วงกระเป๋าทีหนึ่งก็กลัวเล็บหลุด แต่สุดท้ายเล็บเจลกลับ ทนและอยู่ได้นานกว่าที่คิด

  • ยิ่งเปลี่ยนเล็บไปเรื่อยๆ ยิ่งรู้สึกว่า การแต่งตัวสนุกขึ้น จากที่เคยคิดว่ามันจะจำกัดคอสตูม กลับกลายเป็นว่าเล็บช่วยส่งคอสตูมให้เด่นขึ้น

นิว คือคนที่มีประวัติทำเล็บมาก่อนแล้ว

  • ทำเล็บเจลมาตั้งแต่ 3 ปีก่อน ไม่ได้ทำเพราะสวยตอนแรก แต่ทำเพื่อ กันไม่ให้ตัวเองกัดเล็บ

  • เลือกลายเรียบๆ บ้าง เพิ่มแฟชั่นนิดหน่อย

  • ทุกวันนี้เล็บกลายเป็น ส่วนหนึ่งของตัวตน ไปแล้ว

  • เขาใช้เล็บเล่าเรื่องตัวเอง ช่วงไหนอินอะไร ชอบสีแบบไหน สไตล์แบบไหน มันสะท้อนลงไปในลายเล็บ

  • สำหรับเขา การทำเล็บไม่เกี่ยวกับเรื่องเพศ แต่คือ การเล่าตัวเองในยุคนี้

เล็บเจลในเรื่อง: ดีไซน์ที่เล่าคาแร็กเตอร์ได้ทั้งคน

เมื่อถามว่า มองตัวละครของตัวเองกับเรื่องการทำเล็บยังไง คำตอบของแต่ละคนก็ยิ่งทำให้เห็นว่าทีมงานคิดมาลึกมาก

เลออน มองว่าในจักรวาลของเรื่องนี้ การทำเล็บคือเรื่องปกติสุดๆ

  • ตัวละครของเขาทำเล็บเวอร์มาก แต่ก็มีที่มาที่ไปชัด

  • เป็นคนแฟชั่น ทำอะไรแล้วไม่ค่อยคิดว่าคนอื่นจะมองยังไง

  • ถึงจะมีมุมแคร์คนอื่นอยู่ แต่เรื่องทำเล็บคือสิ่งที่เขา ไม่กลัวจะโดนมองว่าแปลก

ไป๊ป เชื่อว่าเล็บเจลเป็นอีกช่องทางที่บอกตัวตนคนได้อย่างตรงๆ

  • คนที่ไปทำเล็บจะเลือกสี ลาย แพตเทิร์นที่ตัวเองชอบ

  • ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าเราชอบอะไร เป็นคนแบบไหน

  • สำหรับตัวละครเชียร เขาชอบอะไรที่ดูสดใสหรือเท่ๆ ทั้งที่ลึกๆ ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเท่ขนาดนั้น

  • ความสดใสเลยกลายเป็นดีเทลเล็กๆ ในตัวเชียรที่ซ่อนอยู่มากกว่าถูกแสดงออกตรงๆ

พีเจ ชื่นชมทีมออกแบบเล็บเต็มที่

  • เขาว่าทีมดีไซน์เล็บเก่งมาก ที่สามารถวิเคราะห์คาแร็กเตอร์แล้วออกแบบลายที่ดูแล้วเชื่อได้ทันทีว่า “นี่แหละเล็บของตัวละครคนนี้”

  • ถึงขั้นบอกว่าหลังจบ Gelboys ถ้าได้พักจริงๆ ก็คงไปทำเล็บเจลแบบจัดเต็มเหมือนกัน จากที่ตอนนี้ใช้แบบแปะอยู่

นิว เล่าถึงโฟร์มดในอีกมิติ

  • ลายเล็บของโฟร์มดจะเปลี่ยนไปตามอารมณ์และสิ่งที่อินในช่วงนั้น

  • ถ้าอยากทำเล็บอยู่ยาวๆ ก็จะเลือกลายยากๆ ตามนิสัยคนที่คิดเยอะและมีเรื่องให้เล่าตลอดเวลา

กดดันแค่ไหนกับการเป็น “ตัวหลัก” ที่ต้องเล่าเรื่องทั้งยุค

สำหรับ นิว การรับบทโฟร์มดคือความกดดันแบบเต็มสเกล

  • นี่คือเรื่องแรกที่เขารับบทนำและเป็น “คนเล่าเรื่อง” แบบเต็มๆ

  • พี่บอสย้ำเสมอว่าคนดูจะต้องเข้าใจ ทุกข้อความที่ผู้กำกับอยากเล่า ผ่านมุมมองของโฟร์มด

  • ไม่มีซีนไหนที่เล่นไปเรื่อยๆ ได้ ทุกอย่างต้องอยู่ในกรอบของตัวละครและทิศทางเรื่อง

  • ช่วงแรกกดดันมาก เพราะถ้าเขาเล่นพลาด เหมือนเรื่องจะเปลี่ยนไปจากที่ผู้กำกับตั้งใจ

  • แต่เมื่อเริ่มจับทางได้ ความกดดันก็กลายเป็นความท้าทาย และในที่สุดกลายเป็นความสนุก

  • เขาบอกว่า โฟร์มดกับนิวค่อยๆ กลายเป็นเนื้อเดียวกัน โดยเฉพาะในเรื่องความเฟมินีนและความ alert ที่ส่งผลถึงตัวเขาในชีวิตจริง

เคมีในจอที่มาจากความเป็นพี่น้องนอกจอ

ไป๊ป เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสี่คนไว้น่ารักมาก

  • เขากับนิวเรียนคณะเดียวกัน มหา’ลัยเดียวกัน อายุไม่ห่าง ไลฟ์สไตล์คล้ายกัน เคมีชีวิตจริงเลยมาง่าย

  • ส่วนในบทที่ต้องเล่นความรัก ความเข้าใจ หรือความซับซ้อนทางอารมณ์ ช่วงแรกจะยากหน่อย เพราะนิสัยทั้งคู่มีความแข็งกร้าว เลยใช้เวลา “หาจุดตรงกลาง” อยู่พักหนึ่ง

  • สำหรับเลออน ตอนแรกเหมือนจะคุยยากเพราะอายุห่าง แต่พอรู้จักจริงๆ กลับง่ายมาก เลออนเป็นคนน่ารัก เลยกลายเป็นความสัมพันธ์แบบ พี่น้องที่แอบสปอยล์น้องสาว หน่อยๆ

  • พีเจกับไป๊ปเองก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะทั้งคู่เป็นคนง่ายๆ ชิลๆ เลยเข้ากันได้สบาย

  • ไป๊ปบอกว่าเขามองทุกคนเป็นน้องหมด แต่คาแร็กเตอร์ “น้องชาย” ของแต่ละคนต่างกันชัดเจน

ข้อความถึงคนดู: ถ้าเคยอยู่ในสถานะ “กั๊กใจ” เรื่องนี้คือกระจกของคุณ

เลออน ฝากทิ้งท้ายถึงคนที่กำลังดู หรือกำลังตัดสินใจจะกดดู Gelboys ว่า

  • ถ้าชอบงานของพี่บอส เรื่องนี้คืออีกเรื่องที่มี ลายเซ็นของเขาแบบชัดมาก

  • ถ้าเคยอยู่ในสถานะความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจน ยังไงก็ต้องอิน เพราะโครงเรื่องแบบนี้ไม่ได้เห็นกันบ่อย

  • ถ้าเป็นสายแฟชั่น หรือเด็กเจนนี้ที่ใช้สยามเป็นพื้นที่ชีวิต เรื่องนี้จะยิ่งใกล้ตัวมาก ทั้งกิจกรรม ภาษา และไลฟ์สไตล์ที่เล่าออกมาแบบเรียลๆ

  • สำหรับผู้ใหญ่ เรื่องนี้คือ โอกาสในการเข้าใจเด็กเจนใหม่ ว่าทำไมต้องถ่ายคอนเทนต์ตลอดเวลา ทำไมใช้ชีวิตแบบนี้ และเขาคิดอะไรอยู่กันแน่

ในที่สุด Gelboys ก็เลยไม่ได้เป็นแค่ซีรีส์รักวัยรุ่นธรรมดา แต่กลายเป็นงานที่ใช้ “เล็บเจล ความสัมพันธ์กั๊กใจ และชีวิตวัยรุ่นในสยาม” มาเล่าเรื่องยุคสมัย ที่ไม่ว่าอยู่เจนไหนก็ดูแล้วต้องสะดุ้ง เพราะมันเหมือนกำลังเล่าเรื่องของเราเองในเวอร์ชันที่ชัดขึ้นและซูมใกล้ขึ้นนั่นแหละ