Gelboys: จากซีรีส์รักวัยรุ่นสู่กระจกสะท้อนยุคสมัย
จากซีรีส์ที่ตอนแรกถูกมองว่าเป็นเพียง ซีรีส์รักวัยรุ่นแห่งปี วันนี้ Gelboys สถานะกั๊กใจ จาก LOOKE ผลงานกำกับของ บอส-นฤเบศ กูโน ก้าวขึ้นมาเป็น ซีรีส์รักวัยรุ่นแห่งยุค ไปแล้วเรียบร้อย
ทั้งวิธีเล่าเรื่อง งานภาพ และคอนเซ็ปต์ “เล็บเจล” ที่ใช้เล่าตัวตนวัยรุ่นยุคนี้ ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้กลายเป็น “ของใหม่” ที่ทั้งแฟนซีรีส์และคนดูทั่วไปพูดถึงกันหนักมาก
พร้อมกันนั้นก็ทำให้ชื่อของ นิว-ชยภัค ตันประยูร, ไป๊ป-มนธภูมิ สุมนวรางกูร, พีเจ-มหิดล พิบูลสงคราม และ เลออน เซ็ค ถูกจดจำในบท โฟร์มด, เชียร, บ้าบิ่น และบัว หรือในชื่อที่แฟนๆ เรียกกันติดปากว่า แก๊งเจลบอย
ELLE MEN Thailand เลยชวนทั้งสี่คนมานั่งคุยแบบเปิดใจ ดูกันให้ชัดว่าภายใต้เล็บเจลสีจัดๆ นั้น พวกเขาแต่ละคนกำลังเล่า “เรื่องของตัวเอง” ผ่านตัวละครยังไงบ้าง
ทำไมต้อง Gelboys: เหตุผลที่แต่ละคนตัดสินใจเล่นเรื่องนี้
ไป๊ป เล่าว่าจุดเริ่มต้นคือทีมงานและผู้กำกับ
เคยเจอพี่บอสมาก่อนและอยากร่วมงานอยู่แล้ว
ตอนอ่านบทครั้งแรกรู้สึกว่า ไกลตัว แต่ยิ่งอ่านยิ่งเห็นว่าเนื้อหา ดีมากสำหรับคนรุ่นใหม่
ซีรีส์พูดถึงความอิสระของวัยรุ่น ความกล้าคิด กล้าทำ และการนำเสนอคัลเจอร์ที่ร่วมสมัยสุดๆ ซึ่งเราควรตามให้ทันและเรียนรู้ไปกับมัน
นิว เลือกเพราะชื่อ “บอส-นฤเบศ” แบบเต็มร้อย
รู้จักและติดตามงานของพี่บอสตั้งแต่วันแรกที่เข้าวงการ
เคยร่วมงานทั้งหน้าและหลังกล้อง แถมตัวเองก็เรียนด้านเบื้องหลังมา
ยอมรับว่าสนใจใน สไตล์การกำกับ วิธีเล่าเรื่อง และความจัดจ้านในบท เลยไม่แปลกที่เรื่องนี้จะดึงดูดเขาเป็นพิเศษ
พีเจ เหมือนเป็นแฟนคลับสายผลงาน
ตามงานพี่บอสตั้งแต่ Side by Side พี่น้องลูกขนไก่
ต่อด้วย แปลรักฉันด้วยใจเธอ
พอได้ไปแคสต์และมีโอกาสเล่น ก็เลือกฝากชีวิตการแสดงไว้กับค่ายพี่บอสแบบ 100% เต็มๆ
เลออน บอกแบบตรงๆ ว่า “นี่คือโอกาส”
ก่อนหน้านี้ปฏิเสธงานไปเยอะเพราะไม่อยากทิ้งการเรียน
เริ่มเข้ากรุงเทพฯ บ่อยขึ้นช่วง ม.6 เพราะพี่ก้อง Hive Salon ชวนไปอยู่โปรเจ็กต์ไอดอล
จากนายแบบที่ไทยยังไม่มั่นคงมากนัก เขาเลยตัดสินใจลองทางใหม่ ทั้งสายไอดอลและซีรีส์
อ่านบทครั้งแรก: ช็อก แปลก หรือใช่เลย?
เลออน ยอมรับว่าตอนอ่านบทครั้งแรกถึงกับสะดุ้ง
คิดในใจว่า “ต้องพูดคำนี้จริงเหรอ?”, “ต้องเป็นคนแบบนี้จริงเหรอ?”
รู้สึกว่าคาแร็กเตอร์ไม่ใช่ตัวเองเลย แต่พอได้เล่นจริงกลับค้นพบว่า มีตัวเขาเองอยู่ในตัวละครถึง 80%
เพราะทีมงานเอาโมเมนต์ชีวิตจริงของเขาหลายช่วงไปเขียนลงในบท ตัวละครเลยกลายเป็นตัวเขาเวอร์ชันที่โดนคูณสิบ
ไป๊ป มองมุมเทรนด์และโลกที่ตัวเองไม่คุ้น
ไม่ได้เป็นคนตามเทรนด์จัด ไม่ได้อินสยามแบบลึกมาก
แต่พออ่านบท กลับเห็นว่าโลกที่ซีรีส์เล่ามัน สวยงามและพัฒนาไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว
เลยกลายเป็นมุมมองใหม่ที่ทำให้เขาเห็นอีกด้านของยุคนี้
เล่นเรื่องนี้แล้ว “ใหม่” แค่ไหนในฐานะนักแสดง
สำหรับ พีเจ Gelboys แทบจะเป็นการรีเซ็ตเรื่องการแสดงทั้งหมด
รู้สึกเหมือน เริ่มเรียนการแสดงใหม่
เวิร์กช็อปหนักและยาวกว่าทุกเรื่องที่เคยผ่านมา
พี่บอสเป็นคนไม่ปล่อยผ่าน ทุกซีนถูก “ปั้น” อย่างละเอียด
ทำให้ได้เจออารมณ์ใหม่ๆ ตลอดเวลา แบบที่ตัวเองไม่เคยเข้าไปถึงมาก่อน
“สถานะไม่ชัดเจน” ในยุคที่ทุกอย่างเปิดกว้าง
หนึ่งในประเด็นใหญ่ของซีรีส์คือ ความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจน ซึ่งแต่ละคนก็มีมุมมองที่น่าสนใจ
พีเจ มองว่ามันกลายเป็นเรื่องปกติของยุคนี้
เทคโนโลยีทำให้เรารู้จักคนได้เยอะ คุยกันง่าย
คนเลยมีตัวเลือกมากขึ้น การคุยทีละหลายคนก็เลยไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่ตัวเขาเองกลับ ชอบความชัดเจน มากกว่า ถ้าให้สถานะกันได้ก็น่าจะดีกว่า
ไป๊ป เชื่อว่าพอ “สื่อกว้างขึ้น ทางเลือกก็เยอะขึ้น”
จากเมื่อก่อน “คบกันต้องเป็นแฟน” เป็นสูตรสำเร็จ
แต่ตอนนี้คนเริ่มชัดเจนกับตัวเองมากขึ้น ว่าอยากได้ความสัมพันธ์แบบไหน แค่ไหน
กล้าพูด กล้าลองมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาความคิดของคน
ข้อเสียคือ ถ้าอีกคนรู้สึกว่าไม่ชัดเจนแต่ยังยอมรับได้ มันก็กลายเป็นพื้นที่ให้เขาเรียนรู้ตัวเองเช่นกัน
นิว มองว่า “ความสัมพันธ์ไม่ชัดเจน” มีอยู่ทุกยุค
ทั้งเรื่องการเผื่อเลือกและการไม่ฟันธง มันอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์มานานแล้ว
แค่ยุคนี้มันถูกดึงขึ้นมาพูดบนโต๊ะมากขึ้น เลยดูเหมือนปกติขึ้น
เขาเชื่อว่าคนดูจะต้องย้อนมองตัวเองว่า เราเคยเป็นคนไหนในความสัมพันธ์แบบนี้ หรือเคยทำอะไรกับใครบ้าง โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
สำหรับเขา นี่คือมิติของ ความรักที่มหัศจรรย์ ทำให้เราทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะทำ
เลออน เน้นว่าเรื่องพวกนี้คือ “ความจริง” ไม่ใช่แค่ในซีรีส์
คนที่อยากได้สถานะแต่ไม่ได้สถานะ หรือคนที่ไม่อยากยึดติดกับใครเลย
ความรู้สึกพวกนี้ เกิดขึ้นจริงในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่เรื่องแต่ง
เจ้าตัวเองก็เคยผ่านสถานการณ์ทำนองนี้มาแล้วเหมือนกัน
บรรยากาศในกอง: ท้าทายแต่อบอุ่นเหมือนครอบครัว
ไป๊ป เป็นคนที่เวลาเข้ากองจะโฟกัสกับบทมาก
ในหัวเต็มไปด้วยซีนและตัวละคร เลยดูนิ่งๆ เพราะไม่อยากหลุดจากคาแร็กเตอร์
แต่บรรยากาศในกองกลับ ไม่กดดัน อย่างที่คิด เพราะทีมงานสนิทกันเหมือนครอบครัว
ถ้ามีกดดันก็มักจะเป็นเรื่องที่เขากดดันตัวเองมากกว่า
นิว เล่าถึงความท้าทายทางเทคนิคและวิธีถ่ายทำ
ถ่ายกันที่สยาม ใช้กล้องโทรศัพท์ และเป็นรูปแบบการทำซีรีส์ที่ใหม่มาก
ทั้งทีมงานและนักแสดงต่างรู้สึกว่า “ความใหม่” นี่แหละคือความท้าทายใหญ่
หลายอย่างควบคุมไม่ได้ แต่ความกดดันกลับกลายเป็นความสนุก เพราะได้ลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน
เลออน โฟกัสไปที่คน และโดยเฉพาะผู้กำกับ
สำหรับเขา กองนี้เหมือนการไปทำงานกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน ไม่ได้ห่างวัยกันมาก
เขาบอกว่าพี่บอสคือคนที่ เข้าใจมนุษย์และเข้าใจนักแสดงมาก
เวลางงว่าทำไมตัวละครต้องทำแบบนี้ พี่บอสจะอธิบายที่มาที่ไปได้ชัดเจน แม้จะใช้คำเพียงไม่กี่คำ
พีเจ เติมภาพรวมให้ครบว่า
ทุกวันในกองคือความสนุก
ด้วยความที่อายุไล่เลี่ยกัน เลยมีฟีลรุ่นพี่รุ่นน้องมากกว่าทำงานแบบผู้ใหญ่กับเด็ก
เวลามีใครเล่นซีนยากๆ แล้วไปไม่ได้ ทุกคนพร้อมช่วยส่งอารมณ์แม้กล้องจะไม่ได้ถ่ายหน้าตัวเองด้วยซ้ำ
เขามองว่า สี่คนนี้ช่วยกันมากในเรื่องการแสดง ณ โมเมนต์จริงๆ
จากเวิร์กช็อปสู่ความสนิท: มองหน้าก็รู้ใจ
พีเจ สรุปสั้นๆ ว่า
การเวิร์กช็อปยาวๆ รวมกับการถ่ายทำที่ใช้เวลานาน ทำให้ทั้งสี่คน อยู่ด้วยกันเกือบทุกวัน
จนตอนนี้สนิทกันในระดับที่ “เริ่มไม่รู้จะคุยอะไร” เพราะแค่มองหน้าก็เข้าใจกันแล้ว
ทำเล็บเจลครั้งแรก: จากไม่เก็ตสู่การเล่าเรื่องบนปลายนิ้ว
คำถามที่ทุกคนอยากรู้ในฐานะ “ทำเล็บ” ก็คือ พอต้องมาทำเล็บเจลในเรื่องนี้แล้ว รู้สึกยังไง?
เลออน รู้สึกเลยว่าเล็บเจลทำได้มากกว่าความสวยงาม
เขาว้าวกับการที่เล็บของคนๆ หนึ่งสามารถ เล่าคาแร็กเตอร์ได้ขนาดนี้
ไป๊ป เริ่มจากความไม่เข้าใจสุดๆ
ตอนแรกที่ทีมงานให้ไปลองทำเล็บ มันเป็นเล็บนูนที่ใช้ชีวิตยากมากสำหรับเขา
ล้วงกระเป๋าทีหนึ่งก็กลัวเล็บหลุด แต่สุดท้ายเล็บเจลกลับ ทนและอยู่ได้นานกว่าที่คิด
ยิ่งเปลี่ยนเล็บไปเรื่อยๆ ยิ่งรู้สึกว่า การแต่งตัวสนุกขึ้น จากที่เคยคิดว่ามันจะจำกัดคอสตูม กลับกลายเป็นว่าเล็บช่วยส่งคอสตูมให้เด่นขึ้น
นิว คือคนที่มีประวัติทำเล็บมาก่อนแล้ว
ทำเล็บเจลมาตั้งแต่ 3 ปีก่อน ไม่ได้ทำเพราะสวยตอนแรก แต่ทำเพื่อ กันไม่ให้ตัวเองกัดเล็บ
เลือกลายเรียบๆ บ้าง เพิ่มแฟชั่นนิดหน่อย
ทุกวันนี้เล็บกลายเป็น ส่วนหนึ่งของตัวตน ไปแล้ว
เขาใช้เล็บเล่าเรื่องตัวเอง ช่วงไหนอินอะไร ชอบสีแบบไหน สไตล์แบบไหน มันสะท้อนลงไปในลายเล็บ
สำหรับเขา การทำเล็บไม่เกี่ยวกับเรื่องเพศ แต่คือ การเล่าตัวเองในยุคนี้
เล็บเจลในเรื่อง: ดีไซน์ที่เล่าคาแร็กเตอร์ได้ทั้งคน
เมื่อถามว่า มองตัวละครของตัวเองกับเรื่องการทำเล็บยังไง คำตอบของแต่ละคนก็ยิ่งทำให้เห็นว่าทีมงานคิดมาลึกมาก
เลออน มองว่าในจักรวาลของเรื่องนี้ การทำเล็บคือเรื่องปกติสุดๆ
ตัวละครของเขาทำเล็บเวอร์มาก แต่ก็มีที่มาที่ไปชัด
เป็นคนแฟชั่น ทำอะไรแล้วไม่ค่อยคิดว่าคนอื่นจะมองยังไง
ถึงจะมีมุมแคร์คนอื่นอยู่ แต่เรื่องทำเล็บคือสิ่งที่เขา ไม่กลัวจะโดนมองว่าแปลก
ไป๊ป เชื่อว่าเล็บเจลเป็นอีกช่องทางที่บอกตัวตนคนได้อย่างตรงๆ
คนที่ไปทำเล็บจะเลือกสี ลาย แพตเทิร์นที่ตัวเองชอบ
ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าเราชอบอะไร เป็นคนแบบไหน
สำหรับตัวละครเชียร เขาชอบอะไรที่ดูสดใสหรือเท่ๆ ทั้งที่ลึกๆ ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเท่ขนาดนั้น
ความสดใสเลยกลายเป็นดีเทลเล็กๆ ในตัวเชียรที่ซ่อนอยู่มากกว่าถูกแสดงออกตรงๆ
พีเจ ชื่นชมทีมออกแบบเล็บเต็มที่
เขาว่าทีมดีไซน์เล็บเก่งมาก ที่สามารถวิเคราะห์คาแร็กเตอร์แล้วออกแบบลายที่ดูแล้วเชื่อได้ทันทีว่า “นี่แหละเล็บของตัวละครคนนี้”
ถึงขั้นบอกว่าหลังจบ Gelboys ถ้าได้พักจริงๆ ก็คงไปทำเล็บเจลแบบจัดเต็มเหมือนกัน จากที่ตอนนี้ใช้แบบแปะอยู่
นิว เล่าถึงโฟร์มดในอีกมิติ
ลายเล็บของโฟร์มดจะเปลี่ยนไปตามอารมณ์และสิ่งที่อินในช่วงนั้น
ถ้าอยากทำเล็บอยู่ยาวๆ ก็จะเลือกลายยากๆ ตามนิสัยคนที่คิดเยอะและมีเรื่องให้เล่าตลอดเวลา
กดดันแค่ไหนกับการเป็น “ตัวหลัก” ที่ต้องเล่าเรื่องทั้งยุค
สำหรับ นิว การรับบทโฟร์มดคือความกดดันแบบเต็มสเกล
นี่คือเรื่องแรกที่เขารับบทนำและเป็น “คนเล่าเรื่อง” แบบเต็มๆ
พี่บอสย้ำเสมอว่าคนดูจะต้องเข้าใจ ทุกข้อความที่ผู้กำกับอยากเล่า ผ่านมุมมองของโฟร์มด
ไม่มีซีนไหนที่เล่นไปเรื่อยๆ ได้ ทุกอย่างต้องอยู่ในกรอบของตัวละครและทิศทางเรื่อง
ช่วงแรกกดดันมาก เพราะถ้าเขาเล่นพลาด เหมือนเรื่องจะเปลี่ยนไปจากที่ผู้กำกับตั้งใจ
แต่เมื่อเริ่มจับทางได้ ความกดดันก็กลายเป็นความท้าทาย และในที่สุดกลายเป็นความสนุก
เขาบอกว่า โฟร์มดกับนิวค่อยๆ กลายเป็นเนื้อเดียวกัน โดยเฉพาะในเรื่องความเฟมินีนและความ alert ที่ส่งผลถึงตัวเขาในชีวิตจริง
เคมีในจอที่มาจากความเป็นพี่น้องนอกจอ
ไป๊ป เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสี่คนไว้น่ารักมาก
เขากับนิวเรียนคณะเดียวกัน มหา’ลัยเดียวกัน อายุไม่ห่าง ไลฟ์สไตล์คล้ายกัน เคมีชีวิตจริงเลยมาง่าย
ส่วนในบทที่ต้องเล่นความรัก ความเข้าใจ หรือความซับซ้อนทางอารมณ์ ช่วงแรกจะยากหน่อย เพราะนิสัยทั้งคู่มีความแข็งกร้าว เลยใช้เวลา “หาจุดตรงกลาง” อยู่พักหนึ่ง
สำหรับเลออน ตอนแรกเหมือนจะคุยยากเพราะอายุห่าง แต่พอรู้จักจริงๆ กลับง่ายมาก เลออนเป็นคนน่ารัก เลยกลายเป็นความสัมพันธ์แบบ พี่น้องที่แอบสปอยล์น้องสาว หน่อยๆ
พีเจกับไป๊ปเองก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะทั้งคู่เป็นคนง่ายๆ ชิลๆ เลยเข้ากันได้สบาย
ไป๊ปบอกว่าเขามองทุกคนเป็นน้องหมด แต่คาแร็กเตอร์ “น้องชาย” ของแต่ละคนต่างกันชัดเจน
ข้อความถึงคนดู: ถ้าเคยอยู่ในสถานะ “กั๊กใจ” เรื่องนี้คือกระจกของคุณ
เลออน ฝากทิ้งท้ายถึงคนที่กำลังดู หรือกำลังตัดสินใจจะกดดู Gelboys ว่า
ถ้าชอบงานของพี่บอส เรื่องนี้คืออีกเรื่องที่มี ลายเซ็นของเขาแบบชัดมาก
ถ้าเคยอยู่ในสถานะความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจน ยังไงก็ต้องอิน เพราะโครงเรื่องแบบนี้ไม่ได้เห็นกันบ่อย
ถ้าเป็นสายแฟชั่น หรือเด็กเจนนี้ที่ใช้สยามเป็นพื้นที่ชีวิต เรื่องนี้จะยิ่งใกล้ตัวมาก ทั้งกิจกรรม ภาษา และไลฟ์สไตล์ที่เล่าออกมาแบบเรียลๆ
สำหรับผู้ใหญ่ เรื่องนี้คือ โอกาสในการเข้าใจเด็กเจนใหม่ ว่าทำไมต้องถ่ายคอนเทนต์ตลอดเวลา ทำไมใช้ชีวิตแบบนี้ และเขาคิดอะไรอยู่กันแน่
ในที่สุด Gelboys ก็เลยไม่ได้เป็นแค่ซีรีส์รักวัยรุ่นธรรมดา แต่กลายเป็นงานที่ใช้ “เล็บเจล ความสัมพันธ์กั๊กใจ และชีวิตวัยรุ่นในสยาม” มาเล่าเรื่องยุคสมัย ที่ไม่ว่าอยู่เจนไหนก็ดูแล้วต้องสะดุ้ง เพราะมันเหมือนกำลังเล่าเรื่องของเราเองในเวอร์ชันที่ชัดขึ้นและซูมใกล้ขึ้นนั่นแหละ

