เปิดซีซันล่าแสงเหนือ 2025
ปี 2025 ถ้าแพลนเที่ยวของคุณมีคำว่า “ล่าแสงเหนือ” อยู่ในนั้น บอกเลยว่ามาถูกทางมาก เพราะเรารวมประเทศสุดฮอตที่เห็น Aurora ได้จริงมาให้แล้ว อยากได้วิวภูเขาหิมะสุดอลัง ทะเลสาบเงียบสงบ หรือเมืองหิมะโรแมนติกก็เลือกได้ตามสไตล์ที่ใช่
แสงเหนือ (Aurora Borealis) คือหนึ่งในปรากฏการณ์ธรรมชาติที่สวยและน่าทึ่งที่สุดบนโลก เส้นแสงสีเขียว ฟ้า หรืออมม่วงเต้นระบำอยู่บนฟ้า ยิ่งได้เห็นของจริงสักครั้ง ความทรงจำจะติดหัวไปอีกนาน
ไปกับแฟนก็ได้ฟีลโรแมนติก ไปกับครอบครัวก็ได้บรรยากาศอบอุ่น ทั้งรูป ทั้งโมเมนต์คือคุ้ม วันนี้เลยขอรวบตึง 10 ประเทศดูแสงเหนือให้เลือกกันแบบจุก ๆ
10 ประเทศดูแสงเหนือ 2025 เลือกจุดหมายที่ใช่แล้วไปให้ถึง
1. นอร์เวย์ – ฟยอร์ด + แสงเหนือ = ภาพในฝัน
โซนยอดฮิตอย่าง Tromsø และหมู่เกาะ Lofoten คือดินแดนในฝันของสายล่าแสงเหนือแบบมีฉากหลังอลังการ ทั้งภูเขาหิมะ ทะเล และฟยอร์ดที่สวยเหมือนโปสการ์ด
ไฮไลต์ : แสงเหนือพาดผ่านเหนือฟยอร์ด มีทั้งทะเลและภูเขาสูงเป็นแบ็กกราวด์ ถ่ายมุมไหนก็ปัง
ความพิเศษ : ที่ Lofoten สามารถถ่าย Aurora สะท้อนผิวน้ำได้ แถมยังมีกิจกรรมอย่าง dog-sledding, snowmobile, ทริปตกปลา ให้สลับฟีลทั้งวันทั้งคืน
การเดินทางและที่พัก : Tromsø เป็นเมืองใหญ่ เดินทางง่าย มีไฟลท์ตรงหรือต่อจากออสโล ที่พักมีตั้งแต่เกสต์เฮาส์ไปจนบูติกโฮเทล ส่วน Lofoten ต้องต่อเครื่อง/เรือ/รถภายในภูมิภาค
ช่วงเวลาแนะนำ : ปลายกันยายน–มีนาคม (ธันวาคม–กุมภาพันธ์หนาวจัด แต่ฟ้ามักใส เหมาะรอ Aurora)
ข้อดีของสายทำคอนเทนต์ : ฟยอร์ด + แสงเหนือ เหมาะกับ long-exposure และช็อตสะท้อนน้ำอลังการมาก
สิ่งที่ควรระวัง : อากาศเปลี่ยนไว ต้องเตรียมชุดกันหนาวแบบจัดเต็มและรองเท้ากันลื่น ช่วงพีคนักท่องเที่ยวแน่นเป็นพิเศษ
2. สวีเดน – Abisko ดินแดน Blue Hole
Abisko และ Kiruna คือโซนคลาสสิกของสายล่า Aurora ในสวีเดน โดยเฉพาะ Abisko ที่ขึ้นชื่อเรื่อง “Blue Hole” หรือช่องฟ้าใสเหนือทะเลสาบ ต่อให้รอบ ๆ มีเมฆก็ยังมีลุ้นเห็นแสงเหนือสูงกว่าหลายที่
ไฮไลต์ : ระบบนิเวศของพื้นที่ช่วยให้มีโอกาสเห็น Aurora สูง ฟ้าบริเวณ Blue Hole มักใสกว่าโดยรอบ
ความพิเศษ : มีสถาบันวิจัยและไกด์มือโปร พร้อมทริปดังอย่าง Aurora Sky Station ให้ขึ้นไปชมแบบจริงจัง
การเดินทางและที่พัก : สามารถเข้าเมือง Kiruna ด้วยรถไฟหรือเครื่องบิน แล้วต่อรถเข้า Abisko ที่พักมีทั้งกระท่อมและฮัทสไตล์สแกนดิเนเวียแท้ ๆ
ช่วงเวลาแนะนำ : ตุลาคม–มีนาคม (ปลายมกราคม–กุมภาพันธ์ มักได้ภาพโทนสวย)
ข้อดีของสายทำคอนเทนต์ : ท้องฟ้ามืดและมักเปิดบ่อย เหมาะกับการถ่าย timed-exposure แบบเนียน ๆ
สิ่งที่ควรระวัง : อยู่ในอุทยานแห่งชาติ ช่วงไฮซีซันควรจองทัวร์และที่พักล่วงหน้าตั้งแต่เนิ่น ๆ
3. ฟินแลนด์ – นอนดู Aurora จากเตียงใน Glass Igloo
สายโรแมนติกต้องรัก ฟินแลนด์ โดยเฉพาะโซน Rovaniemi, Levi, Saariselkä ที่เต็มไปด้วยที่พักสไตล์ Glass Igloo และ Aurora Cabin ให้ดูแสงเหนือจากเตียงแบบไม่ต้องหนาวกลางลานหิมะ
ไฮไลต์ : นอนอุ่น ๆ ใต้หลังคาแก้ว มอง Aurora เต้นเหนือหัวจากในห้องคือที่สุด
ความพิเศษ : รวมประสบการณ์สายชิล เช่น หมู่บ้านซานต้า (Rovaniemi), สุนัขลากเลื่อน, ไฮก์เบา ๆ บนหิมะ และสปาอุ่น ๆ หลังออกล่าหนาว
การเดินทางและที่พัก : Rovaniemi มีสนามบิน เดินทางง่าย ที่พักมีครบตั้งแต่รีสอร์ทมาตรฐานไปจนกระท่อมแก้วสุดหรู
ช่วงเวลาแนะนำ : ปลายสิงหาคม–เมษายน (กันยายน–มีนาคมคือช่วงลุ้นสูงสุด)
ข้อดีของสายทำคอนเทนต์ : แสงเหนือเหนือป่าและทะเลสาบ สะท้อนบนหิมะให้โทนภาพนุ่มสวยมาก
สิ่งที่ควรระวัง : รีสอร์ทดัง ๆ โดยเฉพาะช่วงคริสต์มาส–ปีใหม่ ราคาพุ่งแรง ควรจองล่วงหน้าหลายเดือน
4. ไอซ์แลนด์ – Aurora คู่กับน้ำตกและหาดทรายดำ
ใครอยากได้ฟีลดีทั้งกลางวันและกลางคืน ต้องมาที่ ไอซ์แลนด์ โซน Reykjavik, Thingvellir, Vik เป็นทริปยอดนิยม ขับรถชมวิวตอนกลางวัน พอค่ำก็ยืนรอ Aurora กลางฉากธรรมชาติสุดดิบ
ไฮไลท์ : แสงเหนือพาดผ่านเหนือน้ำตก ธารน้ำแข็ง และหาดทรายดำที่ Vik ภาพออกมามีมิติมาก
ความพิเศษ : เส้นทาง Golden Circle ขับง่าย แวะตามจุดชมวิวต่าง ๆ ได้เอง รถเช่าคือเพื่อนซี้ของนักเดินทางสายนี้
การเดินทางและที่พัก : ใช้ Reykjavik เป็นฐาน ออกทริปเช้า–เย็นไปพื้นที่รอบนอกได้ ที่พักมีตั้งแต่เกสต์เฮาส์จนถึงแคมป์กลางหิมะ
ช่วงเวลาแนะนำ : กันยายน–เมษายน (ธันวาคม–กุมภาพันธ์อาจมีเมฆเยอะ แต่ถ้าฟ้าเปิดทีคืออลังการ)
ข้อดีของสายทำคอนเทนต์ : น้ำตก + Aurora ให้ภาพคอนทราสต์สูง ดูไม่เหมือนที่อื่นบนโลก
สิ่งที่ควรระวัง : ถนนบางช่วงลมแรงและลื่น ต้องเช็กสภาพอากาศ–สภาพถนนก่อนขับเสมอ
5. แคนาดา – Yellowknife ดินแดน Aurora สุดชัด
ฝั่งอเมริกาเหนือ Canada ก็เด็ด โดยเฉพาะ Yellowknife, Yukon, Jasper ที่ขึ้นชื่อเรื่องท้องฟ้ามืดและแสงเหนือชัดยาว ๆ
ไฮไลต์ : Yellowknife ใน Northwest Territories เป็นหนึ่งในจุดที่แสงเหนือสว่างและมาบ่อยมาก
ความพิเศษ : พื้นที่กว้าง ให้อารมณ์โล่งโปร่ง ฟ้ามืดสนิท มี Aurora camps และ heated domes ให้ไปนั่งรอแบบอุ่น ๆ
การเดินทางและที่พัก : ต้องบินเข้าเมืองใหญ่ก่อน แล้วต่อเครื่องเล็กหรือรถบัส ที่พักมีหลากหลาย ตั้งแต่ lodge อบอุ่นไปจน Aurora dome สุดเก๋
ช่วงเวลาแนะนำ : กันยายน–เมษายน (พีคช่วงตุลาคม–มีนาคม)
ข้อดีของสายทำคอนเทนต์ : ฟ้ามืดแบบสมบูรณ์ ได้เวลาถ่าย long exposure และ time-lapse แบบจุก ๆ
สิ่งที่ควรระวัง : อากาศหนาวโหด เตรียมเสื้อผ้าและแบตสำรองเต็มที่ เพราะแบตหมดไวมากในอากาศติดลบ
6. อลาสกา (USA) – Fairbanks ฐานใหญ่ของสายล่าแสงเหนือ
ใครอยู่ฝั่งอเมริกาเหนือหรือชอบบรรยากาศดิบ ๆ แบบอลาสกา ต้องแวะ Fairbanks และ Anchorage ให้ได้สักครั้ง
ไฮไลต์ : Fairbanks เป็นหนึ่งในฐานดู Aurora ยอดนิยมของสหรัฐฯ มีทัวร์และกิจกรรมหิมะครบแน่น
ความพิเศษ : มี Aurora viewing lodges ให้หนีแสงเมืองออกไปนอนรอแสงเหนือแบบส่วนตัว
การเดินทางและที่พัก : มีไฟลท์เข้า Fairbanks สะดวก ที่พักมีตั้งแต่มาตรฐานในเมืองไปจนถึง lodges นอกเมือง
ช่วงเวลาแนะนำ : สิงหาคม–เมษายน (โอกาสดีสุดประมาณกันยายน–เมษายน)
ข้อดีของสายทำคอนเทนต์ : สีของ Aurora ชัดและสดมากเมื่อออกไปไกลจากตัวเมือง
สิ่งที่ควรระวัง : ค่าใช้จ่ายด้านเดินทางและทัวร์อาจสูง ควรวางแผนงบประมาณให้ดี
7. กรีนแลนด์ – แสงเหนือกลางความเงียบของอาร์กติก
Nuuk และ Kangerlussuaq ในกรีนแลนด์เหมาะกับคนที่อยากได้ฟีล “หนีผู้คน” ไปใกล้ชิดธรรมชาติแบบโลว์ไลต์สุด
ไฮไลต์ : ความเงียบและความเวิ้งว้างของอาร์กติก ทำให้การดูแสงเหนือรู้สึกเป็นโมเมนต์ส่วนตัวสุด ๆ
ความพิเศษ : ธรรมชาติยังค่อนข้างดิบ สายผจญภัยจะหลงรักทั้งภูเขา น้ำแข็ง และฟ้ากว้างไร้สิ่งรบกวน
การเดินทางและที่พัก : ต้องต่อเครื่องจากยุโรปหรือไอซ์แลนด์ การเข้าถึงไม่ง่าย แต่ข้อดีคือคนไม่เยอะ ที่พักโฟกัสแบบชุมชนและ lodges เล็ก ๆ
ช่วงเวลาแนะนำ : กันยายน–เมษายน
ข้อดีของสายทำคอนเทนต์ : ไม่มีมลภาวะแสง เมื่อลุ้นเจอ Aurora ภาพจะชัดเป็นเส้นสวยมาก
สิ่งที่ควรระวัง : ค่าใช้จ่ายและโลจิสติกส์ค่อนข้างโหด ต้องเตรียมตัวล่วงหน้าเยอะ ทั้งเรื่องงบและเส้นทาง
8. สวิตเซอร์แลนด์ – แสงเหนือบนเทือกเขาแอลป์ (โอกาสพิเศษ)
แม้ สวิตเซอร์แลนด์ จะไม่ใช่ดินแดนอาร์กติก แต่ในปีที่กิจกรรมดวงอาทิตย์แรง (Solar Maximum) ก็มีโอกาสเห็น Aurora เหนือยอดเขาแอลป์ในบางคืน โดยเฉพาะแถว Zermatt และ Jungfrau
ไฮไลต์ : ถ้าได้เจอจะได้ภาพแสงเหนือทับเทือกเขาหิมะสไตล์ยุโรป ดูทั้งหรูและโรแมนติก
ความพิเศษ : เหมาะกับคนชอบสกี วิวภูเขา และอยากแถมโอกาสเห็น Aurora แบบ “โบนัส” ไม่ตั้งหวังมากแต่เจอคือแจ็กพอต
การเดินทางและที่พัก : ระบบขนส่งสาธารณะสวิสสะดวกมาก นั่งรถไฟไป Zermatt หรือ Jungfrau ได้สบาย
ช่วงเวลาแนะนำ : ธันวาคม–กุมภาพันธ์ (แต่ต้องพึ่งทั้ง Solar activity และท้องฟ้าเปิด)
ข้อดีของสายทำคอนเทนต์ : ถ้าโชคดี ได้ช็อต Aurora บนเทือกเขาหิมะ บรรยากาศเหมือนโลกเทพนิยาย
สิ่งที่ควรระวัง : โอกาสเกิดน้อยกว่าประเทศในโซนอาร์กติก ต้องยอมรับว่าอาจไม่ได้เห็นก็ได้
9. รัสเซีย – Kola Peninsula สายลุยต้องลอง
สำหรับสายผจญภัย Murmansk และแถบ Kola Peninsula คือโซนดู Aurora ที่ให้ฟีลอาร์กติกแบบดิบ ๆ ผสมวัฒนธรรมท้องถิ่น
ไฮไลต์ : บรรยากาศดูแสงเหนือแบบคลาสสิก ท้องฟ้ามืดและโลเคชันค่อนข้างดิบ
ความพิเศษ : มีทัวร์ขับรถออกนอกเมืองไปดูกลางพื้นที่ทุรกันดาร เพิ่มความตื่นเต้น
การเดินทางและที่พัก : บินไป Murmansk จากมอสโกได้ แล้วค่อยออกทริปต่อ ที่พักมีทั้งในเมืองและ lodges นอกเมือง
ช่วงเวลาแนะนำ : พฤศจิกายน–มีนาคม
ข้อดีของสายทำคอนเทนต์ : แสงเมืองน้อย เหมาะกับการถ่าย long exposure แบบฟ้าดำสนิท
สิ่งที่ควรระวัง : ภาษาและการเดินทางอาจเป็นอุปสรรค ถ้าไม่คุ้นควรใช้บริการไกด์หรือทัวร์ท้องถิ่นจะสบายกว่า
10. เอสโตเนีย – เกาะบอลติกบรรยากาศเงียบสงบ
Saaremaa และ Hiiumaa เป็นเกาะในเอสโตเนียที่เหมาะกับคนอยากดู Aurora แบบสงบ ไม่วิ่งแข่งกับทัวร์ใหญ่
ไฮไลต์ : ชายฝั่งและเกาะบอลติกให้ฉากหลังเรียบง่าย โลเคชันเงียบ ๆ ทำให้โฟกัสกับแสงเหนือได้เต็มที่
ความพิเศษ : อยู่ไม่ไกลจากยุโรปกลาง เดินทางง่ายกว่าหลายจุดในสแกนดิเนเวีย แถมฟีลโรแมนติกริมทะเล
การเดินทางและที่พัก : ขับรถ/บิน/นั่งรถไฟไปถึงท่าเรือ แล้วต่อเรือไปเกาะ ที่พักส่วนใหญ่เป็นเกสต์เฮาส์บูติกน่ารัก
ช่วงเวลาแนะนำ : กันยายน–เมษายน
ข้อดีของสายทำคอนเทนต์ : โทนภาพชายฝั่งและฟ้ามืด เหมาะมากกับการเล่าเรื่องแบบ diary-style
สิ่งที่ควรระวัง : เช็กตารางเรือและสภาพอากาศทะเลก่อนเสมอ โดยเฉพาะช่วงลมแรง
Tips สำคัญสำหรับสายถ่ายรูปแสงเหนือ
อยากได้รูปแสงเหนือสวย ๆ ไม่ใช่แค่ดวงดีอย่างเดียว ต้องเตรียมสกิลและอุปกรณ์ให้พร้อมด้วย
- ใช้ขาตั้งกล้องที่มั่นคง ตั้งค่าเบื้องต้นได้ประมาณนี้ แล้วค่อยปรับตามสถานการณ์
ISO ราว ๆ 800–3200 (แล้วแต่กล้องและความสว่างของแสงเหนือ)
รูรับแสงกว้าง f/2.8–f/4
ความเร็วชัตเตอร์ประมาณ 5–25 วินาที
เตรียมแบตเตอรี่สำรองหลายก้อน เพราะอากาศหนาวทำให้แบตหมดไวผิดปกติ
ถ้าใช้ขาตั้ง กล้องหรือเลนส์ที่มีระบบกันสั่น (IS/VR) ให้ปิดเพื่อให้ภาพคมชัดขึ้น
สรุป: แสงเหนืออยู่ใกล้กว่าที่คิด แค่เลือกประเทศแล้วลงมือแพลน
จะเห็นว่าประเทศให้เลือกไปดูแสงเหนือมีเพียบ และแต่ละที่ก็มีคาแรกเตอร์ต่างกัน ทั้งวิว ธรรมชาติ งบประมาณ และความยากง่ายในการเดินทาง
ก่อนจองตั๋วลองเช็กให้ครบทั้ง สภาพอากาศ ซีซันของ Aurora และงบโดยรวม ถ้าไม่อยากจัดทุกอย่างเอง การเลือกแพ็กเกจทัวร์ล่าแสงเหนือก็น่าสนใจ ช่วยลดภาระเรื่องวางแผนและการเดินทางภายในประเทศ
เลือกประเทศในฝันให้ตรงสไตล์ แล้วปี 2025 นี้ลองให้แสงเหนือเป็นเหตุผลให้คุณออกเดินทางดูสักครั้ง แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมคนถึงยอมหนาวเพื่อสิ่งนี้

