รับแอปรับแอป

10 แลนด์มาร์คระดับโลก ที่สายเที่ยวต้องไปให้ครบสักครั้งในชีวิต

พัชรี ศรีสุข01-31

เปิดลิสต์แลนด์มาร์ครอบโลก ที่ต้องไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง

แนวคิดของการ “ตระเวนเที่ยวรอบโลก” ไม่ได้มีแค่การเก็บตราประทับในพาสปอร์ต แต่คือการสะสมความทรงจำ เปิดมุมมองใหม่ และได้ยืนอยู่ต่อหน้าสิ่งก่อสร้างและวิวระดับตำนานที่เคยเห็นแค่ในรูปหรือในหนังมาก่อน

แลนด์มาร์คแต่ละแห่งไม่ใช่แค่สวย แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องราว ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความเชื่อของผู้คนในพื้นที่นั้นๆ จนกลายเป็น “หมุดหมายในฝัน” ที่ใครๆ ก็อยากไปเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต

มาไล่เช็กอินทีละที่ แล้วดูสิว่าตอนนี้คุณเก็บไปครบกี่แห่งแล้ว

1. จีน – กำแพงเมืองจีน (Great Wall)

แค่พูดชื่อ “กำแพงเมืองจีน” ภาพกำแพงหินทอดยาวไปตามแนวเขาก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที นี่คือหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่และโด่งดังที่สุดของโลก ความยาวกว่า 21,000 กิโลเมตร พาดผ่านภูเขา หุบเขา ไปจนถึงทะเลทราย

กำแพงแห่งนี้สะท้อนทั้งพลัง ความสามัคคี และภูมิปัญญาของชาวจีน ตั้งแต่ยุคที่ยังเป็นรัฐอิสระ ก่อนจะถูกรวบรวมและเชื่อมต่อกันในสมัยจักรพรรดิฉินสื่อหวง และได้รับการซ่อมแซมครั้งใหญ่ในสมัยราชวงศ์หมิง จนกลายเป็นโฉมหน้าที่เราเห็นในปัจจุบัน

ด้วยความยิ่งใหญ่อลังการ ทำให้กำแพงเมืองจีนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม และยังติดโผ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ อีกด้วย

เส้นทางยอดฮิตบนกำแพงเมืองจีน

  • ปาต๋าหลิง (Badaling)
    จุดยอดนิยมที่สุด เดินทางจากปักกิ่งเพียงราว 70 กม. มีระบบขนส่งและเคเบิลคาร์ครบ เหมาะสำหรับมือใหม่ ครอบครัว หรือคนที่อยากมาครั้งแรกแล้วได้เห็นภาพจำแบบโปสเตอร์

  • มู่เถียนอวี่ (Mutianyu)
    สายธรรมชาติจะต้องหลงรัก เพราะวิวเต็มไปด้วยป่าเขียวชอุ่ม ผู้คนไม่แน่นมาก บรรยากาศสงบ ไฮไลต์คือสไลเดอร์ Toboggan เลื่อนลงจากเขาแบบสนุกๆ ได้ทั้งวิวและความมันส์

  • จินซานหลิ่ง (Jinshanling)
    ทางเดินค่อนข้างท้าทาย เหมาะกับสายแอดเวนเจอร์และสายคอนเทนต์ เพราะมุมถ่ายรูปสวยเยอะ แต่คนไม่พลุกพล่าน แถมยังเต็มไปด้วยเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์

  • ซือหม่าไถ (Simatai)
    คนชอบบรรยากาศกลางคืนต้องเล็งที่นี่ เพราะเป็นโซนที่เปิดให้เที่ยวตอนค่ำ แสงไฟเรียงรายไปตามแนวสะพานและกำแพง ให้ฟีลลึกลับ นุ่มนวล และเงียบสงบแบบ Hidden Gem ของจริง

เคล็ดลับเตรียมตัว

  • เลือกเส้นทางให้เหมาะกับสภาพร่างกายและสไตล์การเที่ยว

  • เตรียมรองเท้าเดินเขา แว่นกันแดด หมวก น้ำดื่ม และอุปกรณ์ถ่ายรูปให้พร้อม

  • แนะนำให้ไปเช้าๆ และหลีกเลี่ยงวันหยุดหรือช่วงไฮซีซัน เพราะคนเยอะมาก

2. ฝรั่งเศส – หอไอเฟล (Eiffel Tower)

ปารีส เมืองแห่งแฟชั่น ศิลปะ และความโรแมนติก ถ้าพูดถึงสัญลักษณ์ของฝรั่งเศส ชื่อที่ทุกคนพูดตรงกันแทบจะพร้อมกันคือ “หอไอเฟล”

หอเหล็กสูงกว่า 300 เมตรริมแม่น้ำแซนแห่งนี้ เคยถูกมองว่าแปลกประหลาดและไม่สวยงามในยุคแรกที่สร้างขึ้น เพื่อใช้เฉลิมฉลองงานแสดงโลกในปี 1889 ครบรอบ 100 ปีการปฏิวัติฝรั่งเศส แต่เวลาพิสูจน์แล้วว่ามันกลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คที่โด่งดังที่สุดของโลก

จุดเช็กอินรอบหอไอเฟล

  • จัตุรัสทรอกาเดโร (Place du Trocadéro)
    ลานกว้างพร้อมน้ำพุ เป็นจุดชมวิวหอไอเฟลที่สวยแบบโปสเตอร์ ยิ่งช่วงพระอาทิตย์ตกและตอนกลางคืนที่หอไอเฟลเปิดไฟ บรรยากาศโรแมนติกมาก

  • ล่องเรือแม่น้ำแซน (Seine River Cruise)
    นั่งเรือชมวิวผ่านแลนด์มาร์คสำคัญทั้งหอไอเฟล พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ฯลฯ กลางคืนจะเห็นไฟเมืองระยิบระยับ มีทั้งทริปปกติและดินเนอร์สุดหรูบนเรือ

  • 58 Tour Eiffel
    ร้านอาหารบนชั้น 1 ของหอไอเฟล ชมวิวปารีสแบบพาโนรามาขณะรับประทานอาหารสไตล์ฝรั่งเศส ใครอยากมาสัมผัสโมเมนต์นี้ควรจองล่วงหน้า เพราะแน่นมาก

  • Le Champ de Mars
    ย่านใกล้สวนช็องเดอมาร์ส เต็มไปด้วยร้านอาหารบรรยากาศอบอุ่น เสิร์ฟเมนูฝรั่งเศสสุดคลาสสิกอย่างสเต็กฟริต ซุปหัวหอม และเครป

3. สหรัฐอเมริกา – เทพีเสรีภาพ (Statue of Liberty)

ถ้าพูดถึงสัญลักษณ์ความเป็นอเมริกันภาพแรกๆ ที่โผล่ขึ้นมา ต้องมี “เทพีเสรีภาพ” อยู่ในนั้นแน่นอน อนุสาวรีย์สีเขียวริมอ่าวนิวยอร์กนี้ไม่ได้ยิ่งใหญ่แค่ขนาด แต่เต็มไปด้วยความหมายเชิงสัญลักษณ์ ทั้งเรื่องเสรีภาพ ความเท่าเทียม และความหวัง

รูปปั้นนี้เป็นของขวัญจากฝรั่งเศส มอบให้สหรัฐฯ ในปี 1886 เพื่อฉลองครบ 100 ปีการประกาศอิสรภาพของอเมริกา แสดงถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นของสองประเทศ

ตัวโครงสร้างภายในออกแบบโดย กุสตาฟ ไอเฟล คนเดียวกับที่ออกแบบหอไอเฟล น้ำหนักกว่า 225 ตัน สูงรวมฐานราว 93 เมตร และองค์ประกอบแต่ละส่วนมีความหมาย เช่น

  • คบเพลิง = แสงแห่งอิสรภาพ

  • แผ่นจารึก = วันที่ประกาศอิสรภาพของอเมริกา

  • เท้าที่ยกทับโซ่ขาด = การปลดปล่อยจากพันธนาการ

วิธีเดินทางไปชมเทพีเสรีภาพ

  • เริ่มจากแมนฮัตตัน นั่งรถไฟใต้ดินสาย 1, R หรือ 4/5 ลงสถานี South Ferry หรือ Bowling Green

  • เดินต่อประมาณ 5 นาทีถึงท่าเรือที่ Battery Park

  • ซื้อตั๋วเรือของ Statue City Cruises แนะนำให้จองล่วงหน้าเพื่อลดเวลาต่อคิว

รูปแบบตั๋วหลักๆ มีสองแบบ:

  • แบบปกติ: เดินชมรอบเกาะและพิพิธภัณฑ์

  • แบบพิเศษ: ขึ้นไปยังจุดชมวิวบริเวณมงกุฎของเทพี (ต้องจองล่วงหน้าค่อนข้างนาน เพราะฮอตมาก)

กิจกรรมเด็ดในนิวยอร์กที่ไม่ควรพลาด

  • เดินเล่นใน Central Park
    สวนสาธารณะยักษ์กลางเมือง เป็นทั้งที่ชิล ปิกนิก ปั่นเรือ ชมวิวธรรมชาติ และดูวิถีชีวิตคนเมืองนิวยอร์ก

  • พิพิธภัณฑ์ระดับโลก
    เช่น The Met, MoMA, American Museum of Natural History แหล่งรวมงานศิลปะและประวัติศาสตร์จากทั่วโลก แถมดีไซน์นิทรรศการยังดึงดูดสายคอนเทนต์สุดๆ

  • ชมบรอดเวย์
    นิวยอร์กคือศูนย์กลางละครเวทีของโลก การได้ดูโชว์สักเรื่องคือประสบการณ์ที่คุณจะไม่มีวันลืม ทั้งแสง สี เสียง และการแสดงระดับตำนาน

  • ช้อป & ตะลุยย่านสุดชิค
    ไม่ว่าจะสายแฟชั่นใน Fifth Avenue หรือสายชิลล์และฮิปใน Greenwich Village ที่เต็มไปด้วยคาเฟ่ ร้านอาหาร และงานศิลปะเท่ๆ

4. บราซิล – รูปปั้นพระเยซูคริสต์ (Christ the Redeemer)

รูปปั้นพระเยซูคริสต์กางพระหัตถ์บนยอดเขาโคร์โกวาดู คือภาพจำของเมืองรีโอเดจาเนโรและของบราซิลทั้งประเทศ สื่อถึงความศรัทธา ความสงบ และมรดกทางวัฒนธรรมของชาวคริสต์ในบราซิลได้อย่างทรงพลัง

เปิดสร้างปี 1926 เสร็จปี 1931 ออกแบบโดยวิศวกรชาวบราซิล Heitor da Silva Costa ร่วมกับประติมากรชาวฝรั่งเศส Paul Landowski ใช้หินสบู่เป็นวัสดุหลัก ความสูงรวมฐานประมาณ 38 เมตร และได้รับการยกให้เป็นหนึ่งใน เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่

วิธีขึ้นยอดเขาโคร์โกวาดู

  • รถไฟฟ้า Corcovado Train
    วิธีสุดคลาสสิกและได้รับความนิยมที่สุด วิ่งผ่านผืนป่าฝนเขียวชอุ่มในอุทยานแห่งชาติ Tijuca ชมวิวระหว่างทางแบบเต็มอิ่มและนั่งสบายถึงจุดชมวิวบนยอดเขา

  • รถตู้บริการอย่างเป็นทางการ
    มีจุดขึ้นหลายแห่ง เช่น Barra da Tijuca, Largo do Machado, Copacabana เป็นตัวเลือกที่สะดวก ปลอดภัย และจัดการง่าย

  • เดินป่า ปีนเขา
    สายปีนเขาห้ามพลาด เส้นทางจาก Parque Lage ใช้เวลาเดินประมาณ 2–3 ชั่วโมง ระหว่างทางได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติเต็มที่

ที่เที่ยวห้ามพลาดในรีโอเดจาเนโร

  • หาดโคปาคาบานา (Copacabana Beach)
    ชายหาดระดับโลกที่คึกคักทั้งวัน ทั้งเดินเล่น ปิกนิก อาบแดด เล่นวอลเลย์บอลริมหาด

  • หาดอิปาเนมา (Ipanema Beach)
    ขึ้นชื่อเรื่องผู้คนสุดเก๋ บรรยากาศดี หาดสะอาด วิวภูเขาตัดกับทะเล มีร้านอาหารดังให้ลอง

  • เขาชูการ์โลฟ (Sugarloaf Mountain)
    ขึ้นกระเช้าชมวิวเมืองและแนวชายฝั่งแอตแลนติกจากมุมสูง วิวอลังการไม่แพ้ยอดเขาอื่น

  • เทศกาลคาร์นิวัล (Rio Carnival)
    ถ้ามาช่วงต้นปี จะเจอกับงานคาร์นิวัลระดับโลก ดนตรีซัมบ้า ขบวนพาเหรดสีสันจัดเต็ม เมืองทั้งเมืองกลายเป็นเวทีใหญ่

5. อังกฤษ – บิ๊กเบน (Big Ben)

แค่เห็นหอนาฬิกาสูงตระหง่านริมแม่น้ำเทมส์ ก็รู้ทันทีว่า “นี่คือลอนดอน” บิ๊กเบนกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติอังกฤษไปแล้ว แม้ชื่อจริงๆ จะเป็นชื่อของระฆังภายใน ไม่ใช่ตัวหอคอยก็ตาม

หอนาฬิกาสไตล์นีโอโกธิกแห่งนี้ตั้งเคียงข้างพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ เป็นหนึ่งในภาพจำที่บอกโลกว่าอังกฤษเป็นชาติที่ทั้งทรงอำนาจและมีเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์อย่างมาก

แลนด์มาร์คใกล้บิ๊กเบนที่ต้องไปเก็บให้ครบ

  • พระราชวังเวสต์มินสเตอร์ (Houses of Parliament)
    อาคารรัฐสภาสไตล์โกธิกที่สวยจัด อยู่ระดับต้นๆ ของโลก และเป็นศูนย์รวมการตัดสินใจเรื่องใหญ่ของประเทศอังกฤษ

  • สะพานเวสต์มินสเตอร์ (Westminster Bridge)
    จุดถ่ายรูปยอดฮิต มองเห็นทั้งบิ๊กเบน แม่น้ำเทมส์ และวิวเมืองแบบลงตัวสุดๆ

  • ลอนดอนอาย (The London Eye)
    ชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์ริมแม่น้ำเทมส์ นั่งหนึ่งรอบได้วิว 360 องศาของลอนดอนแบบจุใจ

  • เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ (Westminster Abbey)
    โบสถ์เก่าแก่ที่ใช้ประกอบพิธีสำคัญของราชวงศ์อังกฤษ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ใครชอบสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ต้องไม่พลาด

กิจกรรมชิคๆ ในลอนดอน

  • จิบ Afternoon Tea สไตล์อังกฤษ
    สัมผัสวัฒนธรรมชาแบบดั้งเดิมในร้านสุดคลาสสิก เช่น Fortnum & Mason หรือ The Ritz

  • ช้อปปิ้งในย่านดัง

    • Oxford Street สำหรับสายแฟชั่น

    • Covent Garden สำหรับสายชิลล์ ชอบเดินเล่นดูโชว์ริมถนน

    • Camden Market สำหรับสายติสท์ รักงานศิลปะและของวินเทจ

  • พิพิธภัณฑ์เข้าฟรี
    ทั้ง British Museum และ Natural History Museum เปิดให้ชมฟรี ภายในเต็มไปด้วยวัตถุทรงคุณค่าและเรื่องราวจากทั่วโลก แถมจัดโซนได้น่าเดินมาก

6. รัสเซีย – จัตุรัสแดง (Red Square)

รัสเซียคือประเทศมหาอำนาจที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์เข้มข้น และ “จัตุรัสแดง” ก็เป็นหัวใจสำคัญทั้งด้านการเมือง ศาสนา จิตวิญญาณ และวัฒนธรรมของที่นี่

โดมทรงหัวหอมหลากสีเหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยาย ทำให้พื้นที่นี้โดดเด่นอย่างไม่มีที่ไหนเหมือน เดิมทีจัตุรัสแดงเป็นลานกิจกรรมของประชาชน ตั้งแต่ตลาด งานศาสนา ไปจนถึงการประกาศพระราชโองการ ก่อนจะถูกพัฒนามาเป็นศูนย์กลางสำคัญของมอสโก และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก

จุดแวะรอบจัตุรัสแดง

  • พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติรัสเซีย
    โชว์เรื่องราวของรัสเซียตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผ่านวัตถุจัดแสดงหลากหลาย

  • มหาวิหารเซนต์บาซิล
    โดมสีสันสดใสสุดไอคอนิก สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะในสงครามสมัยพระเจ้าซาร์อีวานที่ 4

  • ห้าง GUM (Gosudarstvenny Universalny Magazin)
    ห้างหรูเก่าแก่ที่โดดเด่นด้วยหลังคากระจกโค้ง บรรยากาศคลาสสิกมาก

วิธีเดินทางมาจัตุรัสแดง

  • นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินมาลงสถานี Okhotny Ryad, Teatralnaya หรือ Ploshchad Revolyutsii

  • จากนั้นเดินต่อราว 5–10 นาที ระหว่างทางเต็มไปด้วยคาเฟ่ ร้านอาหาร และมุมถ่ายรูปสวยๆ

ทำอะไรได้บ้างในมอสโก

  • เดินช้อป Arbat Street
    ถนนคนเดินเก่าแก่ มีร้านขายของที่ระลึก ศิลปินเปิดหมวก และคาเฟ่ชิคๆ สไตล์ยุโรปตะวันออก

  • ชมงานศิลป์ที่ Tretyakov Gallery
    แหล่งรวมผลงานศิลปะของรัสเซียตั้งแต่ยุคกลางจนถึงปัจจุบัน สายอาร์ตต้องเหลือเวลาให้ที่นี่

  • ดูโชว์ที่โรงละครบอลชอย (Bolshoi Theatre)
    โรงละครหรูหราที่ขึ้นชื่อเรื่องโอเปราและบัลเลต์ การตกแต่งภายในงดงามแบบราชวงศ์

7. อิตาลี – หอเอนเมืองปิซา (Leaning Tower of Pisa)

ใครจะคิดว่าความผิดพลาดทางวิศวกรรมจะกลายเป็นแลนด์มาร์คระดับโลก “หอเอนเมืองปิซา” คือหอระฆังหินอ่อนที่เอนแต่กลับยืนหยัดอยู่ได้อย่างสง่างาม และดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

เริ่มสร้างในปี 1173 ใช้เวลาร่วม 199 ปี เพื่อให้เป็นหอระฆังของมหาวิหารปิซา ดินด้านใต้มีลักษณะเป็นดินเลนและทราย ทำให้ฐานอ่อนตัวจนหอคอยเอน แต่ช่างยังคงสร้างต่อพร้อมเสริมโครงสร้างให้มั่นคง จนอยู่รอดผ่านทั้งสงคราม แผ่นดินไหว และกาลเวลายาวนาน ก่อนจะมีการปรับปรุงเพิ่มเติมในปี 2001 ให้แข็งแรงขึ้นจนเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมวิวได้อย่างปลอดภัย

ที่เที่ยวรอบหอเอนเมืองปิซา

  • Camposanto Monumentale
    สุสานโบราณที่เชื่อว่าใช้ดินจากนครเยรูซาเล็ม มีจิตรกรรมฝาผนังยุคกลางที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์

  • มหาวิหารปิซา (Pisa Cathedral)
    โบสถ์สไตล์โรมันเนสก์ใช้หินอ่อนตกแต่งอย่างประณีต รายละเอียดการแกะสลักสวยจนต้องยืนดูนานๆ

  • อาคารบัปติสตรี (Baptistery of St. John)
    อาคารทรงกลมที่ใช้ประกอบพิธีศีลจุ่ม การออกแบบทำให้เสียงภายในก้องสะท้อน เพิ่มความขลังระหว่างพิธีกรรม

ร้านอาหารน่าโดนในปิซา

  • Pizzeria Il Montino
    พิซซ่าต้นตำรับเตาถ่าน เปิดมานาน หน้าเด็ดคือชีสสดกับพาร์มาแฮม

  • Osteria di Culegna
    ร้านเล็กๆ แต่รสชาติใหญ่เกินตัว เมนูโฮมเมดสไตล์ทัสคานี เช่น พาสต้าทรัฟเฟิล ราวิโอลี และเนื้อย่างซอสไวน์แดง

  • Ristorante La Buca
    โรแมนติกริมแม่น้ำ Arno เด่นเรื่องไวน์และซีฟู้ดสด เหมาะกับมื้อพิเศษแบบเรียบหรู

8. อินเดีย – ทัชมาฮาล (Taj Mahal)

ทัชมาฮาล คือสัญลักษณ์แห่งความรักที่ถูกเล่าขานไม่รู้จบ ทั้งความสวยงามของสถาปัตยกรรมและตำนานความรักของจักรพรรดิชาห์จาฮานต่อพระมเหสีมุมตัซ มาฮาล ที่สิ้นพระชนม์ขณะให้กำเนิดบุตรคนที่ 14

เริ่มสร้างในปี 1632 ระดมช่างฝีมือจากทั่วอินเดีย เปอร์เซีย ตุรกี และเอเชียกลาง ใช้หินอ่อนสีขาวเป็นวัสดุหลัก ประดับด้วยหินมีค่าตามลวดลายแบบเปอร์เซียและอิสลาม ทัชมาฮาลได้รับการยกย่องให้เป็น “อัญมณีแห่งศิลปะอิสลามในอินเดีย” และถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกในปี 1983

วิธีเดินทางไปทัชมาฮาล (เมืองอักรา)

  • เครื่องบิน
    บินจากเดลีไปลงสนามบิน Agra Airport ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง หรือบินจากมุมไบ/ชัยปุระก็ได้

  • รถไฟ
    ขึ้นจาก New Delhi Railway Station ไปลง Agra Cantt ใช้เวลาราว 2–3 ชั่วโมง แนะนำขบวนด่วนอย่าง Gatimaan Express หรือ Shatabdi Express

  • รถยนต์
    ขับจากเดลีไปอักราด้วยทางหลวง Yamuna Expressway ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

กิจกรรมในเมืองอักรา

  • ป้อมอักรา (Agra Fort)
    ป้อมหินทรายแดงขนาดใหญ่ ภายในมีทั้งพระราชวัง ห้องประชุม และสวนสวยๆ ให้เดินเล่น

  • ช้อปของที่ระลึก
    ตลาดท้องถิ่นจะมีงานหัตถกรรม ผ้าปักมือ งานหินอ่อนแกะสลัก และเครื่องประดับสไตล์อินเดียโบราณให้เลือกซื้อเพียบ

  • สวน Mehtab Bagh
    สวนริมแม่น้ำยมุนา ตั้งอยู่ตรงข้ามทัชมาฮาล พิกัดในฝันสำหรับชมวิวพระอาทิตย์ตกพร้อมฉากหลังเป็นทัชมาฮาลสุดโรแมนติก

9. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ – โรงแรมเบิร์จอัลอาหรับ (Burj Al Arab)

พูดถึงความหรูหราแบบสุดขีด ชื่อของ Burj Al Arab ต้องติดอันดับต้นๆ นี่คือโรงแรมระดับ 7 ดาวที่ขึ้นชื่อว่าหรูที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ตั้งอยู่บนเกาะเทียมกลางทะเล ห่างจากชายฝั่งจูไมราห์เพียง 280 เมตร ดีไซน์ภายนอกเป็นรูปใบเรือ ขณะที่ภายในเต็มไปด้วยทองคำ หินอ่อน และดีไซน์อลังการทุกตารางเมตร

โรงแรมนี้มีเพียง 202 ห้อง และทุกห้องเป็นสวีท มองเห็นวิวทะเลแบบพาโนรามา พร้อมบริการบัตเลอร์ 24 ชั่วโมง

ประสบการณ์หรูที่ไม่ควรพลาดใน Burj Al Arab

  • Al Mahara
    ห้องอาหารที่โอบล้อมด้วยอควาเรียมยักษ์ เสิร์ฟซีฟู้ดพรีเมียม

  • Al Muntaha
    ห้องอาหารบนชั้นบนสุด มองเห็นวิวเมืองดูไบทั้งเมือง อาหารสไตล์ฝรั่งเศสจัดเต็มทั้งหน้าตาและรสชาติ

  • Talise Spa & Skyview Wellness
    ห้องสปาบนชั้นสูงของโรงแรม มีทั้งทรีตเมนต์ ห้องอาบน้ำสไตล์อาหรับ และสระว่ายน้ำวิวทะเล

แขกของโรงแรมยังสามารถใช้บริการรถหรูอย่าง Rolls-Royce Phantom หรือเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวของโรงแรมได้ด้วย

ที่เที่ยวใกล้ๆ Burj Al Arab

  • แหล่งช้อปสุดหรู
    อาทิ Burj Khalifa และ Dubai Mall ใช้เวลาเดินทางแค่ราว 20 นาที เจอทั้งตึกสูงที่สุดในโลก และโชว์น้ำพุสุดอลังการ

  • Wild Wadi Waterpark
    สวนน้ำขนาดใหญ่ใกล้โรงแรม มีสไลเดอร์สูงเสียว และโซนสำหรับเด็ก เหมาะกับทุกวัย

  • หาดจูไมราห์ (Jumeirah Beach)
    หาดทรายขาว น้ำทะเลสีฟ้าใส กิจกรรมทางน้ำเพียบ เช่น เจ็ตสกี เหมาะกับการมาพักผ่อนแบบเต็มที่

10. เนเธอร์แลนด์ – กังหันลม (Windmill)

ภาพกังหันลมเรียงรายท่ามกลางทุ่งหญ้าและบ้านไม้สีเขียว คือภาพจำของเนเธอร์แลนด์ที่หลายคนคุ้นตา แต่กังหันลมที่นี่ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อความสวยงามเท่านั้น มันคือสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตและภูมิปัญญาชาวดัตช์ที่ใช้สู้กับปัญหาน้ำท่วม

ตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ชาวดัตช์ใช้กังหันลมช่วยสูบน้ำออกจากพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ก่อนจะพัฒนาไปใช้ในด้านอื่นๆ เช่น

  • โม่แป้งจากเมล็ดธัญพืช

  • ผลิตน้ำมัน

  • เลื่อยไม้

  • บดเครื่องเทศ

ปลายศตวรรษที่ 19 เคยมีบันทึกว่าเนเธอร์แลนด์มีกังหันลมมากกว่า 10,000 แห่ง ปัจจุบันแม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกล แต่ประเทศยังอนุรักษ์กังหันลมกว่า 1,000 แห่งเอาไว้ ให้กลายเป็นแลนด์มาร์คที่ใครมาเยือนก็ต้องแวะ

จุดเช็กอินกังหันลมยอดนิยม

  • ซานส์สคันส์ (Zaanse Schans)
    อยู่ใกล้อัมสเตอร์ดัม ใช้เวลาเดินทางราว 30–40 นาที มีทั้งกังหันลมหลากสี บ้านสไตล์ดัตช์โบราณ โรงทำชีส และสาธิตการทำรองเท้าไม้ เดินเล่นหรือถ่ายคอนเทนต์ได้แบบเพลินๆ

  • คินเดอร์ไดค์ (Kinderdijk)
    ใกล้ร็อตเตอร์ดัม จุดเด่นคือกังหันลมเรียงรายกว่า 19 ตัวท่ามกลางวิวธรรมชาติ มีบริการล่องเรือและทางจักรยานเลียบคลอง บรรยากาศโรแมนติกสุด และยังเป็นมรดกโลกของยูเนสโก

  • ชีดัม (Schiedam)
    เมืองที่มีกังหันลมสูงที่สุดในโลก กังหันที่นี่สูงกว่า 33 เมตร และใช้เป็นโรงกลั่นเหล้าจิน เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมด้วย

ปิดทริป: ทำไมต้องออกไปตามหาแลนด์มาร์คด้วยตัวเอง

การเดินทางไปเยือนแลนด์มาร์คโลก ไม่ใช่แค่การไป “ถ่ายรูปแล้วกลับ” แต่คือการได้เห็นวิธีคิดของผู้คนในแต่ละยุค ได้สัมผัสวัฒนธรรมที่ต่างออกไป และได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับชีวิตตัวเอง

  • คุณจะเข้าใจประวัติศาสตร์มากกว่าที่อ่านในหนังสือ

  • คุณจะได้เห็นวิถีชีวิตจริงๆ ของผู้คนในแต่ละเมือง

  • คุณจะมีความทรงจำที่กลับมานึกถึงเมื่อไหร่ก็ยิ้มออกได้เสมอ

สุดท้าย ลองถามตัวเองเล่นๆ ว่า… จาก 10 แลนด์มาร์คนี้ คุณไปมาแล้วกี่แห่ง และที่ไหนคือ The Best Landmark ในใจคุณ?