เปิดลิสต์แลนด์มาร์ครอบโลก ที่ต้องไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง
แนวคิดของการ “ตระเวนเที่ยวรอบโลก” ไม่ได้มีแค่การเก็บตราประทับในพาสปอร์ต แต่คือการสะสมความทรงจำ เปิดมุมมองใหม่ และได้ยืนอยู่ต่อหน้าสิ่งก่อสร้างและวิวระดับตำนานที่เคยเห็นแค่ในรูปหรือในหนังมาก่อน
แลนด์มาร์คแต่ละแห่งไม่ใช่แค่สวย แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องราว ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความเชื่อของผู้คนในพื้นที่นั้นๆ จนกลายเป็น “หมุดหมายในฝัน” ที่ใครๆ ก็อยากไปเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต
มาไล่เช็กอินทีละที่ แล้วดูสิว่าตอนนี้คุณเก็บไปครบกี่แห่งแล้ว

1. จีน – กำแพงเมืองจีน (Great Wall)
แค่พูดชื่อ “กำแพงเมืองจีน” ภาพกำแพงหินทอดยาวไปตามแนวเขาก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที นี่คือหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่และโด่งดังที่สุดของโลก ความยาวกว่า 21,000 กิโลเมตร พาดผ่านภูเขา หุบเขา ไปจนถึงทะเลทราย
กำแพงแห่งนี้สะท้อนทั้งพลัง ความสามัคคี และภูมิปัญญาของชาวจีน ตั้งแต่ยุคที่ยังเป็นรัฐอิสระ ก่อนจะถูกรวบรวมและเชื่อมต่อกันในสมัยจักรพรรดิฉินสื่อหวง และได้รับการซ่อมแซมครั้งใหญ่ในสมัยราชวงศ์หมิง จนกลายเป็นโฉมหน้าที่เราเห็นในปัจจุบัน
ด้วยความยิ่งใหญ่อลังการ ทำให้กำแพงเมืองจีนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม และยังติดโผ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ อีกด้วย
เส้นทางยอดฮิตบนกำแพงเมืองจีน
ปาต๋าหลิง (Badaling)
จุดยอดนิยมที่สุด เดินทางจากปักกิ่งเพียงราว 70 กม. มีระบบขนส่งและเคเบิลคาร์ครบ เหมาะสำหรับมือใหม่ ครอบครัว หรือคนที่อยากมาครั้งแรกแล้วได้เห็นภาพจำแบบโปสเตอร์มู่เถียนอวี่ (Mutianyu)
สายธรรมชาติจะต้องหลงรัก เพราะวิวเต็มไปด้วยป่าเขียวชอุ่ม ผู้คนไม่แน่นมาก บรรยากาศสงบ ไฮไลต์คือสไลเดอร์ Toboggan เลื่อนลงจากเขาแบบสนุกๆ ได้ทั้งวิวและความมันส์จินซานหลิ่ง (Jinshanling)
ทางเดินค่อนข้างท้าทาย เหมาะกับสายแอดเวนเจอร์และสายคอนเทนต์ เพราะมุมถ่ายรูปสวยเยอะ แต่คนไม่พลุกพล่าน แถมยังเต็มไปด้วยเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ซือหม่าไถ (Simatai)
คนชอบบรรยากาศกลางคืนต้องเล็งที่นี่ เพราะเป็นโซนที่เปิดให้เที่ยวตอนค่ำ แสงไฟเรียงรายไปตามแนวสะพานและกำแพง ให้ฟีลลึกลับ นุ่มนวล และเงียบสงบแบบ Hidden Gem ของจริง
เคล็ดลับเตรียมตัว
เลือกเส้นทางให้เหมาะกับสภาพร่างกายและสไตล์การเที่ยว
เตรียมรองเท้าเดินเขา แว่นกันแดด หมวก น้ำดื่ม และอุปกรณ์ถ่ายรูปให้พร้อม
แนะนำให้ไปเช้าๆ และหลีกเลี่ยงวันหยุดหรือช่วงไฮซีซัน เพราะคนเยอะมาก

2. ฝรั่งเศส – หอไอเฟล (Eiffel Tower)
ปารีส เมืองแห่งแฟชั่น ศิลปะ และความโรแมนติก ถ้าพูดถึงสัญลักษณ์ของฝรั่งเศส ชื่อที่ทุกคนพูดตรงกันแทบจะพร้อมกันคือ “หอไอเฟล”
หอเหล็กสูงกว่า 300 เมตรริมแม่น้ำแซนแห่งนี้ เคยถูกมองว่าแปลกประหลาดและไม่สวยงามในยุคแรกที่สร้างขึ้น เพื่อใช้เฉลิมฉลองงานแสดงโลกในปี 1889 ครบรอบ 100 ปีการปฏิวัติฝรั่งเศส แต่เวลาพิสูจน์แล้วว่ามันกลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คที่โด่งดังที่สุดของโลก
จุดเช็กอินรอบหอไอเฟล
จัตุรัสทรอกาเดโร (Place du Trocadéro)
ลานกว้างพร้อมน้ำพุ เป็นจุดชมวิวหอไอเฟลที่สวยแบบโปสเตอร์ ยิ่งช่วงพระอาทิตย์ตกและตอนกลางคืนที่หอไอเฟลเปิดไฟ บรรยากาศโรแมนติกมากล่องเรือแม่น้ำแซน (Seine River Cruise)
นั่งเรือชมวิวผ่านแลนด์มาร์คสำคัญทั้งหอไอเฟล พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ฯลฯ กลางคืนจะเห็นไฟเมืองระยิบระยับ มีทั้งทริปปกติและดินเนอร์สุดหรูบนเรือ58 Tour Eiffel
ร้านอาหารบนชั้น 1 ของหอไอเฟล ชมวิวปารีสแบบพาโนรามาขณะรับประทานอาหารสไตล์ฝรั่งเศส ใครอยากมาสัมผัสโมเมนต์นี้ควรจองล่วงหน้า เพราะแน่นมากLe Champ de Mars
ย่านใกล้สวนช็องเดอมาร์ส เต็มไปด้วยร้านอาหารบรรยากาศอบอุ่น เสิร์ฟเมนูฝรั่งเศสสุดคลาสสิกอย่างสเต็กฟริต ซุปหัวหอม และเครป

3. สหรัฐอเมริกา – เทพีเสรีภาพ (Statue of Liberty)
ถ้าพูดถึงสัญลักษณ์ความเป็นอเมริกันภาพแรกๆ ที่โผล่ขึ้นมา ต้องมี “เทพีเสรีภาพ” อยู่ในนั้นแน่นอน อนุสาวรีย์สีเขียวริมอ่าวนิวยอร์กนี้ไม่ได้ยิ่งใหญ่แค่ขนาด แต่เต็มไปด้วยความหมายเชิงสัญลักษณ์ ทั้งเรื่องเสรีภาพ ความเท่าเทียม และความหวัง
รูปปั้นนี้เป็นของขวัญจากฝรั่งเศส มอบให้สหรัฐฯ ในปี 1886 เพื่อฉลองครบ 100 ปีการประกาศอิสรภาพของอเมริกา แสดงถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นของสองประเทศ
ตัวโครงสร้างภายในออกแบบโดย กุสตาฟ ไอเฟล คนเดียวกับที่ออกแบบหอไอเฟล น้ำหนักกว่า 225 ตัน สูงรวมฐานราว 93 เมตร และองค์ประกอบแต่ละส่วนมีความหมาย เช่น
คบเพลิง = แสงแห่งอิสรภาพ
แผ่นจารึก = วันที่ประกาศอิสรภาพของอเมริกา
เท้าที่ยกทับโซ่ขาด = การปลดปล่อยจากพันธนาการ
วิธีเดินทางไปชมเทพีเสรีภาพ
เริ่มจากแมนฮัตตัน นั่งรถไฟใต้ดินสาย 1, R หรือ 4/5 ลงสถานี South Ferry หรือ Bowling Green
เดินต่อประมาณ 5 นาทีถึงท่าเรือที่ Battery Park
ซื้อตั๋วเรือของ Statue City Cruises แนะนำให้จองล่วงหน้าเพื่อลดเวลาต่อคิว
รูปแบบตั๋วหลักๆ มีสองแบบ:
แบบปกติ: เดินชมรอบเกาะและพิพิธภัณฑ์
แบบพิเศษ: ขึ้นไปยังจุดชมวิวบริเวณมงกุฎของเทพี (ต้องจองล่วงหน้าค่อนข้างนาน เพราะฮอตมาก)
กิจกรรมเด็ดในนิวยอร์กที่ไม่ควรพลาด
เดินเล่นใน Central Park
สวนสาธารณะยักษ์กลางเมือง เป็นทั้งที่ชิล ปิกนิก ปั่นเรือ ชมวิวธรรมชาติ และดูวิถีชีวิตคนเมืองนิวยอร์กพิพิธภัณฑ์ระดับโลก
เช่น The Met, MoMA, American Museum of Natural History แหล่งรวมงานศิลปะและประวัติศาสตร์จากทั่วโลก แถมดีไซน์นิทรรศการยังดึงดูดสายคอนเทนต์สุดๆชมบรอดเวย์
นิวยอร์กคือศูนย์กลางละครเวทีของโลก การได้ดูโชว์สักเรื่องคือประสบการณ์ที่คุณจะไม่มีวันลืม ทั้งแสง สี เสียง และการแสดงระดับตำนานช้อป & ตะลุยย่านสุดชิค
ไม่ว่าจะสายแฟชั่นใน Fifth Avenue หรือสายชิลล์และฮิปใน Greenwich Village ที่เต็มไปด้วยคาเฟ่ ร้านอาหาร และงานศิลปะเท่ๆ

4. บราซิล – รูปปั้นพระเยซูคริสต์ (Christ the Redeemer)
รูปปั้นพระเยซูคริสต์กางพระหัตถ์บนยอดเขาโคร์โกวาดู คือภาพจำของเมืองรีโอเดจาเนโรและของบราซิลทั้งประเทศ สื่อถึงความศรัทธา ความสงบ และมรดกทางวัฒนธรรมของชาวคริสต์ในบราซิลได้อย่างทรงพลัง
เปิดสร้างปี 1926 เสร็จปี 1931 ออกแบบโดยวิศวกรชาวบราซิล Heitor da Silva Costa ร่วมกับประติมากรชาวฝรั่งเศส Paul Landowski ใช้หินสบู่เป็นวัสดุหลัก ความสูงรวมฐานประมาณ 38 เมตร และได้รับการยกให้เป็นหนึ่งใน เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่
วิธีขึ้นยอดเขาโคร์โกวาดู
รถไฟฟ้า Corcovado Train
วิธีสุดคลาสสิกและได้รับความนิยมที่สุด วิ่งผ่านผืนป่าฝนเขียวชอุ่มในอุทยานแห่งชาติ Tijuca ชมวิวระหว่างทางแบบเต็มอิ่มและนั่งสบายถึงจุดชมวิวบนยอดเขารถตู้บริการอย่างเป็นทางการ
มีจุดขึ้นหลายแห่ง เช่น Barra da Tijuca, Largo do Machado, Copacabana เป็นตัวเลือกที่สะดวก ปลอดภัย และจัดการง่ายเดินป่า ปีนเขา
สายปีนเขาห้ามพลาด เส้นทางจาก Parque Lage ใช้เวลาเดินประมาณ 2–3 ชั่วโมง ระหว่างทางได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติเต็มที่
ที่เที่ยวห้ามพลาดในรีโอเดจาเนโร
หาดโคปาคาบานา (Copacabana Beach)
ชายหาดระดับโลกที่คึกคักทั้งวัน ทั้งเดินเล่น ปิกนิก อาบแดด เล่นวอลเลย์บอลริมหาดหาดอิปาเนมา (Ipanema Beach)
ขึ้นชื่อเรื่องผู้คนสุดเก๋ บรรยากาศดี หาดสะอาด วิวภูเขาตัดกับทะเล มีร้านอาหารดังให้ลองเขาชูการ์โลฟ (Sugarloaf Mountain)
ขึ้นกระเช้าชมวิวเมืองและแนวชายฝั่งแอตแลนติกจากมุมสูง วิวอลังการไม่แพ้ยอดเขาอื่นเทศกาลคาร์นิวัล (Rio Carnival)
ถ้ามาช่วงต้นปี จะเจอกับงานคาร์นิวัลระดับโลก ดนตรีซัมบ้า ขบวนพาเหรดสีสันจัดเต็ม เมืองทั้งเมืองกลายเป็นเวทีใหญ่

5. อังกฤษ – บิ๊กเบน (Big Ben)
แค่เห็นหอนาฬิกาสูงตระหง่านริมแม่น้ำเทมส์ ก็รู้ทันทีว่า “นี่คือลอนดอน” บิ๊กเบนกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติอังกฤษไปแล้ว แม้ชื่อจริงๆ จะเป็นชื่อของระฆังภายใน ไม่ใช่ตัวหอคอยก็ตาม
หอนาฬิกาสไตล์นีโอโกธิกแห่งนี้ตั้งเคียงข้างพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ เป็นหนึ่งในภาพจำที่บอกโลกว่าอังกฤษเป็นชาติที่ทั้งทรงอำนาจและมีเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์อย่างมาก
แลนด์มาร์คใกล้บิ๊กเบนที่ต้องไปเก็บให้ครบ
พระราชวังเวสต์มินสเตอร์ (Houses of Parliament)
อาคารรัฐสภาสไตล์โกธิกที่สวยจัด อยู่ระดับต้นๆ ของโลก และเป็นศูนย์รวมการตัดสินใจเรื่องใหญ่ของประเทศอังกฤษสะพานเวสต์มินสเตอร์ (Westminster Bridge)
จุดถ่ายรูปยอดฮิต มองเห็นทั้งบิ๊กเบน แม่น้ำเทมส์ และวิวเมืองแบบลงตัวสุดๆลอนดอนอาย (The London Eye)
ชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์ริมแม่น้ำเทมส์ นั่งหนึ่งรอบได้วิว 360 องศาของลอนดอนแบบจุใจเวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ (Westminster Abbey)
โบสถ์เก่าแก่ที่ใช้ประกอบพิธีสำคัญของราชวงศ์อังกฤษ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ใครชอบสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ต้องไม่พลาด
กิจกรรมชิคๆ ในลอนดอน
จิบ Afternoon Tea สไตล์อังกฤษ
สัมผัสวัฒนธรรมชาแบบดั้งเดิมในร้านสุดคลาสสิก เช่น Fortnum & Mason หรือ The Ritzช้อปปิ้งในย่านดัง
Oxford Street สำหรับสายแฟชั่น
Covent Garden สำหรับสายชิลล์ ชอบเดินเล่นดูโชว์ริมถนน
Camden Market สำหรับสายติสท์ รักงานศิลปะและของวินเทจ
พิพิธภัณฑ์เข้าฟรี
ทั้ง British Museum และ Natural History Museum เปิดให้ชมฟรี ภายในเต็มไปด้วยวัตถุทรงคุณค่าและเรื่องราวจากทั่วโลก แถมจัดโซนได้น่าเดินมาก

6. รัสเซีย – จัตุรัสแดง (Red Square)
รัสเซียคือประเทศมหาอำนาจที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์เข้มข้น และ “จัตุรัสแดง” ก็เป็นหัวใจสำคัญทั้งด้านการเมือง ศาสนา จิตวิญญาณ และวัฒนธรรมของที่นี่
โดมทรงหัวหอมหลากสีเหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยาย ทำให้พื้นที่นี้โดดเด่นอย่างไม่มีที่ไหนเหมือน เดิมทีจัตุรัสแดงเป็นลานกิจกรรมของประชาชน ตั้งแต่ตลาด งานศาสนา ไปจนถึงการประกาศพระราชโองการ ก่อนจะถูกพัฒนามาเป็นศูนย์กลางสำคัญของมอสโก และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก
จุดแวะรอบจัตุรัสแดง
พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติรัสเซีย
โชว์เรื่องราวของรัสเซียตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผ่านวัตถุจัดแสดงหลากหลายมหาวิหารเซนต์บาซิล
โดมสีสันสดใสสุดไอคอนิก สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะในสงครามสมัยพระเจ้าซาร์อีวานที่ 4ห้าง GUM (Gosudarstvenny Universalny Magazin)
ห้างหรูเก่าแก่ที่โดดเด่นด้วยหลังคากระจกโค้ง บรรยากาศคลาสสิกมาก
วิธีเดินทางมาจัตุรัสแดง
นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินมาลงสถานี Okhotny Ryad, Teatralnaya หรือ Ploshchad Revolyutsii
จากนั้นเดินต่อราว 5–10 นาที ระหว่างทางเต็มไปด้วยคาเฟ่ ร้านอาหาร และมุมถ่ายรูปสวยๆ
ทำอะไรได้บ้างในมอสโก
เดินช้อป Arbat Street
ถนนคนเดินเก่าแก่ มีร้านขายของที่ระลึก ศิลปินเปิดหมวก และคาเฟ่ชิคๆ สไตล์ยุโรปตะวันออกชมงานศิลป์ที่ Tretyakov Gallery
แหล่งรวมผลงานศิลปะของรัสเซียตั้งแต่ยุคกลางจนถึงปัจจุบัน สายอาร์ตต้องเหลือเวลาให้ที่นี่ดูโชว์ที่โรงละครบอลชอย (Bolshoi Theatre)
โรงละครหรูหราที่ขึ้นชื่อเรื่องโอเปราและบัลเลต์ การตกแต่งภายในงดงามแบบราชวงศ์

7. อิตาลี – หอเอนเมืองปิซา (Leaning Tower of Pisa)
ใครจะคิดว่าความผิดพลาดทางวิศวกรรมจะกลายเป็นแลนด์มาร์คระดับโลก “หอเอนเมืองปิซา” คือหอระฆังหินอ่อนที่เอนแต่กลับยืนหยัดอยู่ได้อย่างสง่างาม และดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
เริ่มสร้างในปี 1173 ใช้เวลาร่วม 199 ปี เพื่อให้เป็นหอระฆังของมหาวิหารปิซา ดินด้านใต้มีลักษณะเป็นดินเลนและทราย ทำให้ฐานอ่อนตัวจนหอคอยเอน แต่ช่างยังคงสร้างต่อพร้อมเสริมโครงสร้างให้มั่นคง จนอยู่รอดผ่านทั้งสงคราม แผ่นดินไหว และกาลเวลายาวนาน ก่อนจะมีการปรับปรุงเพิ่มเติมในปี 2001 ให้แข็งแรงขึ้นจนเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมวิวได้อย่างปลอดภัย
ที่เที่ยวรอบหอเอนเมืองปิซา
Camposanto Monumentale
สุสานโบราณที่เชื่อว่าใช้ดินจากนครเยรูซาเล็ม มีจิตรกรรมฝาผนังยุคกลางที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์มหาวิหารปิซา (Pisa Cathedral)
โบสถ์สไตล์โรมันเนสก์ใช้หินอ่อนตกแต่งอย่างประณีต รายละเอียดการแกะสลักสวยจนต้องยืนดูนานๆอาคารบัปติสตรี (Baptistery of St. John)
อาคารทรงกลมที่ใช้ประกอบพิธีศีลจุ่ม การออกแบบทำให้เสียงภายในก้องสะท้อน เพิ่มความขลังระหว่างพิธีกรรม
ร้านอาหารน่าโดนในปิซา
Pizzeria Il Montino
พิซซ่าต้นตำรับเตาถ่าน เปิดมานาน หน้าเด็ดคือชีสสดกับพาร์มาแฮมOsteria di Culegna
ร้านเล็กๆ แต่รสชาติใหญ่เกินตัว เมนูโฮมเมดสไตล์ทัสคานี เช่น พาสต้าทรัฟเฟิล ราวิโอลี และเนื้อย่างซอสไวน์แดงRistorante La Buca
โรแมนติกริมแม่น้ำ Arno เด่นเรื่องไวน์และซีฟู้ดสด เหมาะกับมื้อพิเศษแบบเรียบหรู

8. อินเดีย – ทัชมาฮาล (Taj Mahal)
ทัชมาฮาล คือสัญลักษณ์แห่งความรักที่ถูกเล่าขานไม่รู้จบ ทั้งความสวยงามของสถาปัตยกรรมและตำนานความรักของจักรพรรดิชาห์จาฮานต่อพระมเหสีมุมตัซ มาฮาล ที่สิ้นพระชนม์ขณะให้กำเนิดบุตรคนที่ 14
เริ่มสร้างในปี 1632 ระดมช่างฝีมือจากทั่วอินเดีย เปอร์เซีย ตุรกี และเอเชียกลาง ใช้หินอ่อนสีขาวเป็นวัสดุหลัก ประดับด้วยหินมีค่าตามลวดลายแบบเปอร์เซียและอิสลาม ทัชมาฮาลได้รับการยกย่องให้เป็น “อัญมณีแห่งศิลปะอิสลามในอินเดีย” และถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกในปี 1983
วิธีเดินทางไปทัชมาฮาล (เมืองอักรา)
เครื่องบิน
บินจากเดลีไปลงสนามบิน Agra Airport ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง หรือบินจากมุมไบ/ชัยปุระก็ได้รถไฟ
ขึ้นจาก New Delhi Railway Station ไปลง Agra Cantt ใช้เวลาราว 2–3 ชั่วโมง แนะนำขบวนด่วนอย่าง Gatimaan Express หรือ Shatabdi Expressรถยนต์
ขับจากเดลีไปอักราด้วยทางหลวง Yamuna Expressway ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
กิจกรรมในเมืองอักรา
ป้อมอักรา (Agra Fort)
ป้อมหินทรายแดงขนาดใหญ่ ภายในมีทั้งพระราชวัง ห้องประชุม และสวนสวยๆ ให้เดินเล่นช้อปของที่ระลึก
ตลาดท้องถิ่นจะมีงานหัตถกรรม ผ้าปักมือ งานหินอ่อนแกะสลัก และเครื่องประดับสไตล์อินเดียโบราณให้เลือกซื้อเพียบสวน Mehtab Bagh
สวนริมแม่น้ำยมุนา ตั้งอยู่ตรงข้ามทัชมาฮาล พิกัดในฝันสำหรับชมวิวพระอาทิตย์ตกพร้อมฉากหลังเป็นทัชมาฮาลสุดโรแมนติก

9. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ – โรงแรมเบิร์จอัลอาหรับ (Burj Al Arab)
พูดถึงความหรูหราแบบสุดขีด ชื่อของ Burj Al Arab ต้องติดอันดับต้นๆ นี่คือโรงแรมระดับ 7 ดาวที่ขึ้นชื่อว่าหรูที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ตั้งอยู่บนเกาะเทียมกลางทะเล ห่างจากชายฝั่งจูไมราห์เพียง 280 เมตร ดีไซน์ภายนอกเป็นรูปใบเรือ ขณะที่ภายในเต็มไปด้วยทองคำ หินอ่อน และดีไซน์อลังการทุกตารางเมตร
โรงแรมนี้มีเพียง 202 ห้อง และทุกห้องเป็นสวีท มองเห็นวิวทะเลแบบพาโนรามา พร้อมบริการบัตเลอร์ 24 ชั่วโมง
ประสบการณ์หรูที่ไม่ควรพลาดใน Burj Al Arab
Al Mahara
ห้องอาหารที่โอบล้อมด้วยอควาเรียมยักษ์ เสิร์ฟซีฟู้ดพรีเมียมAl Muntaha
ห้องอาหารบนชั้นบนสุด มองเห็นวิวเมืองดูไบทั้งเมือง อาหารสไตล์ฝรั่งเศสจัดเต็มทั้งหน้าตาและรสชาติTalise Spa & Skyview Wellness
ห้องสปาบนชั้นสูงของโรงแรม มีทั้งทรีตเมนต์ ห้องอาบน้ำสไตล์อาหรับ และสระว่ายน้ำวิวทะเล
แขกของโรงแรมยังสามารถใช้บริการรถหรูอย่าง Rolls-Royce Phantom หรือเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวของโรงแรมได้ด้วย
ที่เที่ยวใกล้ๆ Burj Al Arab
แหล่งช้อปสุดหรู
อาทิ Burj Khalifa และ Dubai Mall ใช้เวลาเดินทางแค่ราว 20 นาที เจอทั้งตึกสูงที่สุดในโลก และโชว์น้ำพุสุดอลังการWild Wadi Waterpark
สวนน้ำขนาดใหญ่ใกล้โรงแรม มีสไลเดอร์สูงเสียว และโซนสำหรับเด็ก เหมาะกับทุกวัยหาดจูไมราห์ (Jumeirah Beach)
หาดทรายขาว น้ำทะเลสีฟ้าใส กิจกรรมทางน้ำเพียบ เช่น เจ็ตสกี เหมาะกับการมาพักผ่อนแบบเต็มที่

10. เนเธอร์แลนด์ – กังหันลม (Windmill)
ภาพกังหันลมเรียงรายท่ามกลางทุ่งหญ้าและบ้านไม้สีเขียว คือภาพจำของเนเธอร์แลนด์ที่หลายคนคุ้นตา แต่กังหันลมที่นี่ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อความสวยงามเท่านั้น มันคือสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตและภูมิปัญญาชาวดัตช์ที่ใช้สู้กับปัญหาน้ำท่วม
ตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ชาวดัตช์ใช้กังหันลมช่วยสูบน้ำออกจากพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ก่อนจะพัฒนาไปใช้ในด้านอื่นๆ เช่น
โม่แป้งจากเมล็ดธัญพืช
ผลิตน้ำมัน
เลื่อยไม้
บดเครื่องเทศ
ปลายศตวรรษที่ 19 เคยมีบันทึกว่าเนเธอร์แลนด์มีกังหันลมมากกว่า 10,000 แห่ง ปัจจุบันแม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกล แต่ประเทศยังอนุรักษ์กังหันลมกว่า 1,000 แห่งเอาไว้ ให้กลายเป็นแลนด์มาร์คที่ใครมาเยือนก็ต้องแวะ
จุดเช็กอินกังหันลมยอดนิยม
ซานส์สคันส์ (Zaanse Schans)
อยู่ใกล้อัมสเตอร์ดัม ใช้เวลาเดินทางราว 30–40 นาที มีทั้งกังหันลมหลากสี บ้านสไตล์ดัตช์โบราณ โรงทำชีส และสาธิตการทำรองเท้าไม้ เดินเล่นหรือถ่ายคอนเทนต์ได้แบบเพลินๆคินเดอร์ไดค์ (Kinderdijk)
ใกล้ร็อตเตอร์ดัม จุดเด่นคือกังหันลมเรียงรายกว่า 19 ตัวท่ามกลางวิวธรรมชาติ มีบริการล่องเรือและทางจักรยานเลียบคลอง บรรยากาศโรแมนติกสุด และยังเป็นมรดกโลกของยูเนสโกชีดัม (Schiedam)
เมืองที่มีกังหันลมสูงที่สุดในโลก กังหันที่นี่สูงกว่า 33 เมตร และใช้เป็นโรงกลั่นเหล้าจิน เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมด้วย

ปิดทริป: ทำไมต้องออกไปตามหาแลนด์มาร์คด้วยตัวเอง
การเดินทางไปเยือนแลนด์มาร์คโลก ไม่ใช่แค่การไป “ถ่ายรูปแล้วกลับ” แต่คือการได้เห็นวิธีคิดของผู้คนในแต่ละยุค ได้สัมผัสวัฒนธรรมที่ต่างออกไป และได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับชีวิตตัวเอง
คุณจะเข้าใจประวัติศาสตร์มากกว่าที่อ่านในหนังสือ
คุณจะได้เห็นวิถีชีวิตจริงๆ ของผู้คนในแต่ละเมือง
คุณจะมีความทรงจำที่กลับมานึกถึงเมื่อไหร่ก็ยิ้มออกได้เสมอ
สุดท้าย ลองถามตัวเองเล่นๆ ว่า… จาก 10 แลนด์มาร์คนี้ คุณไปมาแล้วกี่แห่ง และที่ไหนคือ The Best Landmark ในใจคุณ?

