รับแอปรับแอป

เดนมาร์กสั่งห้ามเด็กต่ำกว่า 15 เล่นโซเชียลฯ: จุดเปลี่ยนใหญ่ที่พ่อแม่ยุคดิจิทัลห้ามมองข้าม

นรินทร์ ชัยกิจ01-31

เด็กยังอ่านหนังสือไม่คล่อง แต่มี TikTok แล้ว?

ในยุคที่เด็กจำนวนมากมีบัญชี TikTok ก่อนจะอ่านออกเขียนได้คล่อง และเติบโตมากับยอดไลก์แทนเสียงปรบมือจริง เดนมาร์กกำลังพลิกเกมความสัมพันธ์ระหว่าง เทคโนโลยี–เด็ก–สังคม แบบไม่เกรงใจใคร

รัฐบาลเดนมาร์กเพิ่งผ่านกฎหมายใหม่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนทั่ววงการดิจิทัล กำหนดให้ เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีถูกห้ามเข้าถึงโซเชียลมีเดียโดยตรง

  • เด็กอายุ ต่ำกว่า 13 ปี: ห้ามใช้โซเชียลฯ โดยสิ้นเชิง

  • เด็กอายุ 13–14 ปี: ใช้ได้เฉพาะบางแพลตฟอร์ม และต้องผ่านการประเมินและยินยอมจากผู้ปกครอง

ทั้งหมดนี้มีจุดหมายเดียวกันคือ ปกป้องวัยเยาว์จากเนื้อหาอันตราย แรงกดดันทางดิจิทัล และผลกระทบด้านสุขภาพจิต ที่กำลังกัดกินคนรุ่นใหม่อย่างเงียบ ๆ

เมื่อโซเชียลฯ ไม่ใช่สนามเด็กเล่นอีกต่อไป

กฎหมายเดนมาร์กไม่ได้พูดลอย ๆ แต่ล็อกเป้าตรงไปที่แพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง TikTok, Snapchat, YouTube และ Instagram ซึ่งวันนี้แทบจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเด็กและวัยรุ่นเดนมาร์ก

ที่น่ากังวลคือ ก่อนออกกฎหมาย รัฐบาลพบว่า มีเด็กต่ำกว่า 13 ปีจำนวนมากเปิดบัญชีเล่นโซเชียลฯ ทั้งที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และยังไม่พร้อมใช้วิจารณญาณรับมือโลกออนไลน์ที่เต็มไปด้วยการเปรียบเทียบ ข่าวลวง และคอนเทนต์สุดโต่ง

ดังนั้น การที่เดนมาร์กลุกขึ้นมาตั้ง “กรอบ” จึงไม่ใช่แค่เรื่องความเข้มงวด แต่นี่คือหนึ่งในมาตรการที่ ชัดที่สุดและแรงที่สุดในสหภาพยุโรป

เดนมาร์กไม่เพียงห้ามเข้าถึงเท่านั้น แต่ยังบังคับให้แพลตฟอร์มต้องใช้ระบบ ตรวจสอบอายุผู้ใช้งาน (Age Verification) ตามมาตรฐาน EU Digital Services Act (DSA) แบบจริงจัง ไม่ใช่แค่ติ๊ก “ฉันอายุเกิน 13” แล้วจบ

ภายใต้กฎหมาย Digital Services Act (DSA) ของสหภาพยุโรป แพลตฟอร์มต้องจัดให้มีระบบตรวจสอบอายุที่

  • ยืนยันได้ว่าผู้ใช้มีอายุตามเกณฑ์ขั้นต่ำ (เช่น 18 ปีขึ้นไป)

  • ไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเกินจำเป็น

  • ออกแบบโดยยึดหลัก Privacy by Design คือคิดเรื่องความเป็นส่วนตัวตั้งแต่ขั้นออกแบบระบบ

Age Certificate: กระเป๋าเงินดิจิทัลไม่ใช่แค่ไว้จ่ายเงิน

คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เดินเกมต่อด้วยการทดลองระบบยืนยันอายุรูปแบบใหม่ ผ่าน แอปกระเป๋าเงินดิจิทัล (wallet-based user app)

ระบบนี้จะออก “ใบรับรองอายุ” (Age Certificate) ให้ผู้ใช้ โดยอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น

  • บัตรประชาชนอิเล็กทรอนิกส์ (e-ID)

  • ข้อมูลยืนยันตัวตนจากธนาคาร (KYC)

ทั้งหมดออกแบบบนมาตรฐานแบบ โอเพ่นซอร์ส เพื่อให้ตรวจสอบได้ โปร่งใส และไม่ผูกขาดอยู่ในมือบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

ในเฟสแรก ระบบนี้ถูกนำร่องใน 5 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ได้แก่

  • เดนมาร์ก

  • ฝรั่งเศส

  • กรีซ

  • อิตาลี

  • สเปน

กลุ่มนี้จะเป็นด่านหน้าในการทดลองเทคโนโลยีตรวจสอบอายุอัจฉริยะ ก่อนขยายไปใช้ในวงกว้างทั่วภูมิภาค

DSA: กดติ๊กอย่างเดียว ไม่พอแล้ว

กฎหมาย DSA กำหนดชัดว่า แพลตฟอร์มต้องมีมาตรการคุ้มครองผู้เยาว์ที่ ได้สัดส่วนและเหมาะสม ไม่ใช่แค่ถามอายุผ่านหน้าจอแล้วให้ผู้ใช้ “เดาเลข” เอง

ระบบยืนยันอายุยุคใหม่ต้อง:

  • มีประสิทธิภาพมากกว่าการให้ผู้ใช้กดยอมรับ

  • รักษาสมดุลระหว่าง การยืนยันอายุที่ได้ผล กับ การไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัว

  • หลีกเลี่ยงการเก็บข้อมูลส่วนเกินที่ไม่จำเป็น

หากแพลตฟอร์มไม่ทำตามกติกา ก็เตรียมรับโทษหนักระดับ ปรับสูงสุด 6% ของรายได้รวมทั่วโลกต่อปี ซึ่งสำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ นี่ไม่ใช่เงินก้อนเล็ก ๆ อีกต่อไป

ตอนนี้ระบบตรวจสอบอายุใหม่กำลังอยู่ในช่วงทดลองใช้ใน 5 ประเทศนำร่อง และเตรียมขยายไปยังประเทศสมาชิกอื่นภายในปี 2026 โดยเชื่อมเข้ากับ EU Digital Identity Wallet เพื่อทำให้การยืนยันตัวตนและอายุในยุโรปมีความต่อเนื่อง ปลอดภัย และควบคุมได้มากขึ้น

อย่างไรก็ดี รายละเอียดการบังคับใช้ในเดนมาร์กเองยังมีคำถาม โดยเฉพาะเรื่อง “ช่องโหว่” ทางเทคโนโลยี ที่เด็กอายุต่ำกว่ากำหนดอาจเล็ดลอดเข้ามาได้

แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ยุคแห่งการปล่อยปละละเลยบนโลกออนไลน์กำลังจะจบลง เด็กจะไม่ได้เดินอยู่ในทางดิจิทัลที่ไร้รั้วกันอีกต่อไป

การเมือง–สังคม และการกล้าเผชิญหน้าบริษัทเทคยักษ์ใหญ่

สิ่งที่น่าสนใจคือ กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เกิดจากการผลักดันของฝ่ายการเมืองเพียงขั้วใดขั้วหนึ่ง แต่เป็น ฉันทามติร่วมกันของเกือบทุกพรรคการเมืองในเดนมาร์ก ว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องมีกฎกติกาจริงจังเพื่อคุ้มครองเยาวชนจากภัยดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายซ้ายบางส่วนก็ยังตั้งคำถามว่าการให้ผู้ปกครองมีสิทธิ์อนุญาตให้เด็กอายุ 13–14 ปี ใช้โซเชียลฯ บางแพลตฟอร์มได้ อาจยังไม่เพียงพอในโลกที่ซับซ้อนเกินกว่าผู้ใหญ่จะควบคุมทุกอย่างได้จริง

แม้จะมีเสียงวิจารณ์ แต่เดนมาร์กไม่ได้ลังเล และยังคงเดินหน้าตามแนวทางเดิมอย่างมั่นคง

ประเทศนี้กลายเป็นหนึ่งในผู้นำเทรนด์โลก ต่อจากออสเตรเลียที่เพิ่งออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้สื่อสังคมออนไลน์ สะท้อนถึงกระแสใหม่ที่รัฐบาลเริ่ม กล้าท้าทายอำนาจบริษัทยักษ์ใหญ่ในซิลิคอนวัลเลย์ ที่มักพูดถึง “เสรีภาพดิจิทัล” แต่เบื้องหลังคือการเก็บเกี่ยวกำไรจากข้อมูลและพฤติกรรมของเด็ก ๆ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลของเดนมาร์ก Caroline Stage Olsen เคยกล่าวไว้อย่างแหลมคมว่า

“บริษัทเทคโนโลยีมีทรัพยากรและอิทธิพลมหาศาล ถึงเวลาแล้วที่พวกเขาต้องลงทุนจริงจังในความปลอดภัยของเด็ก ไม่ใช่เพียงเพื่อภาพลักษณ์ แต่เพื่อความรับผิดชอบต่ออนาคตของสังคม”

ไม่ใช่การ “ปิดกั้น” แต่คือการ “ปลดล็อก” ความเข้าใจ

ในมุมมองทางสังคม มาตรการนี้ไม่ใช่การตัดขาดเด็กจากโลกออนไลน์ แต่เป็นการ สร้างขอบเขตที่ชัดเจน เพื่อให้เทคโนโลยีถูกใช้ในเวลาที่เหมาะสม และสอดคล้องกับพัฒนาการของวัย

งานวิจัยจำนวนมากในยุโรปชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การใช้โซเชียลมีเดียอย่างเกินขอบเขตส่งผลกระทบต่อ

  • การนอนหลับ

  • สมาธิและการเรียนรู้

  • สุขภาพจิตโดยรวม

เด็กจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับความวิตกกังวลจากแรงกดดันออนไลน์ ทั้งจากการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ ไปจนถึงการถูกถาโถมด้วยเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมกับวัย

เดนมาร์กไม่ได้กำลังถอยหลังเข้าหายุคอนาล็อก แต่กำลังมองไปข้างหน้า เพื่อออกแบบสังคมที่เทคโนโลยีทำงาน “ร่วมกับมนุษย์” ไม่ใช่ “ครอบงำมนุษย์”

เสรีภาพดิจิทัล vs วุฒิภาวะ: สัญญาณเตือนทั้งโลก

สิ่งที่เดนมาร์กทำไม่ใช่แค่การแก้กฎหมายในประเทศตัวเอง แต่มันคือ สัญญาณเตือนต่อทั้งโลก ที่กำลังหลงใหลกับเสรีภาพดิจิทัลแบบไร้ขีดจำกัด

เพราะในความเป็นจริง เสรีภาพออนไลน์นั้น “มีราคา” และบ่อยครั้งคนที่ต้องจ่ายกลับไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยี แต่เป็น เด็กที่ยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ จะรับมือกับผลกระทบที่ตามมา

ในทางนโยบาย การเคลื่อนไหวครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นของยุค Human-Centric Regulation หรือการกำกับดูแลเชิงมนุษยธรรม ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่าง

  • สิทธิของพลเมืองในโลกดิจิทัล

  • ความปลอดภัยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

กฎหมายของเดนมาร์กจึงอาจกลายเป็น ต้นแบบที่หลายประเทศต้องจับตา เพราะมันไม่ใช่แค่การห้ามเด็กใช้โซเชียลมีเดียเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความกล้าที่จะตั้งคำถามกับโครงสร้างอำนาจของโลกเทคโนโลยี

ในยุคที่ อัลกอริทึมรู้จักเด็กดีกว่าพ่อแม่ และคอนเทนต์รู้วิธีจูงใจมากกว่าครูในห้องเรียน เดนมาร์กกำลังชี้ให้เห็นว่า

การปกป้องเด็ก ไม่ใช่การพรากเสรีภาพ แต่คือการสร้าง “เกราะป้องกันระยะยาว” ให้พวกเขา

โลกเสมือนต้องไม่เดินนำหน้ามนุษย์ที่ยังไม่โตพอ

ท้ายที่สุด กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเดนมาร์ก แต่คือข้อความที่ดังไปทั้งโลกดิจิทัลว่า

เทคโนโลยีไม่ควรล้ำเส้นเหนือมนุษย์ โดยเฉพาะเมื่อมนุษย์คนนั้นยังเป็นเด็ก

เด็กควรได้เติบโตอย่างอิสระ ปลอดภัย และเต็มศักยภาพในโลกจริง ก่อนจะก้าวเข้าสู่โลกเสมือนในวันที่พร้อมด้วยวุฒิภาวะที่มากพอจะยืนหยัดต่อหน้าหน้าจอ และรู้ทันสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังทุกแพลตฟอร์ม