รับแอปรับแอป

ลองของจริง Honda Forza 750 สปอร์ตทัวร์ริ่งสายโหดที่ขี่สบายเกินหน้าเกินตา

ชนินทร์ อินทร์ดี01-31

Honda Forza 750 บิ๊กสกู๊ตเตอร์เรือธงที่หลายคนรอ

Honda Forza 750 คือบิ๊กสกู๊ตเตอร์ตัวท็อปของค่าย ที่แฟน ๆ เฝ้ารอคอยตั้งแต่เปิดตัวในงาน EICMA 2024 ที่อิตาลี ก่อนจะเข้ามาเปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการในงาน Motor Show 2025 พร้อมกระแสตอบรับแรงตั้งแต่วันแรก

ไทยฮอนด้าไม่ปล่อยให้รอ เลยจัดทริปทดสอบจากกรุงเทพฯ–เขาใหญ่–บุรีรัมย์ แบ่งช่วงขี่ชัดเจน มีทั้งในเมือง ทางหลวง และทางขึ้น–ลงเขา ซึ่งเส้นทางที่ใช้ราว ๆ 200 กิโลเมตร ทำให้ได้ลองครบทุกฟีล ใช้ชีวิตแบบทัวร์ริ่งเต็ม ๆ

ดีไซน์: สปอร์ต หรู แต่งานแอโร่ฯ ก็มา

เริ่มจากหน้าตา รุ่นใหม่นี้เปลี่ยนโฉมจากตัวก่อนหน้าแบบคนละยุค ดูสปอร์ตขึ้น หรูขึ้น และมีกล้ามเนื้อชัดเจน เส้นสายเหลี่ยมคมทำให้ตัวรถดูปราดเปรียว แม้ด้านหน้าจะมาดุและดูใหญ่ แต่ด้านท้ายไล่ลงอย่างลงตัว

แม้จะชื่อว่าเป็นบิ๊กสกู๊ตเตอร์ แต่ตัวรถไม่ได้ใหญ่เทอะทะจนลำบาก ดูกระชับพอดี แถมดีไซน์ยังถูกออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ช่วยให้ลมไหลผ่านได้ดี

  • มิติตัวรถ (กว้าง x ยาว x สูง) 790 × 2,200 × 1,480 มม.

  • น้ำหนักตัว 236 กก.

ด้านหน้าจอให้จอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ปรับ Interface ใหม่ ใช้สัญลักษณ์แทนตัวหนังสือ อ่านง่าย ไม่ต้องเสียสมาธิมานั่งเพ่ง ตัวรถมาพร้อมกุญแจ Smart Key มีช่องชาร์จสมาร์ทโฟน USB Type-C และช่องเก็บของด้านหน้าที่ใหญ่ใช้ได้ วัสดุโดยรวมสัมผัสแล้วรู้สึกแน่น ดูพรีเมียม ไม่ก๊องแก๊ง

ชุดไฟหน้า–บังลม–เบาะ: ของมันต้องมีในสายทัวร์ริ่ง

ไฟหน้าคู่โปรเจกเตอร์พร้อม Daytime Running Light รวมกับไฟเลี้ยวในตัว ด้านท้ายเป็นไฟ LED เต็มระบบ เพิ่มความทันสมัยทั้งคัน

บังลมหน้า (Windscreen) ปรับไฟฟ้า ปรับระดับสูง–ต่ำได้ 120 มม. ผ่านสวิตช์ 4 ทิศทางที่แฮนด์ซ้าย ใช้งานง่ายมาก ที่เด็ดคือเวลาปิดสวิตช์ดับเครื่อง บังลมจะลดระดับลงอัตโนมัติ และเมื่อสตาร์ตแล้วขี่เกิน 5 กม./ชม. จะกลับไปตำแหน่งเดิมที่ตั้งไว้เองแบบอัตโนมัติ

เบาะเป็นชิ้นเดียวแยกสเต็ปผู้ขี่และคนซ้อน มีปุ่มรองรับช่วงเอว–ก้นให้พิง นั่งสบาย เบาะสูง 790 มม. มีการเพิ่มโช้กอัพเบาะเป็น 2 ชิ้น และย้ายจุดติดตั้งใหม่ให้ยก–เปิดใช้งานสะดวกขึ้น ใต้เบาะมีพื้นที่เก็บของ 22 ลิตร พร้อมไฟส่องสว่าง เก็บหมวกเต็มใบได้ 1 ใบ

เทคโนโลยี: คันเร่งไฟฟ้า ครูซคอนโทรล และโหมดขี่จัดเต็ม

Forza 750 มาพร้อมคันเร่งไฟฟ้า (Throttle-by-wire System) มีเซ็นเซอร์ 4 จุดที่ล้อหน้า ล้อหลัง แคร้งเครื่อง และคันเร่ง ทั้งหมดทำงานร่วมกับกล่อง ECU และสิ่งที่ได้เพิ่มคือระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control ที่สายทางไกลรอคอย

ด้านโหมดการขับขี่มีให้ 4 โหมด คือ

  • Standard

  • Sport

  • Rain

  • User (ปรับได้ 2 โปรไฟล์ User 1 และ 2)

ผู้ขี่สามารถปรับได้ทั้ง

  • กำลังเครื่องยนต์

  • เอนจิ้นเบรก

  • การเปลี่ยนเกียร์

  • การควบคุมแรงบิด

  • การเปิด–ปิดระบบความปลอดภัย

ทั้งหมดเพื่อจูนให้ตรงกับสไตล์การขี่ของแต่ละคนจริง ๆ

อีกจุดเด่นที่ต้องพูดถึงคือระบบเกียร์อัตโนมัติ DCT (Dual Clutch Transmission) 6 สปีด ขับเคลื่อนด้วยโซ่ ซึ่งในโฉมปี 2025 มีการอัปเดตให้ฉลาดขึ้น สามารถเลือกได้ทั้งโหมดเกียร์อัตโนมัติ (D) และเกียร์แมนนวล (M) สำหรับคนชอบสับเอง

โครงสร้าง ช่วงล่าง และระบบเบรก

ตัวถังใช้โครงสร้างแบบ Steel Diamond Frame ให้ทั้งความยืดหยุ่นและความเหนียว สวิงอาร์มอะลูมิเนียม HPDC (High Pressure Die Cast) หล่อชิ้นเดียว น้ำหนักเบา หน้าเป็นรูปตัว U แข็งแรง แต่ไม่เปลืองน้ำหนัก ส่งแรงขับเคลื่อนไปยังพื้นและรับแรงสะเทือนได้ดี

ล้ออลูมิเนียมดีไซน์ใหม่ 9 ก้าน

  • ล้อหน้า 17 นิ้ว ยาง Bridgestone Battlax 120/70R17

  • ล้อหลัง 15 นิ้ว ยาง Bridgestone Battlax 160/60R15

ระบบเบรก ABS

  • หน้า ดิสก์คู่ 310 มม. คาลิเปอร์ 4 Pot จาก NISSIN

  • หลัง ดิสก์เดี่ยว 240 มม. คาลิเปอร์ 2 Pot

โช้กหน้าเป็นแบบหัวกลับจาก SHOWA ด้านหลังเป็นโช้กแกนเดี่ยว ช่วยให้ทั้งการซับแรงและการเกาะถนนทำได้ดี นิ่ง และมั่นใจในทางตรง

สิ่งเล็ก ๆ ที่ทำให้รู้ว่าทีมออกแบบคิดละเอียด คือ ระบบตัดสัญญาณไฟเลี้ยวอัตโนมัติ (Automatic Turn Signal Canceller) ใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ความเร็วที่ล้อหน้า–หลัง ตรวจจับความต่างของความเร็วขณะเลี้ยว แล้วส่งข้อมูลเข้าชุดควบคุมตัวถัง (BCU) เพื่อสั่งตัดไฟเลี้ยวโดยอัตโนมัติ แก้ปัญหาโลกแตกสำหรับคนชอบลืมปิดไฟเลี้ยวเลยก็ว่าได้

เครื่องยนต์: แรงเหลือ แถมคุมแรงบิดได้

เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 4 จังหวะ 8 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 745 ซีซี กำลังสูงสุด 58 แรงม้า แรงบิด 69 นิวตันเมตร ถังน้ำมันความจุ 13.2 ลิตร เคลมอัตราสิ้นเปลือง 28.3 กม./ลิตร และมีระบบป้องกันลื่นไถลและควบคุมกำลังเครื่องยนต์ (Traction Control System)

ฟีลลิ่งจริงหลังลองขี่: เครื่องยนต์ เกียร์ ช่วงล่าง ท่านั่ง

เครื่องยนต์: เปิดคันแล้วพุ่งแบบหิว ๆ

การตอบสนองของเครื่องยนต์จัดว่าเด่นตั้งแต่เริ่มเข้าเกียร์ D ในช่วงความเร็วต่ำทำได้ดี นุ่มนวลควบคุมง่าย แต่พอเข้าสู่ย่านกลาง–ย่านสูง บอกเลยว่า สนุกมาก เปิดคันเร่งปุ๊บ รถพุ่งไปข้างหน้าแบบหิวแรง แรงและรอบมาไวทันใจ

เวลาเร่งแซง เกียร์จะเชนจ์ลงมา 1 สเต็ปให้เองทันที เพิ่มความมั่นใจแบบไม่ต้องรอลุ้น ทำให้จังหวะเร่งแซงบนทางหลวงสบายมาก

เกียร์ DCT: ฉลาด แต่ให้ฟีลดิบ ๆ แบบสปอร์ต

ระบบเกียร์ DCT ที่ถูกพัฒนาขึ้นในโฉมนี้ทำงานเข้ากับเครื่องยนต์ได้ลื่นไหล การเปลี่ยนเกียร์ฉลาดและรู้ใจเหมือนสมองกล ECU คุยกับเครื่องติดหนึบ แต่ยังมีคาแรกเตอร์ให้สัมผัสถึงจังหวะสับเกียร์ที่ตึงตัง ชัดเจน รู้เลยว่ามันเปลี่ยนเกียร์อยู่

เพราะเป็นการขับเคลื่อนด้วยโซ่ เลยให้ฟีล สปอร์ตแบบดิบ ๆ มากกว่าความเนียน ๆ แบบสายพาน แต่แลกกับความทนทานต่อแรงบิดที่ดีกว่า

ช่วงล่าง: นุ่ม หนึบ และมั่นใจ

ช่วงล่างให้ฟีลนุ่มหนึบ ตกหลุมหรือกระโดดคอสะพานยังคุมอาการได้ดี ซับแรงกระแทกได้เยอะ ไม่ดีด ไม่สั่นเกินไป แรงจากพื้นถนนยังส่งถึงแฮนด์พอรู้สึก แต่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติของรถแนวนี้

  • ขับทางไกลไม่ล้า ไม่ชามือ

  • เข้าโค้งที่ความเร็วต่าง ๆ แค่เตรียมท่าทางให้ดีแล้วกดเข้าไป รถก็เอาอยู่

  • ทางตรงนิ่ง มั่นคงสูง

ข้อสังเกตเล็ก ๆ คือ โช้กหลังอาจเซอร์วิสยากหน่อย เพราะแฟริ่งด้านหลังเก็บงานมาเนียนมาก

ตำแหน่งท่านั่ง: คนสูงก็โอเคมาก

ตำแหน่งท่านั่ง (Riding Position) ทำออกมาได้ดี เบาะนุ่มและกระชับ มีที่พิงก้นช่วยซัพพอร์ตคนขี่ ผู้ขี่สูงราว 185 ซม. นั่งเต็มเบาะแล้วจอดติดไฟแดงยังวางเท้าเต็ม ๆ ได้โดยไม่ต้องเขยิบตัว ระยะเข่ากับแฮนด์ลงตัว คุมรถง่าย

ตำแหน่งวางเท้ามีให้เลือกสองแบบ

  • วางเท้าแบบราบตามพักเท้าปกติ ขี่สบาย

  • ยืดขาเอนไปประมาณ 45 องศา ก็ยังสบายเช่นกัน

ท่านั่งทั้งสองแบบถือว่าลงตัวกับสรีระคนสูงพอดี เป็นอีกจุดที่น่าประทับใจ

ฟีเจอร์อำนวยความสะดวก: สายทัวร์ริ่งต้องยิ้ม

หัวข้อเทคโนโลยีกับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกคือจุดที่ติ๊กถูกได้หลายข้อ

  • บังลมหน้า (Windscreen) ปรับไฟฟ้า ระดับความสูง 120 มม. ทริปทัวร์ริ่งพอกดขึ้น ลมแทบไม่ปะทะตัว นั่งหลังตรง ขี่สบาย ลมโดนหัวเล็กน้อยแต่แทบไม่รู้สึก เพราะตัวรถถูกออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์

  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) ใช้งานง่ายมาก คล้ายในรถยนต์ แค่กดเปิดคำสั่งที่มือขวา แล้วกด Set ที่มือซ้าย การยกเลิกก็ทำได้ด้วยการแตะเบรก ปล่อยคันเร่งสุด หรือกดปุ่มหยุด ลดความเครียดจากการต้องเกร็งมือคุมคันเร่งตลอดทาง

  • โหมดการขับขี่ครบทั้ง Standard, Sport, Rain, User ได้ลองใช้ครบทุกโหมด ความต่างระหว่าง Standard กับ Sport เห็นชัดในเรื่องการตอบสนอง ส่วนโหมด Rain ช่วยเพิ่มความมั่นใจเวลาขี่ในสภาพถนนลื่นหรือฝนตก

จุดที่ต้องคิดเพิ่ม: พื้นที่เก็บของ – ถังน้ำมัน – ความประหยัดจริง

แม้พื้นที่เก็บใต้เบาะจะจุหมวกเต็มใบได้ 1 ใบ แต่ถ้าเป็นสายแบก สายขนของเยอะ อาจรู้สึกว่าไม่พอเท่าไหร่ ยังไงก็ต้องพึ่งกล่อง/กระเป๋าเสริม

ด้านถังน้ำมัน 13.2 ลิตร ถ้าคิดจะเดินทางไกลแบบยาว ๆ ก็ต้องวางแผนจุดเติมดี ๆ จากการใช้งานจริง ขี่จากเต็มถังไปประมาณ 200 กม. ถึงปั๊ม น้ำมันเหลือบนหน้าจอ 1 ขีด เติมกลับไปเป็นเงิน 239 บาท ลักษณะการขี่ส่วนใหญ่เป็นความเร็วตามกฎหมาย บางช่วงถนนโล่งมีซัด และมีฝนตกสลับบ้าง

สรุป: สปอร์ต GT ที่ทั้งแรง ทั้งสบาย และเต็มไปด้วยเทคโนโลยี

Honda Forza 750 ให้ฟีลเป็นรถแนว Sport GT (Grand Touring) ที่รวมทั้งความสนุกในการขี่และความสบายแบบทัวร์ริ่งไว้ในคันเดียว

  • ขี่แนวสปอร์ตก็สนุก แรงมาไว ตอบสนองดี

  • จะทัวร์ริ่งยาว ๆ ก็สบาย ตัวรถนิ่ง ช่วงล่างไว้ใจได้

  • เทคโนโลยีให้มาครบ ทั้งคันเร่งไฟฟ้า ครูซคอนโทรล โหมดขี่หลายแบบ เกียร์ DCT ฉลาด ๆ และระบบช่วยความปลอดภัยอีกเพียบ

กับราคาค่าตัว 419,000 บาท ในคลาสนี้ Forza 750 ถือว่าเด่นและคุ้ม ทั้งในมุมคนชอบทริปสายทางไกล และคนอยากได้บิ๊กสกู๊ตเตอร์ที่ขี่สนุกแบบสปอร์ตจริงจัง