รัฐประกาศเดินเกมใหญ่ล่าแก๊งสแกมเมอร์
กรุงเทพฯ – นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก.ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีผู้แทนหน่วยงานด้านความมั่นคงและที่ปรึกษาระดับสูงเข้าร่วม แลกเปลี่ยนข้อมูลแนวทางไล่ปิดช่องโหว่ของแก๊งสแกมเมอร์
การประชุมครั้งนี้โฟกัสชัดเจนที่ การตัดเส้นทางการเงินและช่องทางสื่อสาร ของมิจฉาชีพ โดยอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐ ธนาคาร ผู้ให้บริการมือถือ และแพลตฟอร์มออนไลน์
จัดการ “บัญชีม้า–ซิมม้า” แบบเข้มข้น
นายไชยชนก ระบุว่า ประเด็นสำคัญที่ที่ประชุมหยิบขึ้นมาพิจารณา ได้แก่ การยกระดับการตรวจสอบและสกัดกั้นบัญชีม้านิติบุคคล โดยร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อไม่ให้มิจฉาชีพใช้บริษัทบังหน้าเปิดบัญชีรับโอนเงินผิดปกติ
ด้านมาตรการเกี่ยวกับซิมการ์ด กสทช.ได้หยิบเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม เพื่อดำเนินการตามแนวทางใหม่ที่เข้มงวดมากขึ้น ได้แก่
จำกัดการถือครองซิมการ์ด ไม่เกิน 5 หมายเลขต่อบุคคล ครอบคลุมทุกเครือข่าย
บังคับให้ตัวแทนจำหน่ายซิมทุกเจ้า ต้องลงทะเบียนในระบบ Dip chip หรือแพลตฟอร์มที่มีความปลอดภัยเทียบเท่า
ประชาชนที่ซื้อซิมและลงทะเบียนแล้ว แต่ยังไม่ได้ใช้งาน ต้อง เปิดใช้งานภายใน 60 วัน
หากเกินกำหนดจะต้องกลับมา ยืนยันตัวตนซ้ำอีกครั้ง ก่อนใช้งานได้ต่อ
มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อปิดเส้นทางการใช้ซิมปลอม ซิมผี และซิมที่ไม่สามารถตรวจสอบตัวตน เพื่อใช้ทำธุรกรรมหรือก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ปิดสัญญาณชายแดน ไม่ปล่อยสแกมเมอร์เล่นนอกสนาม
อีกหนึ่งประเด็นใหญ่คือ การปิดกั้นสัญญาณโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตบริเวณแนวชายแดน หลังตรวจสอบพบว่ายังมีสัญญาณของเครือข่ายไทยล้ำออกไปในประเทศเพื่อนบ้านราว 100 จุด
จึงมีคำสั่งให้ผู้ให้บริการเครือข่าย (โอเปอเรเตอร์)
รีบ แก้ไขภายใน 3 วัน สำหรับพื้นที่ที่มีสัญญาณล้ำออกนอกประเทศ
หากตรวจพบว่ายังปล่อยให้มีสัญญาณรั่วซ้ำอีก ให้ พักใช้ใบอนุญาตสถานีฐานนั้นชั่วคราว จนกว่าจะปรับปรุงแล้วเสร็จ
ควบคู่กันนี้ ยังเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการวางมาตรการเพื่อดูแลประชาชนในพื้นที่ ไม่ให้การปรับปรุงโครงข่ายกระทบการใช้งานบริการสื่อสารที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน
ในระยะยาว จะต้องวาง แผนปรับปรุงโครงข่ายโทรคมนาคมตามแนวชายแดน อย่างเป็นระบบ ภายใต้กรอบที่ กสทช.กำหนด เพื่อไม่ให้สัญญาณถูกใช้เป็นช่องทางปฏิบัติการของแก๊งสแกมเมอร์ข้ามประเทศ
ตัดช่องทางลิงก์หลอก SMS–อีเมล
ในส่วนของการจำกัดการส่ง SMS และ e-mail ที่แนบลิงก์ จากหน่วยงานรัฐ องค์กรอื่น ๆ และธนาคาร กระทรวงดีอีเตรียมนำมาตรการเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้พิจารณาในสัปดาห์ถัดไป
เป้าหมายคือ ลดโอกาสที่มิจฉาชีพจะแอบอ้างเป็นหน่วยงานทางการ ส่งลิงก์ปลอมให้เหยื่อกรอกข้อมูลหรือโหลดแอปอันตราย โดยจะกำหนดกรอบการใช้งานลิงก์ให้ชัดเจนและปลอดภัยมากขึ้น
ธนาคารจับมือเช็ก “บัญชีเสี่ยง” แบบเรียลไทม์
นอกจากฝั่งเครือข่ายและแพลตฟอร์มแล้ว ระบบการเงิน ก็ถูกยกระดับการป้องกันเช่นกัน
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย กำลังเร่งบูรณาการข้อมูลบัญชี หรือ Account Bureau ระหว่างธนาคาร เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลร่วมในการ
เฝ้าระวังและตรวจสอบการเปิดบัญชีของบุคคลที่มีความเสี่ยง
ยกระดับการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเป็นพิเศษในกรณีเปิดบัญชีใหม่
เมื่อข้อมูลถูกแชร์กันระหว่างธนาคารได้อย่างมีระบบ หน่วยงานกำกับดูแลก็จะตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติได้เร็วขึ้น และลดโอกาสที่บัญชีม้าจะถูกนำไปใช้รับเงินจากเหยื่อจำนวนมากในเวลาอันสั้น

Mobile Banking ยุคใหม่: โอนเงินต้องเปิด Location
รมว.ดีอี เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้ พิจารณาเบื้องต้นมาตรการใหม่สำหรับการใช้งาน Mobile Banking ซึ่งมีสาระสำคัญคือ
ผู้ใช้งานจะต้อง “เปิดการระบุตำแหน่ง (Location)” ขณะทำธุรกรรมการเงินผ่านแอปธนาคาร
แนวคิดนี้ออกแบบมาเพื่อให้เมื่อตรวจพบเหตุฉ้อโกงหรือการทำธุรกรรมที่เข้าข่ายสแกม ระบบจะมีข้อมูลพิกัดที่สามารถใช้เป็นหลักฐานในการติดตามเส้นทางการก่อเหตุ
อย่างไรก็ตาม มีการเน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า มาตรการนี้ต้องไม่ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล โดยจะมีหลักการสำคัญคือ
จำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลตำแหน่ง เฉพาะช่วงเวลาที่จำเป็นต้องใช้เป็นหลักฐาน
นำข้อมูลมาใช้ เฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของสแกมเมอร์ ไม่ใช่การใช้งานทั่วไปของประชาชน
กล่าวคือ รัฐต้องการป้องกันอาชญากรรม แต่ในขณะเดียวกันก็วางกรอบให้ สิทธิส่วนบุคคลยังคงได้รับการคุ้มครอง อย่างชัดเจน
เข้มแพลตฟอร์มออนไลน์–KYC–โฆษณา
อีกด้านหนึ่งของการประชุมคือ มาตรการควบคุมดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเป็นพื้นที่หลักที่สแกมเมอร์ใช้โพสต์โฆษณา ปล่อยลิงก์หลอก และล่อเหยื่อเข้าสู่กับดักต่าง ๆ
รมว.ดีอีได้มอบหมายให้
ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม
สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)
ร่วมกันหารือเรื่อง การยกระดับมาตรฐานการยืนยันตัวตน (KYC) เพื่อลดการสร้างบัญชีปลอม บัญชีผี และบัญชีที่ไม่สามารถตรวจสอบเจ้าของตัวจริงได้
พร้อมกันนี้ยังมีแนวคิดในการพิจารณา ออกกฎหมายกำกับดูแลแพลตฟอร์ม ให้ชัดเจนขึ้น โดยมีหัวใจสำคัญคือ
ผลักดันให้แพลตฟอร์ม มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหาย ที่เกิดจากสแกมเมอร์บนระบบของตน
กำหนดมาตรการเพิ่มเติมในการดูแล โฆษณาออนไลน์ ที่เข้าข่ายหลอกลวงหรือผิดกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังสั่งการให้ตรวจสอบ คำนิยามของคำว่า “การโฆษณา” บนแพลตฟอร์มและเว็บไซต์ Search Engine เพื่อใช้เป็นฐานการออกมาตรการ ป้องกันการค้าหา URLs ที่ผิดกฎหมาย ไม่ให้ถูกโปรโมตหรือดันขึ้นมาให้ประชาชนเห็นง่ายเกินไป
เป้าหมายใหญ่: ตัดทุก “ช่องเชื่อม” ของสแกมเมอร์
นายไชยชนก ย้ำว่า มาตรการที่ที่ประชุมร่วมกันพิจารณาในรอบนี้ เป็น กระบวนการสำคัญในการตัดช่องทางการก่อเหตุของสแกมเมอร์ แบบรอบด้าน
ตั้งแต่
การใช้ซิมและสัญญาณมือถือ
การเปิดบัญชีและโอนเงินผ่านธนาคาร
การส่ง SMS–อีเมลแนบลิงก์
ไปจนถึงการใช้งานแพลตฟอร์มและโฆษณาออนไลน์
เป้าหมายสูงสุด คือการไม่เปิดโอกาสให้มิจฉาชีพสร้างความเสียหายกับประชาชน ทั้งในแง่ทรัพย์สิน ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นต่อระบบดิจิทัลของประเทศ
ยุคที่ทุกอย่างอยู่ในมือถือ มาตรการเหล่านี้อาจเปลี่ยน “วิธีใช้แอป” ของเราไปบ้าง แต่ก็แลกมากับ เกราะป้องกันที่หนาขึ้น ในสงครามกับแก๊งสแกมเมอร์ที่ไม่เคยหยุดพัฒนาเช่นกัน

