เปิดข้อมือให้โลกดิจิทัลรู้จักคุณ
เดิมทีนาฬิกามีหน้าที่แค่บอกเวลา แต่ยุคนี้บนข้อมือเราแทบจะมี เทรนเนอร์ส่วนตัว + ผู้ช่วยชีวิตประจำวัน อยู่ในเรือนเดียว ทั้งวัดค่าร่างกาย ดูแจ้งเตือนจากมือถือ ใช้แตะจ่ายเงิน ไปจนถึงใส่วิ่งเทรล ดำน้ำลึก หรือใช้ในภารกิจสายลุยก็ยังได้
ยิ่งเทคโนโลยีไปไกล นาฬิกายิ่งฉลาด ฟังก์ชั่นแน่น ราคาก็ไล่ตั้งแต่หลักพันต้นๆ ไปจนแตะระดับโน๊ตบุ๊คพรีเมียมเลยทีเดียว ดังนั้นการเลือก Smart Watch ไม่ควรใช้สูตร “เอาตัวท็อปไว้ก่อน” เสมอไป แต่ควรเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า
“เราใช้มันทำอะไรในชีวิตจริงบ้าง?”
ถ้าเริ่มจากเรือนราคาประหยัดที่แทร็คออกกำลังกายได้หลากหลายแบบก่อน พอฟิตจริงจังมากขึ้นค่อยอัปเกรด แล้วส่งต่อตัวเก่าให้คนในครอบครัว ก็เป็นการใช้เงินแบบคุ้มๆ ไม่เปลืองเกินจำเป็น
ก่อนจะซื้อ Smart Watch ลองเช็คเรื่องเหล่านี้ก่อน
ตอนนี้สมาร์ทวอทช์ส่วนใหญ่มีโหมดมอนิเตอร์การออกกำลังกายพื้นฐานให้เยอะมาก หลายรุ่นรวมกันเกิน 100 โหมด เหมาะกับคนที่อยากเริ่มดูแลสุขภาพแบบจริงจัง
เรื่องกันน้ำ–กันฝุ่น ให้ดูทั้ง IP Rating (ฝน ฝุ่น หิมะ) และระดับ ATM ถ้าเน้นดำน้ำหรือกีฬาทางน้ำต้องถือว่า ATM สำคัญ เพราะเกี่ยวกับแรงดันน้ำโดยตรง
ผู้หญิงยุคนี้ไม่ต้องกรอกปฏิทินเองให้วุ่น หลายรุ่นมีฟีเจอร์ นับรอบเดือน พร้อมเก็บสถิติ ช่วยวางแผนออกกำลังกายและดูแลสุขภาพได้ง่ายขึ้น
ถ้าอยากแตะจ่ายแบบไร้บัตร หลายรุ่นรองรับ NFC สำหรับเชื่อมกับบัตรและระบบชำระเงินต่างๆ
คนขึ้น BTS เป็นประจำ แนะนำให้มองรุ่นที่ใช้ Garmin Pay + Rabbit ได้ จะได้แตะผ่านประตูรถไฟฟ้าด้วยนาฬิกาใบเดียว
ใครอยู่ฝั่ง Android และใช้ Google Pay / Google Wallet เลือกสมาร์ทวอทช์ที่เป็น Wear OS จะดึงข้อมูลจากมือถือมาใช้ได้สะดวกสุด
ถ้าชอบเดินทางต่างประเทศ สมาร์ทวอทช์จะซิงค์เวลาอัตโนมัติตามสมาร์ทโฟน เปลี่ยนโซนเวลาแล้วไม่ต้องมานั่งปรับนาฬิกาเองให้เสียเวลา
8 นาฬิกา Smart Watch น่าโดน ใส่ออกกำลังกายก็ปัง ใช้ในชีวิตประจำวันก็ดี
ด้านล่างนี้คือ 8 เรือนที่คัดมาหลายระดับราคา ตั้งแต่บรรลุเป้าหมาย “ของถูกแต่ครบ” ไปจนถึงระดับ “เทรนเนอร์มืออาชีพอยู่บนข้อมือ” เลยทีเดียว
1. Xiaomi Mi Band 10 (1,449 บาท)
จุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับคนอยากลองสมาร์ทวอทช์โดยไม่ต้องควักเยอะ Xiaomi Mi Band 10 เหมาะกับสายคุ้มที่เน้นบอกเวลา เช็คแจ้งเตือน และเริ่มวัดสุขภาพเบื้องต้น
โหลดแอพฯ Mi Fitness แล้วเชื่อมต่อ ก็เริ่มเช็คได้ทั้งอัตราการเต้นหัวใจ ค่าออกซิเจนในเลือด ระดับความเครียด คุณภาพการนอน ไปจนถึงฟีเจอร์นับรอบเดือนสำหรับสุภาพสตรี
จุดเด่นคือมีโหมดออกกำลังกายให้เลือกมากกว่า 150 แบบ จะเดิน วิ่ง ปั่น ฟิตเนส เบิร์นได้หมด แถมแบตเตอรี่เต็มหนึ่งครั้งใช้ได้สูงสุดประมาณ 21 วัน คนไม่ชอบชาร์จบ่อยจะหลงรักตรงนี้มาก
ข้อดี
ราคาจับต้องง่ายที่สุดในกลุ่ม เน้นคุ้มค่าต่อสุขภาพ
โหมดออกกำลังกายกว่า 150 แบบ ตั้งค่าและดูสถิติผ่าน Mi Fitness ได้เลย
กันน้ำ–ฝุ่นระดับ 5ATM ลงสระหรือลุยน้ำได้ไม่ต้องกลัวเสีย
วัดอัตราการเต้นหัวใจ ค่าออกซิเจนในเลือด และความเครียดได้ครบ
มีระบบติดตามรอบเดือนผู้หญิง ช่วยคาดการณ์ได้แม่นยำขึ้น
แบตอึดสุดๆ ใช้งานได้ราว 3 สัปดาห์ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
ข้อสังเกต
ใช้ได้เฉพาะฟีเจอร์ที่ติดมากับตัวเรือน ไม่สามารถติดตั้งแอพฯ เพิ่มได้
2. Samsung Galaxy Fit3 (1,790 บาท)
ถ้าคุณใช้มือถือ Samsung อยู่แล้วและอยากให้ทุกอย่างอยู่ใน Ecosystem เดียวกัน Samsung Galaxy Fit3 คือคำตอบที่ลงตัวสุดๆ
เมื่อจับคู่กับมือถือ Samsung ฟีเจอร์จะเปิดครบ ทั้งโหมดออกกำลังกายกว่า 100 แบบ การเชื่อมกับแอพฯ Samsung Health และความสามารถในการกันฝุ่น กันน้ำ และแรงดันระดับ 5ATM + IP68 ใส่วิ่ง เล่นกีฬา หรือดำน้ำลึกประมาณ 50 เมตรได้สบาย
ที่น่าสนใจคือมีระบบ ตรวจจับการล้ม และโทร SOS อัตโนมัติ เพิ่มความอุ่นใจให้ทั้งสายออกกำลังกายกลางแจ้งและผู้สูงอายุที่ต้องการตัวช่วยด้านความปลอดภัย
ข้อดี
จับคู่กับสมาร์ทโฟน Samsung ง่าย เชื่อมผ่าน Samsung Account
มีโหมดออกกำลังกายให้เลือกมากกว่า 100 แบบ ใช้งานผ่าน Samsung Health ได้ทันที
มีระบบตรวจจับการล้ม พร้อมโทร SOS เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
กันฝุ่น–น้ำ–แรงดันระดับ 5ATM + IP68 ใส่ออกกำลังกายหรือดำน้ำได้แบบไม่ต้องกลัวพัง
มี Quick Panel เปิดใช้ฟังก์ชั่นอย่างปฏิทิน แจ้งเตือน หรือดูเวลาต่างประเทศได้สบาย
ข้อสังเกต
ออกแบบมาเอื้อต่อการใช้งานร่วมกับมือถือ Samsung เป็นหลัก ถ้าใช้กับสมาร์ทโฟนแบรนด์อื่น ฟีเจอร์บางอย่างอาจใช้ไม่ได้เต็มที่
3. Garmin Forerunner 165 (5,990 บาท)
สายวิ่ง สายฟิต อยากเริ่มจริงจังกับการออกกำลังกายต้องมองรุ่นนี้ Garmin Forerunner 165 ถูกวางตำแหน่งมาเพื่อเป็นคู่ซ้อมวิ่งและเทรนเนอร์สุขภาพแบบจริงจัง
เมื่อลิงก์กับแอพฯ Garmin Connect จะสามารถแทร็คการออกกำลังกายได้หลากหลาย ทั้ง HIIT, โยคะ, พิลาทิส, ว่ายน้ำทั้งสระและทะเลเปิด จุดเด่นคือระบบโค้ชแนะนำการวิ่ง ปรับรูปแบบการก้าว ระยะเวลาที่เท้าสัมผัสพื้น ฯลฯ ให้ดีขึ้นอย่างเป็นระบบ
ในชีวิตประจำวันยังมี Garmin Pay ให้เก็บบัตรเครดิตและบัตร Rabbit ใช้แตะจ่าย หรือแตะผ่าน BTS ได้จากข้อมือเลย
ข้อดี
ออกแบบเพื่อคนรักการออกกำลังกายโดยเฉพาะ โหมดกีฬาเยอะและละเอียด
ระบบโค้ชช่วยเทรน ทั้งสุขภาพและฟอร์มการวิ่ง/ออกกำลังกาย
มีฟีเจอร์นับรอบเดือนของสุภาพสตรี ช่วยวางแผนการฝึกได้เหมาะสม
กันแรงดันน้ำระดับ 5ATM ดำน้ำลึก 50 เมตรได้ไม่ต้องกังวล
ระบบ Garmin Pay ใช้เก็บบัตรเครดิตและ Rabbit สำหรับเดินทางด้วย BTS
โหมด Red Shift เปลี่ยนหน้าจอเป็นโทนแดง ใช้ในที่แสงน้อยโดยไม่รบกวนการนอน
ข้อสังเกต
ในโหมดใช้งานทั่วไป แบตอยู่ได้ราว 11 วัน ถ้าเพิ่มได้อีกหน่อยจะสมบูรณ์แบบมาก
4. HUAWEI WATCH GT 6 Series (6,889 บาท)
ใครอยากได้นาฬิกาที่ ใส่ไปประชุมก็หล่อ ใส่ไปฟิตเนสก็เท่ ต้องมองมาทาง HUAWEI WATCH GT 6 Series ดีไซน์หรูหราพรีเมียม แต่ความทนทานและฟีเจอร์สายสุขภาพจัดเต็มไม่แพ้รุ่นสปอร์ตเลย
สามารถใช้เป็นรีโมตถ่ายภาพ ใช้อัดเสียง หรือรับสายโทรศัพท์ได้จากข้อมือโดยไม่ต้องงัดมือถือออกจากกระเป๋า จุดแข็งด้านสุขภาพคือระบบแทร็คอัตราการเต้นหัวใจ ทั้งแบบปกติและเต้นผิดจังหวะ พร้อมแจ้งเตือนทันที มีโหมดนับรอบเดือน และโหมดออกกำลังกายมากกว่า 100 รูปแบบ
ตัวเครื่องกันฝุ่นและน้ำระดับ 5ATM + IP69 ใส่ว่ายน้ำ ดำน้ำลึกประมาณ 50 เมตร หรือออกกำลังกายกลางแจ้งได้สบาย
ข้อดี
ดีไซน์พรีเมียม ใส่ได้ทั้งวัน ทั้งงานออฟฟิศและกีฬา
โหมดออกกำลังกายมากกว่า 100 แบบ ครอบคลุมแทบทุกกิจกรรมยอดฮิต
กันฝุ่น น้ำ และแรงดันน้ำระดับ 5ATM + IP69 ลงน้ำลึก 50 เมตรได้
เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 6.0 สัญญาณนิ่งและระยะทำงานดี
มีระบบตรวจจับการเต้นหัวใจผิดจังหวะ พร้อมแจ้งเตือนผู้ใช้
ใช้รับสายโทรศัพท์หรือเป็นรีโมตชัตเตอร์ถ่ายรูปได้สะดวก
ข้อสังเกต
ระบบ HUAWEI Health+ ให้ใช้ฟีเจอร์แนะนำออกกำลังกายฟรีเพียง 3 เดือนแรก
แบตใช้งานได้สูงสุดราว 12 วัน และถ้าเปิด Always-On Display จะเหลือประมาณ 7 วัน ต้องชาร์จทุกสัปดาห์
5. Amazfit Balance 2 (10,180 บาท)
คนที่ชีวิตผูกกับคำว่า “กีฬา” และอยากมีนาฬิกาที่ตามทันทุกกิจกรรมตั้งแต่ยิมไปจนถึงกลางทะเล Amazfit Balance 2 คือเรือนที่เกิดมาเพื่อคุณ
รองรับโหมดออกกำลังกายมากกว่า 170 แบบ ตั้งแต่ฟิตเนสปกติไปจนถึง HYROX Training สายแข่งความอึดความโหด ที่คอกีฬาบางคนกำลังอินกันหนัก ส่วนสายกอล์ฟก็น่าจะถูกใจเพราะมีแผนที่สนามทั่วโลกกว่า 40,000 แห่ง พร้อมข้อมูลประกอบในตัว
ด้านการดำน้ำ รองรับทั้ง Scuba Diving และ Freediving กันแรงดันน้ำที่ระดับ 10ATM ผ่านการทดสอบดำน้ำลึกประมาณ 45 เมตรมาแล้ว แบตเตอรี่มีระบบ BioCharge Energy monitoring คอยจัดการการใช้พลังงานตามพฤติกรรมเจ้าของ ทำให้ใช้งานได้ยาวนานถึงราว 21 วัน ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
ข้อดี
เชื่อมต่อได้ทั้ง Bluetooth 5.2 และ Wi‑Fi 2.4 GHz เลือกใช้ได้ตามสถานการณ์
มี Zepp Coach ทำตัวเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัว ช่วยวางแพลนออกกำลังกาย
รองรับ HYROX Training สำหรับคนที่ชอบการฝึกแบบเข้มข้นโหดมันส์
ดีไซน์และฟีเจอร์รองรับการดำน้ำทั้ง Freediving และ Scuba พร้อมกันน้ำ 10ATM
โหมดกอล์ฟพร้อมแผนที่สนามกว่า 40,000 แห่ง ให้ข้อมูลละเอียดในตัว
ระบบ BioCharge Energy monitoring ปรับสไตล์ใช้พลังงานตามการใช้งานจริง
ข้อสังเกต
เป็นสมาร์ทวอทช์ที่เน้นสายออกกำลังกายและกิจกรรมกลางแจ้งขั้นจริงจัง ถ้าใช้แค่ดูเวลา–แจ้งเตือนทั่วไปอาจรู้สึกว่ายังใช้ไม่คุ้มศักยภาพ
6. Samsung Galaxy Watch8 (12,510 บาท)
สำหรับชาว Galaxy ที่อยากยกระดับจากแค่ปลอกแขนฟิตเนสไปเป็น สมาร์ทวอทช์ตัวท็อปที่ควบคุมได้แทบทุกอย่างจากข้อมือ ต้องลองมอง Samsung Galaxy Watch8
ระบบปฏิบัติการ One UI 8 Watch ที่ต่อยอดจาก Wear OS ทำให้ใช้แอพฯ จาก Google ได้ครบ ทั้งแจ้งเตือน แอพสุขภาพ หรือใช้ Google Wallet แตะจ่ายเงินตรงเครื่องรับบัตรเครดิตได้เลยโดยไม่ต้องหยิบมือถือ
ด้านสุขภาพมีทั้งโหมดออกกำลังกาย ระบบโค้ชแนะนำการวิ่ง และยังมี ECG ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ รวมถึงช่วยประเมินสารอนุมูลอิสระในร่างกาย เรียกว่าครบทั้งด้านไลฟ์สไตล์และการดูแลสุขภาพระยะยาว
ข้อดี
หน้าปัด 1.47" (รุ่น 44 มม.) ความสว่างสูงถึง 3000 nits ใช้งานกลางแดดจ้าได้ชัดมาก
ใช้ One UI 8 Watch บนพื้นฐาน Wear OS จึงเข้าถึงแอพ Google ได้ครบ
รองรับ Google Wallet แตะจ่ายแทนบัตรเครดิตจากนาฬิกาโดยตรง
มีโค้ชวิ่งและระบบแทร็คการออกกำลังกายหลายรูปแบบให้เลือก
มีระบบ ECG วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจและเช็คตัวเลขด้านสารอนุมูลอิสระและแคโรทีนอยด์
เรียกใช้ Google Gemini ขึ้นมาใช้งานจากตัวนาฬิกาได้เลย
ข้อสังเกต
ราคาค่อนข้างสูงที่ราว 12,510 บาท อาจทำให้หลายคนต้องชั่งใจก่อนตัดสินใจ
7. Suunto Race 2 (18,900 บาท)
ถ้าคุณเป็นสายสปอร์ตตัวจริง โดยเฉพาะคนที่อินกับกิจกรรมกลางแจ้งแบบวิ่งเทรล วิ่งเขา ดำน้ำ หรือปั่นระยะไกล Suunto Race 2 คือเรือนที่เกิดมาเอาใจคุณโดยเฉพาะ
จุดเด่นคือกันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร ใส่ดำน้ำได้เต็มที่ รองรับโหมดกีฬา 115 แบบ มาพร้อมระบบโค้ชและระบบช่วยวางแผนการฝึกซ้อม ช่วยวางโปรแกรมฟิตให้เหมาะกับสภาพร่างกายจริง
สายวิ่งสายเทรลน่าจะชอบเป็นพิเศษ เพราะมี Offline Map พร้อมระบบนำทางในตัว วิ่งในเมืองหรือบนเขาก็ลดโอกาสหลงทาง แถมยังเชื่อมต่อกับแอพสายออกกำลังกายยอดฮิตอย่าง Strava หรือ TrainingPeaks ได้ด้วย
ฟีเจอร์พื้นฐานอย่างวัดชีพจร คุณภาพการนอน ระดับความเครียดก็มีให้ครบ แต่ถ้าไม่ได้เน้นออกกำลังกายโหดๆ รุ่นนี้อาจเกินความจำเป็นไปพอสมควร
ข้อดี
แบตเตอรี่อึดมาก ใช้งานได้สูงสุดราว 30 วัน และถ้าเปิดวัดชีพจรตลอดเวลาจะอยู่ที่ประมาณ 18 วัน
กันน้ำลึกประมาณ 100 เมตร ใส่ดำน้ำได้สบายใจ
รองรับการเชื่อมต่อกับแอพออกกำลังกายอื่น เช่น Strava, TrainingPeaks เป็นต้น
มีแผนที่แบบ Offline พร้อมระบบนำทาง ช่วยวางเส้นทางวิ่งออกกำลังกายได้ดี
มีระบบโค้ชและฟีเจอร์ช่วยจัดแผนเทรนนิ่งให้เหมาะกับร่างกายและเป้าหมาย
โหมดกีฬา 115 แบบ รองรับการวิ่งเทรลและกิจกรรมกลางแจ้งหลากหลาย
ข้อสังเกต
ถูกออกแบบมาเพื่อการออกกำลังกายระดับจริงจังเป็นหลัก ถ้าใช้ทั่วไปอาจรู้สึกว่าลงทุนเกินจำเป็น
8. Garmin Forerunner 970 (24,990 บาท)
ระดับท็อปของสายวิ่งและไตรกีฬา Garmin Forerunner 970 ถูกสร้างมาเพื่อคนที่อยากขยับจาก “ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ” ไปสู่ “ออกกำลังกายเพื่อการแข่งขันจริง”
จุดเด่นคือมีแผนที่และระบบนำทางในตัว โทรออก–รับสายจากนาฬิกาได้ทันที พร้อมระบบเทรนเนอร์ที่ช่วยวางโปรแกรม HIIT วิ่งเทรล หรือเตรียมตัวลงแข่งไตรกีฬาอย่างจริงจัง
สำหรับคนที่ต้องบินไปแข่งต่างประเทศ มีฟีเจอร์ช่วยจัดการเรื่อง Jet Lag ให้รู้ว่าควรพัก นอน หรือปรับพฤติกรรมยังไงให้ร่างกายพร้อมที่สุด รวมถึง Garmin Pay ให้บันทึกบัตรเครดิตไว้ใช้แตะจ่ายในชีวิตประจำวัน
ข้อดี
ออกแบบมาเพื่อสายกีฬาแบบจริงจัง ทั้งนักกีฬาและคนตั้งเป้าจะลงแข่งไตรกีฬา
ระบบแนะนำการออกกำลังกายแบบเข้มข้น เช่น HIIT ไตรกีฬา วิ่งเทรล ฯลฯ
มีระบบ ECG วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ช่วยเช็คความพร้อมของร่างกาย
มีโหมดหน้าจอสีแดง Garmin Red Shift ลดการรบกวนดวงตาและการนอนหลับ
มีฟีเจอร์ช่วยวางแผนรับมือ Jet Lag จากการเดินทางไปแข่งต่างประเทศ
ใช้ Garmin Pay แตะจ่ายแทนบัตรเครดิตได้โดยตรงจากข้อมือ
สามารถดาวน์โหลดเพลงจากบริการอย่าง Spotify หรือ Deezer มาเก็บในนาฬิกา ฟังได้โดยไม่ต้องพกมือถือ
ข้อสังเกต
ราคาสูงระดับ 24,990 บาท เหมาะกับนักกีฬา เทรนเนอร์ หรือคนที่ตั้งใจซ้อมอย่างจริงจังเป็นระยะยาว
สรุปสเปก 8 สมาร์ทวอทช์ – เลือกเรือนให้ตรงไลฟ์สไตล์มากกว่าตามกระแส
ถ้าจะซื้อแก็ดเจ็ตเพิ่มสักชิ้นนอกจากหูฟังไร้สายหรือพาวเวอร์แบงค์ สมาร์ทวอทช์ นี่แหละคือของที่เพิ่มทั้งความสะดวกและความปลอดภัยในชีวิตประจำวันแบบรู้สึกได้จริง
มันไม่ใช่แค่นาฬิกาดูเวลา แต่ช่วย
ดูแจ้งเตือนโดยไม่ต้องหยิบมือถือทั้งวัน
รับสายหรือคุมเพลงได้จากข้อมือ
เป็นเทรนเนอร์คอยกระตุ้นให้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
เก็บข้อมูลสุขภาพเพื่อใช้วางแผนดูแลตัวเอง
บางรุ่นมีระบบโทร SOS เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เพิ่มความอุ่นใจให้ทั้งคนทั่วไปและผู้สูงอายุ
สำหรับคนที่ใช้งานทั่วไป เน้นดูเวลา + เช็คแจ้งเตือน + มีโหมดออกกำลังกายสักหน่อย รุ่นแบบ สายนาฬิกา Band อย่าง Xiaomi Mi Band หรือ Samsung Galaxy Fit ก็เพียงพอและประหยัดสุด
แต่ถ้าคุณ
เข้ายิมบ่อย อยากมีเทรนเนอร์ดิจิทัลคอยช่วยวางแผน
วิ่งจริงจัง วัดเพซ วัดฟอร์ม ต้องการแผนการฝึกที่ต่อเนื่อง
ชอบกีฬา Outdoor วิ่งเทรล ดำน้ำ ปั่นไกล เดินเขา
ให้ขยับไปมองรุ่นที่เน้นสายกีฬาอย่าง Amazfit, Suunto หรือซีรีส์ Garmin ระดับกลาง–ท็อป หรือถ้าอยากได้ความครบทั้งไลฟ์สไตล์ + แอพ Google + การแตะจ่าย ก็ลองชั่งใจระหว่าง Samsung Galaxy Watch8 กับรุ่นสายกีฬาอื่นๆ ตามรูปแบบชีวิตของคุณ
สูตรเลือกง่ายๆ
ใช้งานทั่วไป งบไม่แรง → Xiaomi Mi Band / Samsung Galaxy Fit3
เน้นฟิตจริงจัง วิ่ง–ยิม–เทรนนิ่ง → Garmin Forerunner 165 / Amazfit Balance 2
อยากได้ทั้งแฟชั่น + สุขภาพ + ความสมาร์ท → HUAWEI WATCH GT 6 Series / Galaxy Watch8
สายสปอร์ตโหด เวทีคือภูเขา ทะเล และสนามแข่ง → Suunto Race 2 / Garmin Forerunner 970
สุดท้ายแล้ว สมาร์ทวอทช์ที่ดีที่สุดคือรุ่นที่ทำให้คุณลุกไปออกกำลังกายได้บ่อยขึ้น ใช้แล้วรู้สึกคุ้มกับชีวิตประจำวันของตัวเองจริงๆ ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนสเปกชีตเท่านั้น

