ภาพรวม: สมาร์ทวอทช์ที่จริงจังทั้งฟิตเนสและสุขภาพ
HUAWEI Watch Fit 4 Pro ถูกวางให้เป็นรุ่นสำหรับคนที่เอาจริงกับการออกกำลังกาย แต่ก็ยังอยากได้นาฬิกาที่ดีไซน์หรู ใส่ทำงาน ใส่ออกกำลังกาย หรือใส่ไปออกเดตเรือนเดียวจบ
วัสดุระดับพรีเมียม ฟีเจอร์สุขภาพแน่น แบตอึด และโหมดออกกำลังกายแบบจัดเต็ม ทำให้รุ่นนี้ยกระดับจาก Watch Fit 4 มาอีกขั้นแบบรู้สึกได้ชัด
สเปกหลักคร่าวๆ
สเปกเบื้องต้นของ HUAWEI Watch Fit 4 Pro:
หน้าจอสัมผัส AMOLED ขนาด 1.74 นิ้ว ความละเอียด 320×320 พิกเซล
ขนาดตัวเรือน 46×33.5×10.8 มม.
น้ำหนักประมาณ 31 กรัม
การเชื่อมต่อ: Bluetooth 5.0, รองรับ Android 6.0+ และ iOS 9.0+ ขึ้นไป
เซ็นเซอร์ IMU 9 แกน (มาตรความเร่ง, ไจโรสโคป, เซ็นเซอร์แม่เหล็ก)
เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นหัวใจแบบออปติคัล
มาตรฐานกันน้ำ 5ATM รองรับแรงดันน้ำลึกถึงราว 40 เมตร
มีให้เลือก 3 สี: เขียว, น้ำเงิน และดำ
ราคาเปิดตัว 7,490 บาท
ดีไซน์และวัสดุ: บาง เบา แต่ลุคแพง
จุดที่รู้สึกได้ตั้งแต่แรกคือความบางและเบา ทำให้ใส่นอนได้ ใส่ออกกำลังกายยาวๆ โดยไม่รำคาญข้อมือ
จุดเด่นด้านดีไซน์และวัสดุ:
ตัวเรือนบางเพียงราว 9.3 มม. และหนักแค่ประมาณ 30.4 กรัม (ไม่รวมสาย) ใส่ได้ตลอดทั้งวันโดยแทบไม่รู้สึกถ่วง
กรอบตัวเรือนใช้ไทเทเนียมอัลลอย ผสานกระจกหน้าปัดแซฟไฟร์สังเคราะห์ และอะลูมิเนียมเกรดการบิน ให้ทั้งความทนทานและลุคหรูแบบจริงจัง
สายมีทั้งแบบไนลอน และแบบ Fluoroelastomer ที่สวมใส่สบาย ระบายอากาศดี และถอดเปลี่ยนง่าย
หน้าจอ: สว่างแบบกลางแดดจ้าก็ยังมองเห็น
ด้านหน้าจอถือว่าอัปเกรดมาแบบรู้สึกได้ โดยเฉพาะคนที่ชอบวิ่งกลางแดดหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง
รายละเอียดหน้าจอ:
หน้าจอ AMOLED ขนาด 1.82 นิ้ว ความละเอียด 480×408 พิกเซล (347 PPI) คมชัดระดับอ่านตัวหนังสือเล็กๆ สบายตา
ความสว่างสูงสุดพุ่งไปถึง 3000 nits มองกลางแดดจ้าได้สบาย เทียบกับ Watch Fit 4 รุ่นปกติที่อยู่ราว 2000 nits
ECG ระดับโปร: เปลี่ยนนาฬิกาให้เป็นตัวช่วยเช็กหัวใจ
หนึ่งในไฮไลต์หลักที่ดันรุ่น Pro ขึ้นมา คือการใส่ฟังก์ชัน ECG (Electrocardiogram – คลื่นไฟฟ้าหัวใจ) เข้ามา ซึ่งปกติจะเจอในรุ่นราคาแรงกว่านี้พอสมควร
การใช้งานโหมด ECG โดยสรุป:
มีเซ็นเซอร์ ECG ในตัว สามารถบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจได้จากข้อมือโดยตรง
วิธีใช้งานคือสวมตัวเรือนให้แนบสนิท แล้วใช้นิ้วมืออีกข้างแตะปุ่มอิเล็กโทรดที่ด้านล่างขวาของนาฬิกาประมาณ 30 วินาที
นาฬิกาจะทำการบันทึกสัญญาณ ECG เพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อในแอป
ตรวจจับจังหวะหัวใจผิดปกติ
ฟีเจอร์ ECG ไม่ได้มีไว้แค่บันทึกข้อมูล แต่ยังช่วยสแกนความผิดปกติของจังหวะหัวใจเบื้องต้นได้ด้วย
ตัวอย่างภาวะที่ระบบสามารถช่วยตรวจจับได้ เช่น
จังหวะไซนัส (Sinus Rhythm): จังหวะหัวใจปกติที่ควรเป็น
ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation – AFib): ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะยอดฮิตที่ถ้าปล่อยไว้ อาจโยงไปถึงโรคหลอดเลือดสมองในอนาคต
นอกจากนี้ Huawei ยังระบุว่ารุ่นนี้ใช้เทคโนโลยีอิเล็กโทรดเวอร์ชันใหม่ ที่ปรับปรุงการรับสัญญาณให้แม่นขึ้น ตอบสนองได้ไวขึ้น ช่วยให้ข้อมูลที่ได้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นจากฝั่งอุปกรณ์สวมใส่
การดูผลและการวิเคราะห์ผ่านแอป
หลังจากบันทึก ECG แล้ว ข้อมูลจะถูกซิงค์เข้ากับแอป Huawei Health บนสมาร์ทโฟน
ในแอป ผู้ใช้สามารถ:
ดูกราฟคลื่น ECG แบบละเอียด
อ่านผลการวิเคราะห์เบื้องต้นที่ระบบสรุปให้
ใช้ฟีเจอร์ All-in-One Health Insight ที่จะรวบรวมข้อมูลด้านสุขภาพหลายๆ ส่วน แล้วแสดงเป็นอินไซต์แบบอ่านง่าย พร้อมคำแนะนำส่วนบุคคล
ฟีเจอร์สุขภาพระดับโปร: จาก Heart Rate ถึงอุณหภูมิร่างกาย
นอกจาก ECG แล้ว Watch Fit 4 Pro ยังตั้งใจมาเป็นตัวช่วยด้านสุขภาพแบบรอบด้าน
จุดเด่นฝั่งสุขภาพ:
เซ็นเซอร์ TruSense รุ่นใหม่:
วัดอัตราการเต้นหัวใจได้แม่นขึ้น ทั้งตอนพักและออกกำลังกาย
ตรวจวัด SpO2 หรือระดับออกซิเจนในเลือดตลอดวันได้
ติดตามการนอนละเอียดขึ้น พร้อมฟีเจอร์ Sleep Breathing Awareness ที่ช่วยเช็กภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
ตรวจวัด HRV (Heart Rate Variability) เพื่อนำมาประเมินความเครียดและการฟื้นตัว
เซ็นเซอร์อุณหภูมิ:
เพิ่มมิติการติดตามสุขภาพอีกระดับ ด้วยการจับความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิร่างกาย
โหมดนอน: ใช้ข้อมูลจริงมาปรับคุณภาพการพักผ่อน
อีกฟีเจอร์ที่คนทำงานหนัก นอนดึก หรือรู้สึกว่าพักเท่าไรก็ไม่หายล้า น่าจะชอบ คือระบบติดตามการนอนที่ใช้เทคโนโลยี HUAWEI TruSleep™ เวอร์ชันใหม่
ฟีเจอร์หลักของโหมดการนอน:
ติดตามระยะการนอน (Sleep Stages Tracking) แยกได้ละเอียดว่าแต่ละคืนคุณใช้เวลาอยู่ในช่วงไหนบ้าง เช่น
หลับลึก (Deep Sleep) ที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายและสมอง
หลับตื้น (Light Sleep) ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดบ่อยที่สุด
หลับฝัน (REM) ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บความจำและอารมณ์
ช่วงที่ตื่น (Awake) ระหว่างการนอน
วัดค่าทางสรีรวิทยาระหว่างนอน:
อัตราการเต้นหัวใจขณะหลับ
อัตราการหายใจตลอดทั้งคืน
ระดับออกซิเจนในเลือด (SpO2) ระหว่างนอน
HRV เพื่อประเมินสมดุลระบบประสาทอัตโนมัติ และการฟื้นตัวจากความเครียด
ตรวจจับการหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea Detection / Sleep Breathing Awareness):
ใช้ข้อมูลการหายใจร่วมกับค่าอื่นๆ เพื่อลองจับสัญญาณความผิดปกติของการหายใจ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับภาวะ Sleep Apnea
ฟีเจอร์นี้ต้องเข้าไปเปิดใช้งานเองในแอป Huawei Health
รายงานการนอนที่ละเอียด:
ทุกค่าที่เก็บได้จะถูกส่งเข้าแอป และถูกสรุปเป็นรายงานการนอนแต่ละคืน
มีทั้งคะแนนการนอน และคำแนะนำเชิงพฤติกรรมเพื่อช่วยให้คุณปรับการนอนได้ดีขึ้นจริง ไม่ใช่แค่เก็บข้อมูลทิ้งไว้
โหมด Sleep Mode:
สามารถเปิดจากนาฬิกาโดยตรงเพื่อตัดรบกวน เช่น ปิดแจ้งเตือน หรี่แสงหน้าจอ
ตั้งเวลาเปิด/ปิดอัตโนมัติได้ เผื่อคนที่เข้านอนเวลาเดิมๆ ทุกคืน
โหมดออกกำลังกาย: สายฟิต สายกีฬา สายเอ็กซ์ตรีม มาให้ครบ
รุ่น Pro ไม่ได้เพิ่มแค่ ECG แต่ยังดันโหมดออกกำลังกายไปอีกขั้น เหมาะกับทั้งสายเริ่มต้นและสายจริงจังที่ลงสนามแข่งขัน
โหมดออกกำลังกายขั้นสูง:
รองรับโหมดออกกำลังกายมากกว่า 100 แบบ ทั้งวิ่ง, ปั่นจักรยาน, ว่ายน้ำ, ฟิตเนส ไปจนถึงกีฬาพิเศษสำหรับสายสปอร์ตจริงๆ เช่น
กอล์ฟ:
มีแผนที่สนามกอล์ฟมากกว่า 15,000 แห่งทั่วโลก
โหมด Driving Range สำหรับวิเคราะห์วงสวิง
มีการวัดระยะต่างๆ แบบเรียลไทม์
ดำน้ำ:
กันน้ำมาตรฐาน 5ATM พร้อมมาตรฐาน IP69 และ EN 13319
รองรับการดำน้ำลึกได้ถึงประมาณ 40 เมตร
มีโหมดช่วยฝึกดำน้ำ และระบบแจ้งเตือนต่างๆ ใต้น้ำ
วิ่งเทรล:
มีแผนที่ออฟไลน์เชิงลึกพร้อมเส้นชั้นความสูง
ระบบนำทางแบบ Waypoint ช่วยกันหลงทางเวลาลงเขาหรือเข้าป่า
GPS ในตัว:
ใช้ระบบ HUAWEI Sunflower Positioning System
รองรับ GNSS แบบดูอัลแบนด์ 5 ระบบ ทำให้จับสัญญาณได้แม่นและไวขึ้น เหมาะกับการวิ่งหรือปั่นนอกเส้นทางในเมืองตึกสูง
แบตเตอรี่และฟีเจอร์สมาร์ท: ใช้เป็นสมาร์ทวอทช์ได้ครบจริง
ด้านการใช้งานในชีวิตประจำวัน Watch Fit 4 Pro ทำมาให้ใช้แทนนาฬิกา + สายรัดสุขภาพ + ตัวแจ้งเตือนในหนึ่งเดียว
แบตเตอรี่:
ใช้งานได้สูงสุดประมาณ 10 วันในโหมดประหยัดปกติ
ในการใช้งานทั่วไป เช่น เปิดแจ้งเตือน เปิดติดตามสุขภาพ ใช้ได้ราวๆ 7 วัน ซึ่งถือว่าอึดใช้ได้
รองรับการชาร์จไร้สายแบบ HUAWEI SuperCharger (รุ่นที่ 2) ชาร์จเพียง 10 นาที ใช้งานต่อได้ประมาณ 1 วัน เหมาะกับคนลืมชาร์จเป็นชีวิตจิตใจ
ฟีเจอร์สมาร์ทอื่นๆ:
มีลำโพงและไมโครโฟนในตัว สามารถรับสาย-คุยสายผ่านบลูทูธได้จากข้อมือ
รองรับ NFC (แล้วแต่ประเทศและบริการที่เปิดให้ใช้งาน)
หน่วยความจำในตัวเก็บเพลงได้ราว 1.5GB หรือราว 300 เพลง และสามารถเชื่อมต่อกับหูฟังบลูทูธเพื่อฟังเพลงแบบไม่ต้องพกโทรศัพท์
รองรับทั้ง Android (เวอร์ชัน 8.0 ขึ้นไป) และ iOS (เวอร์ชัน 13.0 ขึ้นไป) ผ่านแอป HUAWEI Health
มีฟีเจอร์ตอบกลับข้อความด่วน รวมถึงการพิมพ์ข้อความตอบกลับได้ แต่ฝั่ง iOS อาจถูกจำกัดความสามารถบางส่วน
ข้อสังเกตที่ควรรู้ก่อนซื้อ
ก่อนจะกดสั่งหรือเดินเข้าร้านไปลอง มีจุดที่ควรทำใจไว้เล็กน้อยเหมือนกัน
แม้จะรองรับการใช้งานร่วมกับ iOS แต่ฟีเจอร์บางอย่างอย่างเช่นการตอบกลับข้อความด่วน ยังไม่เต็มฟีเจอร์เท่าฝั่ง Android
ราคาของเวอร์ชัน Pro สูงกว่า Watch Fit 4 ชัดเจน แต่สิ่งที่ได้เพิ่มมาคือวัสดุระดับไทเทเนียม + แซฟไฟร์ ฟีเจอร์ ECG และโหมดสายสปอร์ต-สายสุขภาพที่จริงจังกว่าเดิมมาก
สรุป: เหมาะกับใคร?
ถ้ามองภาพรวมแล้ว HUAWEI Watch Fit 4 Pro คือสมาร์ทวอทช์ที่ออกแบบมาให้ตอบโจทย์คนกลุ่มนี้:
คนที่อยากได้ฟีเจอร์สุขภาพระดับจริงจัง ทั้งติดตามหัวใจ, SpO2, HRV, การนอน และ ECG ในเรือนเดียว
สายออกกำลังกายที่ไม่ได้แค่วิ่งบนลู่วิ่ง แต่อาจเล่นกอล์ฟ ดำน้ำ หรือวิ่งเทรลในเส้นทางจริง
คนที่อยากใส่นาฬิกาได้ทั้งในวันที่แต่งตัวสุภาพไปทำงาน และวันที่ใส่ชุดสปอร์ตไปออกกำลังกาย โดยไม่รู้สึกว่ามัน “ลุคสปอร์ตเกินไป”
คนที่ต้องการแบตอึด ใช้ได้หลายวันต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และไม่อยากชาร์จทุกคืน
เมื่อเทียบกับคู่แข่งในช่วงราคากลางค่อนไปทางสูง Watch Fit 4 Pro เด่นเรื่อง วัสดุพรีเมียม + ECG + โหมดกีฬาขั้นสูง + แบตที่เชื่อใจได้ ใครมองหานาฬิกาอัจฉริยะที่ทำได้มากกว่าสายรัดสุขภาพทั่วไป แต่ยังไม่อยากกระโดดไปถึงราคาหมื่นปลาย นี่คือหนึ่งในตัวเลือกที่ควรลองใส่จริงบนข้อมือก่อนตัดสินใจซื้อ

