รับแอปรับแอป

เรียนอะไรให้ไม่ตกงานยุค AI? สรุป 5 หลักสูตรวิศวะสายปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังมาแรงในไทย

พิชิต ศรีทอง01-30

ทำไมวิศวะสาย AI ถึงฮอตแบบสุด ๆ ตอนนี้

โลกกำลังเปลี่ยนจากการใช้เทคโนโลยีแค่เป็น “เครื่องมือเสริม” ไปสู่การมี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นโครงสร้างหลักของการทำงานแทบทุกสายอาชีพ ทั้งงานรูทีน งานคิดเชิงกลยุทธ์ ไปจนถึงงานสร้างสรรค์อย่างแต่งเพลง ออกแบบ หรือประเมินมูลค่าทรัพย์สิน

หลายคนอาจกลัวว่า AI จะมาแย่งงานมนุษย์ แต่ภาพที่ชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือ งานเดิมบางประเภทอาจหายไป แต่ “งานใหม่สาย AI” กลับขาดคนหนักมาก โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพอย่าง Data Engineer, Data Scientist และสายวิเคราะห์ข้อมูลที่ตลาดแรงงานแย่งตัวกันสุด ๆ

ลองมองไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ข้อมูลจาก Vietnam IT & Tech Talent Landscape Report ระบุว่า แรงงานสาย Computer Science และไอทีมีอยู่ราว 560,000 คน แต่ในแต่ละปีมีบัณฑิตใหม่แค่ประมาณ 55,000 – 60,000 คน ขณะที่อุตสาหกรรมยังต้องการเพิ่มอีกถึง 150,000 – 200,000 คนในช่วงปี 2023 – 2026

หันกลับมาที่ไทย มหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยยังปรับตัวไม่ทัน แต่ก็เริ่มมีบางแห่งลุกขึ้นมาออกหลักสูตรวิศวะสาย AI และเทคโนโลยีดิจิทัลแบบจริงจัง เพื่อลอนช์บัณฑิตที่พร้อมตอบโจทย์ตลาดงานยุคใหม่

รวม 5 หลักสูตรวิศวะสาย AI ในไทย ที่สายเทคไม่ควรมองข้าม

ด้านล่างนี้คือภาพรวมของ 5 หลักสูตรจาก 5 มหาวิทยาลัยในไทย ที่จับทางตรงไปที่ทักษะ AI และเทคโนโลยีอนาคต เหมาะกับคนที่อยากเข้าตลาดงานสายนี้แบบมีแต้มต่อ

1. ISE จุฬาฯ – วิศวะนานาชาติสายเทคโนโลยีล้ำยุค

International School of Engineering (ISE) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหลักสูตรนานาชาติที่ตั้งใจออกแบบมาให้ตอบความต้องการของอุตสาหกรรมทั้งไทยและต่างประเทศ

จุดโฟกัสคือ

  • ปั้นพื้นฐานความคิดเชิงวิศวกรรมให้แน่น

  • เสริมทักษะเทคนิคเชิงลึกให้ทันโลก

  • ใช้ภาษาอังกฤษแบบเข้มข้นในทุกมิติ

หลักสูตรนี้เปิด 5 สาขา ที่เนื้อหาอัปเดตทันเทรนด์และเชื่อมตรงกับอุตสาหกรรมระดับโลก ได้แก่

  • AERO – Aerospace Engineering (วิศวกรรมอากาศยาน)
    โฟกัสการออกแบบและสร้างเครื่องบิน รวมถึงการพัฒนาและซ่อมบำรุงระบบกลของอากาศยาน เน้นวิศวกรรมเชิงลึก ไม่ใช่การเป็นนักบิน

  • NANO – Nano Engineering (วิศวกรรมนาโน)
    ทำงานกับเทคโนโลยีระดับนาโนต่อยอดไปยัง Biomedical, Chemical, Materials Engineering เหมาะทั้งสายวิจัยและโรงงานอุตสาหกรรม

  • ICE – Information & Communication Engineering (วิศวกรรมสารสนเทศและการสื่อสาร)
    ผสมคอมพิวเตอร์ ไฟฟ้า และอุตสาหกรรม เส้นทางอาชีพไปได้ทั้ง Software Engineer, Network Engineer, Programmer และสาย IT อื่น ๆ

  • ADME – Automotive Design and Manufacturing Engineering (วิศวกรรมการออกแบบและการผลิตยานยนต์)
    เน้นการออกแบบ พัฒนา และผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ รองรับงานในโรงงานอุตสาหกรรมรถยนต์ชั้นนำ

  • Robotics & AI – Robotics and Artificial Intelligence Engineering (วิศวกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์)
    ผสานเครื่องกล ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และ AI จบไปต่อได้ทั้งสาย Machine Design, Data Science และระบบอัตโนมัติ/หุ่นยนต์

ค่าใช้จ่ายคร่าว ๆ

  • ภาคเรียนปกติ: 25,500 บาทต่อเทอม

  • ภาคฤดูร้อน: 6,375 บาทต่อเทอม

  • ค่าธรรมเนียมโปรแกรม (ประมาณ):
    • ภาคเรียนปกติ: 84,000 บาทต่อเทอม

    • ภาคฤดูร้อน: 42,000 บาทต่อเทอม

    • Industrial Training: 21,000 บาทต่อเทอม

สรุปคือเหมาะมากสำหรับคนที่อยากได้ทั้งพื้นฐานวิศวกรรมแน่น ๆ และภาษาอังกฤษระดับทำงานต่างประเทศได้

2. สจล. x ม.กรุงเทพฯ – วิศวกรรม AI ควบธุรกิจสำหรับสายเจ้าของกิจการ

หลักสูตรวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์และการเป็นผู้ประกอบการ
AI Engineering and Entrepreneurship (AIEE)

เป็นโปรแกรมร่วมระหว่าง

  • คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

  • คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร

หัวใจของหลักสูตรคือการปั้นคนที่

  • เขียน สร้าง และออกแบบระบบ AI ได้จริง

  • เข้าใจการทำธุรกิจแบบลงสนามได้ทันที

โครงสร้างการเรียนแบ่งเป็น 2 แกนหลักที่เดินคู่กันตลอดหลักสูตร:

  • AI Engineering – ปูพื้นฐานวิศวกรรมและระบบ AI เชิงเทคนิค

  • Entrepreneurship – สอนวิธีคิดแบบผู้ประกอบการ ลงมือวางโมเดลธุรกิจจริง

นอกจากนี้ยังมี Specialized tracks ให้เลือก เพื่อเจาะลึกตลาดงานเฉพาะกลุ่ม ได้แก่

  • Food and Biotechnology Industry – พัฒนา AI สำหรับอุตสาหกรรมอาหารและไบโอเทค

  • Digital and IoT Industry – สร้าง AI สำหรับโลกดิจิทัลและอุปกรณ์ IoT

  • Electric Vehicle and Logistics Industry – ใช้ AI ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและโลจิสติกส์

โครงจบการศึกษา

  • ระยะเวลาเรียนมาตรฐาน: 4 ปี

  • แต่ในปี 4 นักศึกษาสามารถออกแบบเส้นทางตัวเองได้ 2 แนวทาง

  1. จบใน 3.5 ปี + เสริมประสบการณ์ต่างประเทศ
    เลือกได้ทั้ง

    • ฝึกงานต่างประเทศ (Overseas Training)

    • ฝึกงานควบทำงานจริง (Co-Op)

    • เรียนต่อที่มหาวิทยาลัยพาร์ตเนอร์ (Study Abroad)

  2. จบใน 4 ปี สาย Incubation
    เน้นลงมือสร้างธุรกิจของตัวเองจริงจัง มีโอกาสถูกผลักดันสู่การเป็น Holding Company ของมหาวิทยาลัย

ค่าเทอมโดยประมาณ

  • 175,000 บาทต่อเทอม

  • รวมทั้งหลักสูตรราว 1.4 ล้านบาท

เหมาะกับคนที่อยากเป็นทั้ง วิศวกร AI และผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ไปพร้อมกัน

3. สจล. – วิศวกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (นานาชาติ)

อีกหนึ่งหลักสูตรจากสจล. คือ วศ.บ. วิศวกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (สหวิทยาการ) (นานาชาติ)
หรือ B.Eng. Robotics and AI Engineering (International Program) จากคณะวิศวกรรมศาสตร์

หลักสูตรนี้ออกแบบมาให้สอดรับกับเทรนด์เทคโนโลยีอนาคต และอุตสาหกรรมกลุ่ม New S-curve ของประเทศ เช่น หุ่นยนต์ โรงงานอัตโนมัติ และระบบอัจฉริยะ

จุดเด่นคือ

  • เน้นทั้ง ทฤษฎีที่แน่น และ การปฏิบัติจริง

  • ใช้โจทย์จากบริษัทอุตสาหกรรมและองค์กรด้านหุ่นยนต์/AI มาทำโปรเจกต์จริง

  • ผู้เรียนได้ฝึกใช้เครื่องมือที่ใช้ในอุตสาหกรรมจริง ไม่ได้เรียนแค่ในห้องเรียน

ตัวอย่างสายอาชีพที่ตรงกับหลักสูตรนี้ เช่น

  • Roboticist / Robotic Engineer

  • Startup Entrepreneur ในสาย High Tech

  • AI Engineer / AI Programmer

  • System Engineer / Solution Engineer

  • System Integration Engineer

ระดับเงินเดือนเริ่มต้น

  • ประมาณ 25,000 บาทขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นกับทักษะและผลงานของแต่ละคน

เหมาะกับคนที่ชอบจับฮาร์ดแวร์ ควบคุมหุ่นยนต์ และต่อยอด AI เข้าโรงงานหรืออุตสาหกรรมจริง

4. ม.อุบลราชธานี – วิศวกรรม AI และ Prompt สำหรับโลก Generative AI

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเปิดหลักสูตร วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์และการสั่งการ (Bachelor of Engineering Program in Artificial Intelligence and Prompt)

เน้นการพัฒนาระบบ AI โดยเฉพาะสาย Generative AI ที่ถูกใช้สร้างคอนเทนต์และแก้ปัญหาหลากหลายด้านในยุคใหม่

ภาพรวมสิ่งที่ได้เรียนจะครอบคลุมทั้ง

  • การเขียนโปรแกรม

  • การพัฒนาแอปพลิเคชัน

  • การออกแบบระบบที่สามารถ “สั่งการได้อัตโนมัติ” หรือเชื่อมต่อกับ IoT เพื่อสร้างโซลูชันใหม่ ๆ สำหรับอุตสาหกรรม 4.0

ตัวอย่างกลุ่มวิชาในหลักสูตร

  • วิชาประยุกต์ใช้งานจริง

    • การสร้าง AI Chatbot

    • Computer Vision (การมองเห็นของคอมพิวเตอร์)

    • การสร้าง Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR)

  • วิชาสร้างสรรค์กับ AI

    • การสร้าง AI Art และ Digital Content

    • การออกแบบและพัฒนาเกมด้วย AI

    • การสร้างแอนิเมชันและ 3D Model ด้วย AI

  • วิชาเทคโนโลยีสมัยใหม่

    • Internet of Things (IoT) – การออกแบบอุปกรณ์อัจฉริยะ

    • Robotics & AI – การทำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ

    • การพัฒนาแอปพลิเคชันมือถือ

ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ

  • 28,000 บาทต่อเทอม

  • รวมตลอดหลักสูตรราว 224,000 บาท

เหมาะมากสำหรับคนที่อยากเอา AI ไปใช้สร้างงานภาพ งานคอนเทนต์ เกม หรือประสบการณ์เสมือนจริงแบบจัดเต็ม

5. ม.หอการค้าไทย – วิศวกรรมคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์สาย FinTech และ Startup

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดสาขา วิศวกรรมคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ ภายใต้คณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยออกแบบมาเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติของ

  • วิศวกรรมคอมพิวเตอร์

  • ปัญญาประดิษฐ์

  • การเป็นผู้ประกอบการ

  • โลกการเงินยุคใหม่ (FinTech)

จุดเด่นของหลักสูตร

  • เน้นทั้งสายเทคนิค (เขียนโค้ด สร้างระบบ) และสายธุรกิจ (คิดโมเดลธุรกิจจริง)

  • ปั้นนักศึกษาให้พร้อมเข้าวงการ FinTech และ Startup หลังเรียนจบ

  • ส่งเสริมให้มีความใฝ่รู้ รับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ไว และกล้าสร้างความแตกต่างในตลาด

ค่าเทอมโดยประมาณ

  • ประมาณ 28,333 บาทต่อเทอม

  • รวมค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตรราว 340,000 บาท

เหมาะกับคนที่ชอบทั้ง สายคอม + การเงิน + สตาร์ทอัพ และอยากใช้ AI ไปเปลี่ยนอุตสาหกรรมการเงินหรือธุรกิจยุคใหม่

เลือกเรียนอะไรดีถ้าอยากมีอนาคตสาย AI

ถ้าดูภาพรวมแล้วจะเห็นว่า แนวทางของแต่ละมหาวิทยาลัยแตกต่างกันไป:

  • เน้น อินเตอร์และวิศวกรรมลึก ๆ → ISE จุฬาฯ

  • เน้น AI + ผู้ประกอบการ + สายอุตสาหกรรมเฉพาะทาง → สจล. x ม.กรุงเทพฯ (AIEE)

  • เน้น หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีโรงงานอนาคต → Robotics & AI สจล.

  • เน้น Generative AI, คอนเทนต์, VR/AR, เกม, IoT → ม.อุบลราชธานี

  • เน้น คอมพิวเตอร์, AI, FinTech และเส้นทาง Startup → ม.หอการค้าไทย

สิ่งสำคัญคือถามตัวเองให้ชัดว่า

  • อยากเป็นสายสร้างเทคโนโลยีเบื้องหลังระบบ AI

  • หรืออยากใช้ AI เป็นเครื่องมือสร้างสรรค์ผลงานและธุรกิจของตัวเอง

เมื่อรู้แนวแล้ว การเลือกหลักสูตรให้ตรงก็จะง่ายขึ้นมาก และในยุคที่ ทักษะ AI กลายเป็น “ภาษาที่สอง” ของโลกงาน คนที่เริ่มเรียนก่อน ย่อมได้เปรียบแบบทิ้งห่างจริง ๆ