ลมหนาว เสียงเพลง และเทศกาลที่คนยังคิดถึง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เทศกาลดนตรีหรือ Music Festival กลายเป็นกิจกรรมที่หลายคนต้องมีติดลิสต์ทุกปลายปี
ไม่ว่าจะเป็นงานรวมศิลปินไทย หรือโชว์จากศิลปินต่างประเทศ เสน่ห์มันอยู่ที่ บรรยากาศดีๆ โลเคชันสวยๆ และการได้ฟังเพลงจากหลายศิลปินในคืนเดียว ทำให้คนได้ออกไปเปิดประสบการณ์ใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ
ในประเทศไทยเองก็มีเทศกาลดนตรีให้เลือกเยอะขึ้นทุกปี แต่หนึ่งในงานที่ยืนระยะมานาน และกลายเป็นภาพจำของฤดูหนาวก็คือ Overcoat Music Festival ที่เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์
ปีนี้เดินทางมาถึงครั้งที่ 15 แล้ว จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2568 ณ Jolly Land Starlight Amphitheater เขาค้อ เพชรบูรณ์ เรียกได้ว่ากลายเป็นงานประจำปีที่หลายคนจองคิวตั้งแต่ลมหนาวยังไม่มา
จุดเริ่มต้นจากอากาศหนาว และไอเดียง่ายๆ ว่า “อยากให้คนเอาเสื้อกันหนาวมาใส่”
จุดกำเนิดของ Overcoat Music Festival เริ่มจากการไปเที่ยวเขาค้อในยุคที่การท่องเที่ยวยังไม่บูมเท่าปัจจุบัน
ตอนนั้นเขาค้อยังไม่มีผู้ประกอบการเยอะเหมือนทุกวันนี้ แต่ อากาศดี โลเคชันสวย และอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ระยะทางราว 300–400 กิโลเมตร คนจากจังหวัดรอบๆ ก็เดินทางมาได้ไม่ยาก
จากบรรยากาศที่ใช่ เลยเกิดไอเดียง่ายๆ ว่า ถ้ามีคอนเสิร์ตดีๆ เป็นจุดศูนย์กลางให้ผู้คนมาเจอกัน น่าจะสนุกไม่น้อย
และเพราะที่นี่อากาศหนาว เลยอยากให้คนได้มีโมเมนต์ หยิบเสื้อกันหนาวมาสวม บนเขาจริงๆ ชื่อ “Overcoat” เลยถือกำเนิดขึ้นจากภาพนั้น
จาก 5,000 คน สู่ 18,000 คน: เทศกาลที่โตไปพร้อมคนดู
แม้ผู้จัดจะไม่เคยทำเทศกาลดนตรีมาก่อน แต่มีประสบการณ์คลุกคลีอยู่ในวงการอีเวนต์ จึงเริ่มจากการหาที่ปรึกษาและทีมงานมาช่วยกันออกแบบงานให้เกิดขึ้นจริง
ปีแรกของการจัดงาน มีผู้เข้าร่วมประมาณ 5,000 คน
จากนั้นเริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น คนเริ่มรู้จักงาน และตัวเลขก็ขยับขึ้นเป็น 10,000 คน
ปัจจุบัน Overcoat Music Festival รองรับผู้เข้าร่วมงานได้ถึงประมาณ 18,000 คน
การเติบโตนี้ไม่ได้มาจากแค่ไลน์อัปศิลปินเท่านั้น แต่อยู่ที่ ภาพจำของงานคอนเสิร์ตกลางอากาศหนาว ที่คนไปแล้วอยากกลับไปอีก และอยากชวนเพื่อนไปด้วย
จุดขายที่ชนะใจคน: คอนเสิร์ตกลางอากาศหนาวที่เล่าต่อกันปากต่อปาก
สิ่งที่ทำให้ Overcoat Music Festival ถูกจดจำแตกต่างจากงานอื่น คือบรรยากาศที่ไม่สามารถก็อปปี้ได้ง่าย
คอนเสิร์ตกลางหุบเขา
อากาศหนาวแบบจริงจัง
บรรยากาศดี เหมาะกับทั้งแก๊งเพื่อนและคู่รัก
ทั้งหมดนี้กลายเป็น จุดขายที่ทำให้คนบอกต่อกันเอง จากรุ่นสู่รุ่น จากกลุ่มเพื่อนไปสู่กลุ่มใหม่ๆ
ไม่ต้องโปรโมตหวือหวา แต่ใช้ประสบการณ์จริงของคนที่เคยไป เป็นตัวเล่าเรื่องแทน
หลังยุคโควิด: เมื่อทุกจังหวัดมีเทศกาลดนตรีเป็นของตัวเอง
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นหลังสถานการณ์ COVID-19 ช่วงนั้นไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
คนออกมาเที่ยวมากขึ้น แต่ก็เลือกมากขึ้น
เทศกาลดนตรีและคอนเสิร์ตผุดขึ้นทั่วประเทศ
หลายจังหวัดเริ่มมี Music Festival เป็นของตัวเอง
การแข่งขันในตลาดคอนเสิร์ตเข้มข้นกว่าเดิม การจัดงานแบบเดิมจึงไม่พออีกต่อไป Overcoat Music Festival ต้อง ปรับตัวให้ทันพฤติกรรมผู้ชม และรักษาเสน่ห์เฉพาะตัวไปพร้อมกัน
ไม่ได้ทำแค่งานดนตรี: จากเวทีคอนเสิร์ต สู่สนามวิ่ง และกิจกรรมครอบครัว
บริษัท มีเดีย แรพ ไม่ได้หยุดอยู่ที่การจัดเทศกาลดนตรีเพียงอย่างเดียว แต่ต่อยอดจากเทรนด์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและกิจกรรมกลางแจ้งมากขึ้น
จึงเปิดบริษัทลูกในชื่อ MW Sport เพื่อสร้างอีเวนต์สายสปอร์ตที่เชื่อมโยงกับเขาค้อเช่นกัน เช่น
งานวิ่ง เขาค้อมาราธอน ที่จัดต่อเนื่องมาจนถึงปีที่ 9
งานวิ่งเทรล สำหรับสายลุยธรรมชาติ
กิจกรรม ลิตเติ้ล เวนเจอร์ งานวิ่งผจญภัยสำหรับเด็กๆ เพื่อขยายฐานไปยังกลุ่มครอบครัว
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เขาค้อไม่ได้เป็นแค่เมืองท่องเที่ยว แต่กลายเป็น ปลายทางของทั้งสายดนตรี สายวิ่ง และสายครอบครัว ไปพร้อมกัน
คนดูมาจากไหนบ้าง? ภาพชัดๆ ของฐานแฟน Overcoat
กลุ่มผู้ร่วมงาน Overcoat Music Festival ในปัจจุบันแบ่งออกได้ค่อนข้างชัดเจนตามภูมิศาสตร์
ประมาณ 60% เป็นคนท้องถิ่นจากจังหวัดเพชรบูรณ์และพิษณุโลก
ราว 30% มาจากจังหวัดใกล้เคียง เช่น ขอนแก่น เลย กำแพงเพชร สุโขทัย
อีก 10% เดินทางจากกรุงเทพฯ
ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า Overcoat ไม่ได้เป็นแค่เทศกาลดนตรีสำหรับคนเมืองใหญ่ที่บินไปดูคอนเสิร์ต แต่เป็น พื้นที่พบกันของคนในภูมิภาค ที่ผูกพันกับเขาค้อและกลับมาเยือนทุกปี
เงินหมุน 100 ล้าน และเทศกาลที่กลายเป็น “งานใหญ่ประจำปีของจังหวัด”
วันนี้ Overcoat Music Festival ไม่ใช่แค่เวทีคอนเสิร์ตหนึ่งงาน แต่กลายเป็นเหมือน เทศกาลประจำปีของเขาค้อและจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่คนรอคอย
ผลลัพธ์ที่จับต้องได้คือการสร้างเงินหมุนเวียนในพื้นที่กว่า 100 ล้านบาท จากทั้งที่พัก ร้านอาหาร การท่องเที่ยว และธุรกิจท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง
งานดนตรีหนึ่งงานจึงขยายผลไปสู่การ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับจังหวัด และช่วยให้ชื่อของเขาค้อติดอยู่ในแผนที่ท่องเที่ยวของคนไทยจำนวนมาก
เป้าหมายระยะยาว: ทำให้ Overcoat อยู่คู่เขาค้อไปอีกนาน
ความท้าทายที่แท้จริงในตอนนี้ ไม่ใช่แค่การจัดงานให้จบปีต่อปี แต่คือการทำให้ Overcoat Music Festival
อยู่คู่กับเขาค้อไปอีกนาน
เป็นงานที่ สร้างความสุข และสร้างรายได้ให้ชุมชน ไปพร้อมกัน
เป็นจุดนัดพบของคนในพื้นที่และคนที่รักบรรยากาศแบบเขาค้อ
กลายเป็น จุดหมายปลายทางที่คนอยากไปสักครั้งในชีวิต
ในโลกที่เทศกาลดนตรีเกิดขึ้นใหม่ทุกปี มีไม่น้อยที่มาแรงแค่ชั่วคราวแล้วก็หายไป แต่ Overcoat Music Festival กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้างานหนึ่งงานมี
เอกลักษณ์ชัดเจน
ผูกโยงกับพื้นที่จริง
ส่งต่อคุณค่าทั้งด้านประสบการณ์และเศรษฐกิจ
มันก็สามารถเติบโตจากแค่ “คอนเสิร์ตหนึ่งคืน” กลายเป็น วัฒนธรรมประจำฤดูหนาว ของทั้งเมือง และของคนดนตรีไปพร้อมกันได้

