รับแอปรับแอป

เล็บไม่หักไม่เปราะ! คู่มือดูแลเล็บแบบครบสูตรที่สายทำเล็บต้องรู้

วรพล ศรีรุ่ง01-30

ทำไมเล็บสวยถึงเริ่มจากสุขภาพที่ดี

เล็บที่แข็งแรง ไม่เปราะ ไม่หักง่าย ไม่ได้มาจากดวง แต่มาจาก การดูแลทั้งจากภายในและภายนอก ใครที่ชอบทำเล็บ ทาเจล เปลี่ยนสีบ่อย ๆ แต่เริ่มสังเกตว่าเล็บบาง แตกเป็นชั้น หรือหักง่าย ถึงเวลาต้องอัปเกรดรูทีนดูแลเล็บแบบจริงจังแล้ว

เล็บที่ดีคือเล็บที่ยืดหยุ่น ไม่แห้งกรอบ ไม่เปราะ และไม่แตกง่าย ซึ่งทั้งหมดนี้เริ่มจากการเข้าใจว่าเล็บต้องการอะไร และอะไรที่ทำร้ายเล็บแบบไม่รู้ตัว

การทาเจล ทำเล็บสวยอย่างเดียวไม่พอ ถ้าไม่ปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้มือ การสัมผัสสารเคมี หรือแม้แต่การดื่มน้ำน้อย ก็ล้วนส่งผลต่อสุขภาพเล็บทั้งสิ้น

ยิ่งดูแลทั้งจากภายในและภายนอก คู่กันอย่างสม่ำเสมอ เล็บยิ่งแข็งแรงและดูสุขภาพดีแบบระยะยาว

โภชนาการ: เติมเล็บให้แข็งแรงจากข้างใน

เล็บ ผิวหนัง และเส้นผม ใช้แหล่งโภชนาการร่วมกัน เพราะฉะนั้น ถ้ากินไม่ดี เล็บจะฟ้องก่อนใครเพื่อน เล็บเปราะ เล็บบาง อาจไม่ใช่แค่เพราะทาเจลบ่อย แต่อาจเพราะร่างกายขาดสารอาหารบางอย่างด้วย

สารอาหารที่เล็บรักและต้องการเป็นพิเศษ ได้แก่ โปรตีน วิตามินบีรวม ไบโอติน ซิงก์ และกรดไขมันโอเมก้า-3 ทั้งหมดนี้ช่วยเสริมให้เล็บหนาแน่น แข็งแรง และลดปัญหาเล็บเปราะแตกง่าย

การดื่มน้ำให้เพียงพอยังช่วยให้เล็บไม่แห้ง ไม่ลอก ไม่แตกเป็นชั้น เพราะความชุ่มชื้นคือกุญแจสำคัญของเล็บที่ยืดหยุ่น

  • เลือกกินอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น ไข่ ปลา ถั่วต่าง ๆ

  • เสริมวิตามินบีรวม ไบโอติน และซิงก์ (โดยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนทุกครั้ง)

  • เพิ่มโอเมก้า-3 จากปลาแซลมอน หรือเมล็ดเจียในมื้ออาหาร

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอทั้งวัน เพื่อให้เล็บไม่แห้งกรอบ

ถ้าร่างกายได้รับสารอาหารครบ เล็บก็เหมือนได้สร้างเกราะป้องกันจากภายใน

รูทีนดูแลเล็บประจำวัน ที่ควรทำให้ติดเป็นนิสัย

การดูแลเล็บไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเยอะ แต่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ การมีรูทีนเล็ก ๆ ทุกวัน จะช่วยให้เล็บค่อย ๆ แข็งแรงขึ้นแบบไม่รู้ตัว

การทาออยล์หรือครีมบำรุงเล็บและหนังรอบเล็บ เป็นไอเท็มที่ไม่ควรมองข้ามเลย เพราะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการฉีกขาดของหนังเล็บ และป้องกันเล็บแห้งจนเปราะ

การตัดแต่งเล็บควรเว้นความยาวให้พอเหมาะ ไม่สั้นจนนูน ไม่ยาวจนเกินไป เพราะเล็บที่ยาวเกินจะหักหรือฉีกง่ายมากขึ้น

ขณะทำความสะอาดบ้าน ล้างจาน หรือสัมผัสสารเคมี ควรสวมถุงมือทุกครั้ง เพื่อกันทั้งผิวและเล็บไม่ให้โดนสารระคายเคืองโดยตรง

  • ทาออยล์หรือครีมบำรุงเล็บและหนังรอบเล็บทุกวัน

  • ตัดเล็บให้ได้รูปทรงและความยาวเหมาะมือ ไม่สั้นเกินไป

  • สวมถุงมือเมื่อทำความสะอาดหรือโดนสารเคมี

  • ใช้แปรงขนนุ่มทำความสะอาดเล็บ แทนการแคะหรือใช้อุปกรณ์แข็ง ๆ

การดูแลเล็บเล็ก ๆ ทุกวัน ดีกว่าปล่อยพังแล้วค่อยแก้ทีเดียว

พฤติกรรมที่ทำเล็บพังแบบไม่รู้ตัว

หลายครั้งเล็บไม่ได้พังเพราะช่าง หรือเพราะสีเจล แต่เพราะนิสัยเล็ก ๆ ของเราเองนี่แหละที่เป็นตัวการ ทำไปเพลิน ๆ แต่เล็บเสียหนักมาก

การกัดเล็บ การใช้เล็บเปิดกระป๋อง แกะสติกเกอร์ หรือแงะของต่าง ๆ ล้วนทำให้เล็บบิด หัก และผิวรอบเล็บบอบช้ำ

การทำเล็บเจลหรืออะคริลิกแบบถี่เกินไป โดยไม่ให้เล็บได้พักเลย ก็ยิ่งทำให้เล็บบางลงเรื่อย ๆ เสี่ยงเล็บเปราะ อักเสบ หรือฉีกจนเจ็บ

  • หยุดกัดเล็บ และเลิกใช้เล็บเป็นเครื่องมือเปิดของต่าง ๆ

  • เว้นช่วงการทำเล็บเจลหรืออะคริลิก ให้เล็บได้พักบ้าง

  • เลือกผลิตภัณฑ์ทำเล็บที่ปลอดสารเคมีรุนแรง ลดการสะสมความเสียหาย

  • ปล่อยให้เล็บ “ได้หายใจ” ไม่คลุมทับด้วยสีหรือเจลตลอดเวลา

จำไว้ว่า เล็บมีหน้าที่ปกป้องปลายนิ้ว ไม่ใช่เครื่องมืออเนกประสงค์

ทริกเสริมให้เล็บฟื้นตัวไวและแข็งแรงมากขึ้น

ใครที่รู้สึกว่าเล็บเริ่มบางหรือผ่านสมรภูมิการทำเล็บมาหนักหน่วง ลองเพิ่มทริกบำรุงพิเศษเข้าไปในรูทีน จะช่วยให้เล็บฟื้นตัวได้ดีขึ้น

การนวดเล็บและหนังรอบเล็บด้วยน้ำมันธรรมชาติ เช่น น้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันอาร์แกน ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด เพิ่มความชุ่มชื้น และทำให้เล็บดูมีชีวิตชีวา ไม่หมองหรือแห้งกร้าน

การแช่เล็บในน้ำอุ่นผสมเกลือเล็กน้อย หรือหยดน้ำมันลงไป ช่วยให้เล็บอ่อนนุ่มขึ้น ลดความเปราะและช่วยให้การบำรุงซึมได้ดีขึ้น

ก่อนทาสีเล็บทุกครั้ง การทาฐานรองเล็บ (base coat) ถือเป็นเกราะตัวแรกที่ปกป้องเล็บจากสีและสารเคมีในน้ำยาทาเล็บ

  • นวดเล็บและหนังรอบเล็บด้วยน้ำมันธรรมชาติอย่างสม่ำเสมอ

  • แช่ปลายเล็บในน้ำอุ่นผสมเกลือหรือน้ำมันเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น

  • ทาฐานรองเล็บก่อนทุกครั้งที่จะลงสี

  • เลือกน้ำยาทาเล็บและผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสารพิษให้ได้มากที่สุด

ยิ่งดูแลแบบใส่ใจ เล็บยิ่งแข็งแรงและสวยแบบไม่ต้องพึ่งฟิลเตอร์

เล็บมือ vs เล็บเท้า ดูแลเหมือนกันไม่ได้

เล็บมือและเล็บเท้าใช้ชีวิตไม่เหมือนกัน การดูแลเลยต้องต่างกันไปด้วย

เล็บมือโดนทั้งการกระแทก การล้างมือบ่อย การสัมผัสสารเคมี และการทำเล็บบ่อย ๆ จึงควรโฟกัสที่การบำรุง ความชุ่มชื้น และการปกป้องเป็นพิเศษ

ส่วนเล็บเท้า ต้องเจอแรงกดจากรองเท้า การเดิน การยืนเป็นเวลานาน ถ้ารองเท้าคับ ใส่ไม่สบาย หรือเล็บเท้าตัดไม่ถูกวิธี ก็เสี่ยงเล็บช้ำ ขบ หรืองอกผิดทิศได้ง่าย

นอกจากนี้ เล็บเท้ายังเสี่ยงปัญหาเชื้อรา ผิวลอก หรือเล็บหนาผิดปกติ หากไม่สังเกตและดูแลให้ดี

  • บำรุงเล็บมือด้วยออยล์และครีมอย่างสม่ำเสมอ

  • ตัดเล็บเท้าให้ถูกทรง และเลือกรองเท้าที่ใส่สบายไม่บีบหน้าเท้า

  • หมั่นสังเกตสี ความหนา และสภาพของเล็บเท้าอยู่เสมอ

  • ป้องกันการอักเสบและปัญหาเชื้อราที่เล็บเท้าด้วยการรักษาความสะอาดและให้เท้าแห้งอยู่เสมอ

ยิ่งเข้าใจความต่างของเล็บมือและเล็บเท้าเท่าไหร่ การดูแลก็ยิ่งแม่นและได้ผลมากขึ้นเท่านั้น

สรุป: ถ้าอยากให้เล็บแข็งแรง ต้องดูแลแบบครบทุกด้าน

การจะมีเล็บที่แข็งแรง ไม่หักง่าย ไม่เปราะ ไม่ใช่แค่เลือกสีสวยหรือหาร้านทำเล็บเก่ง ๆ เท่านั้น แต่ต้องผสมผสานหลายด้านเข้าด้วยกัน

  • กินอาหารให้ครบ และเสริมสารอาหารที่เล็บต้องการ

  • มีรูทีนบำรุงเล็บทุกวัน ให้ความชุ่มชื้นทั้งเล็บและหนังรอบเล็บ

  • หยุดพฤติกรรมทำร้ายเล็บแบบไม่รู้ตัว เช่น กัดเล็บ หรือใช้เล็บงัดของ

  • เพิ่มเทคนิคเสริมอย่างการนวดเล็บ แช่เล็บ และใช้ฐานรองเล็บ

  • แยกวิธีดูแลเล็บมือและเล็บเท้าให้เหมาะกับการใช้งานจริง

เมื่อดูแลเล็บอย่างสม่ำเสมอ ทั้งจากภายในและภายนอก เล็บจะค่อย ๆ แข็งแรงขึ้น หนาขึ้น ยืดหยุ่นมากขึ้น และดูสุขภาพดีแบบเป็นธรรมชาติ

เล็บสวยไม่ใช่เรื่องฟลุค แต่เป็นผลลัพธ์ของการดูแลตัวเองอย่างตั้งใจในทุกวัน