รับแอปรับแอป

รวม 7 แอปแต่งรูปฟรีบนมือถือ ใช้ AI ปรับหน้า เปลี่ยนฟิลเตอร์ ได้รูปสวยแบบไม่ต้องง้อช่าง

ภาคภูมิ ศรีสุข01-30

แต่งรูปยุคนี้ ถ้าไม่มี AI คือเชยไปแล้ว

ทุกวันนี้มือถือเครื่องเดียวก็ทำรูปสวยเหมือนจ้างกราฟิกได้แล้ว เพราะ แอปแต่งรูปฟรี ส่วนใหญ่ใส่ฟีเจอร์ AI มาช่วยแต่งภาพ กันแทบทั้งหมด ไม่ว่าจะปรับหน้าเรียว, ลบสิ่งเกะกะ, เติมเอฟเฟกต์ หรือเปลี่ยนโทนสีแบบมือโปรก็ทำได้ไม่กี่จิ้ม

ไม่ว่าในเครื่องจะมีติดไว้กี่แอป เชื่อเลยว่าอย่างน้อยต้องมีแอปแต่งรูปสักตัวเอาไว้จัดการภาพก่อนลงโซเชียลแน่นอน ยิ่งใครไม่ถนัดโปรแกรมกราฟิกบนคอม แอปเหล่านี้คือทางลัดให้ได้ภาพสวยแบบ ง่าย เร็ว และฟรีในระดับหนึ่ง

ก่อนเลือกโหลดแอปแต่งรูปฟรี ควรรู้อะไรบ้าง

ก่อนจะกดโหลดแอปแต่งรูปมาลองใช้ มีเรื่องเล็กๆ ที่ควรรู้ไว้จะได้ไม่เสียอารมณ์ทีหลัง

  • ถึงจะเขียนว่าใช้ฟรี แต่หลายแอป ซ่อนฟีเจอร์พิเศษไว้ในเวอร์ชั่นเสียเงิน

  • ฟีเจอร์เทพๆ อย่าง ลบคน/สิ่งของออกจากภาพ หรือเปลี่ยนใบหน้า มักอยู่ในแพ็คเสริมแบบจ่ายเพิ่ม

  • แอปแต่งภาพหลายตัว รวมฟีเจอร์ตัดต่อวิดีโอ มาให้แล้ว ทำ Reels/Shorts ง่ายขึ้นเยอะ

  • ฟีเจอร์พื้นฐานที่แทบจะมีทุกแอปคือ ตัดภาพพื้นหลังด้วย AI เอาไปวางต่อในดีไซน์อื่นได้สบาย

ต่อไปมาดูกันว่า 7 แอปแต่งรูปฟรีตัวเด็ด ที่มี AI ให้ใช้แบบจัดเต็ม มีตัวไหนเหมาะกับสายโซเชียล สายทำคอนเทนต์ หรือสายช่างภาพบ้าง

รวม 7 แอปแต่งรูปฟรี + AI ที่ควรมีติดมือถือ

ด้านล่างนี้คือ 7 แอปที่คัดมาแล้วว่า ใช้งานจริงได้ ปรับรูปสวย ฟีเจอร์ไม่กั๊กจนเกินไป แต่ละตัวมีสไตล์ต่างกัน เลือกตามแนวที่ชอบได้เลย

1. Canva – แอปแต่งภาพ + ตัดต่อวิดีโอ + ทำงานดีไซน์จบในตัวเดียว

ถ้าพูดถึงแอปแต่งภาพยุคนี้ Canva ต้องติดอันดับต้นๆ แน่นอน เพราะไม่ได้แค่แต่งรูป แต่คือ ศูนย์รวมงานดีไซน์ทุกอย่าง ตั้งแต่รูปโพสต์, โปสเตอร์, พรีเซนต์ ไปจนถึงหน้าเว็บ

เวอร์ชั่นฟรีก็ใช้งานได้เยอะมาก มีทั้ง Template สำเร็จรูป, เครื่องมือแต่งสี, จัดเลย์เอาท์ รวมถึงฟีเจอร์ให้แชร์โปรเจกต์ให้คนอื่นเข้ามาร่วมแก้ไขได้ เป็นเหตุผลที่ทำให้ Canva กลายเป็นแอปประจำเครื่องของทั้งสายคอนเทนต์และสายทำงานเอกสาร

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์แนว Office ในตัว ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร, ชีต, สไลด์ และที่สำคัญคือมี AI มาช่วยสร้างภาพและวิดีโอ จาก Prompt ลดเวลาทำงานไปได้เยอะ

แต่ถ้าอยากใช้ทุกฟีเจอร์ รวมถึง AI แบบจัดเต็ม ต้องสมัครแพ็คเพิ่มรายปี ประมาณ 1,850 บาท/บัญชี ถึงจะปลดล็อกฟีเจอร์ทั้งหมดและได้ Cloud Storage 1TB ถ้าเน้นแต่งภาพเชิงลึกระดับมืออาชีพจริงๆ โปรแกรมแต่งภาพเฉพาะทางจะตอบโจทย์มากกว่า

ข้อดี

  • ฟีเจอร์เยอะ ใช้งานง่าย และมี Template สำเร็จรูป ให้ใช้แต่งภาพได้เร็ว

  • ทำได้มากกว่าการแต่งรูป ทั้ง เอกสาร, สไลด์, เว็บไซต์ ครบจบในแอปเดียว

  • มี AI สร้างภาพ–วิดีโอ จากการพิมพ์สั่ง ช่วยลดเวลาทำงาน

  • UI ทั้งบนเว็บและแอปจัดหมวดหมู่ชัดเจน คนไม่เก่งเทคฯ ก็ใช้เป็น

  • รองรับหลายแพลตฟอร์ม ทั้ง Windows, Chromebook, Android, iOS

  • แชร์งานและทำโปรเจกต์ร่วมกับทีมได้ง่ายมาก

ข้อสังเกต

  • ฟีเจอร์หลักๆ โดยเฉพาะ AI ต้องจ่ายเพิ่มแบบรายปีจึงจะใช้ได้ครบ

  • ถ้าเน้นแต่งรูปละเอียดจ๋า ระดับรีทัชจริงจัง แอปเฉพาะทางจะเหมาะกว่า

2. Meitu – แอปแต่งหน้า รูปสวยละมุนสายโซเชียลห้ามพลาด

ถ้าถามสาวๆ ว่า แอปแต่งรูปหน้าให้สวยก่อนลงโซเชียล ใช้อะไร เชื่อว่าชื่อ Meitu ต้องโผล่มาแน่นอน เพราะเกิดมาเพื่อแต่งภาพคนโดยเฉพาะ

ในแอปมีครบตั้งแต่การแก้แสงสี, ใส่ฟิลเตอร์, เติม Template ทั้งสำหรับภาพนิ่งและวิดีโอ ทำให้ภาพดูสวยละมุนขึ้นทันที แถมยังมี AI ช่วยลบวัตถุ และแต่งภาพสไตล์อนิเมะได้ด้วย

แต่ในเวอร์ชั่นฟรีจะมีโฆษณาแทรกเป็นระยะ และระบบเก็บเงินถ้าไม่ได้ผูกบัญชีไว้ดีๆ เวลาโดนตัดเงินแล้วอาจขอคืนลำบาก

ข้อดี

  • ฟีเจอร์แต่งภาพคนละเอียดมาก เหมาะกับการ แต่งหน้าก่อนลงโซเชียล

  • มี Filter และ Template ให้เลือกเยอะ แต่งสไตล์ไหนก็หาแบบที่ถูกใจได้

  • มีฟังก์ชันตัดต่อวิดีโอ และรีทัชนางแบบในคลิปได้

  • รองรับหลายแพลตฟอร์มทั้ง Windows, macOS, iOS, Android

ข้อสังเกต

  • บางฟังก์ชันคิดค่าบริการ และเจอโฆษณาคั่นเป็นช่วงๆ ในเวอร์ชั่นฟรี

3. VSCO – แต่งโทนสีแบบช่างภาพ มือสมัครเล่นยันมือโปรต้องลอง

VSCO เคยเป็นกระแสดังในหมู่คนชอบแต่งรูป เพราะจุดเด่นคือ โทนสีและ Preset สไตล์กล้องฟิล์ม ที่หลายคนหลงรัก รวมถึงเครื่องมือแต่งรูปที่ใช้งานจริงจังได้ใกล้เคียงแอประดับมือโปร

ปัจจุบันมีฟีเจอร์ AI ปรับแต่งภาพ เพิ่มเข้ามา และยังสามารถเชิญคนอื่นมาช่วยทำงานร่วมกันได้ ใช้ระบบปรับสีแบบ HSL ที่ช่างภาพคุ้นเคย และยังมีเวอร์ชั่นสำหรับคอมให้ใช้ด้วย

เวอร์ชั่นฟรีจะถือว่าใช้ได้แบบลองของ ฟีเจอร์จำกัด ถ้าอยากใช้คุ้มจริงควรอัปเป็น Plus ปีละประมาณ 974 บาท/บัญชี จะได้ Preset เพิ่มจากหลักสิบเป็นกว่าร้อยแบบ ใช้ Tools ได้หลากหลายขึ้น มีระบบตัดต่อวิดีโอ และเชื่อมต่อกับคอมมูนิตี้ VSCO เพื่อโชว์ผลงาน

ถ้าอัปไปถึงเวอร์ชั่น Pro (ค่าบริการราว 2,000 บาท/ปี) จะได้ใช้ทุก Tools ทั้งบนมือถือและคอม เชื่อมกับ Adobe Lightroom ผ่าน Cloud ได้ แถมยังสร้างบล็อกส่วนตัวได้ เหมาะมากสำหรับช่างภาพหรือสายแต่งรูปจริงจัง

ข้อดี

  • มี Tools แต่งภาพเยอะ ทั้งดึงโทนสี ปรับแสง และรายละเอียดต่างๆ

  • ใช้ AI ช่วยลบวัตถุหรือปรับภาพตามต้องการได้หลายแบบ

  • มีฟังก์ชันตัดต่อวิดีโอในแอป ทำคลิปสั้นได้ไม่ยาก

  • เวอร์ชั่น Pro เชื่อม Cloud + Adobe Lightroom ทำงานต่อบนคอมได้ลื่น

  • มีหน้าเว็บรวมผลงานให้โชว์งานในชื่อของเราเอง

  • รองรับ Windows, macOS, iOS และ Android

ข้อสังเกต

  • เวอร์ชั่นฟรีฟีเจอร์ค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะด้านวิดีโอ

  • ค่าบริการรายปีทั้ง Plus และ Pro อยู่ระดับใกล้เคียงโปรแกรมมืออาชีพ

4. Pixlr AI Photo Editor – แต่งรูปด้วย AI แบบจัดเต็ม เอฟเฟกต์แน่น

Pixlr AI Photo Editor เป็นแอปสาย AI จ๋าที่เหมาะกับคนอยากลองความสามารถของ AI แบบจริงจังมากกว่าแค่ใส่ฟิลเตอร์ธรรมดา ให้ลองฟรี 7 วันแรก จากนั้นคิดค่าบริการเริ่มต้นประมาณ 80 บาท/เดือน

จุดเด่นคือฟีเจอร์ AI อย่างเช่น ลบสิ่งไม่ต้องการออกจากภาพ, ให้ AI วาดภาพ, เปลี่ยนหน้า, ขยายภาพและให้ AI เติมส่วนที่หายไป หรือจะสั่งให้วาดเพิ่มสิ่งใหม่ๆ เช่น ใส่แว่นในรูปคน ก็แค่พิมพ์ Prompt แล้วรอผลลัพธ์ได้เลย

ใช้งานได้ทั้งแบบแอปบนมือถือ, ผ่านหน้าเว็บ หรือบนคอมพิวเตอร์ ส่วนแพ็คเริ่มต้นจะให้ใช้ AI ได้ 80 ครั้ง/เดือน ไม่มีโฆษณา ถ้าอัปเป็น Premium (ราว 325 บาท/เดือน) จะได้โควต้า Prompt มากขึ้นถึง 1,000 ครั้ง

ข้อดี

  • นอกจากแต่งพื้นฐาน ยังมี AI หลากหลายรูปแบบ ให้เล่นเต็มที่

  • มีระบบ Touch-up, Template ดีไซน์ พร้อมให้หยิบไปใช้งานได้ทันที

  • ทำกรอบรวมภาพ (Collage) ได้สวยและปรับแต่งได้ตามใจ

  • ใช้งานได้ทั้งในมือถือ, บนเว็บ และบนคอม

ข้อสังเกต

  • ฟรีแค่ 7 วันแรก หลังจากนั้นต้องจ่ายค่าบริการแบบ Subscription ต่อเดือน

5. PhotoGrid: Video Collage Maker – รวมรูปหลายใบให้จบในเฟรมเดียว

ถ้าชอบ ทำกรอบรวมรูป (Collage) หรืออยากรวมรูปกับวิดีโอหลายช็อตมาไว้ในเฟรมเดียว PhotoGrid คือแอปที่ทำได้โดดเด่นมาก ใช้ทำการ์ด โปสเตอร์ หรือโพสต์โปรโมชันก็สะดวก

ในแอปสามารถใส่กรอบรูป เติมองค์ประกอบต่างๆ เพิ่มสีและความสดให้ภาพ รวมถึงใส่เอฟเฟกต์ฟอนต์สวยๆ ให้ภาพดูมีดีไซน์ ไม่ว่าจะอยากเปลี่ยนสไตล์เป็นลุคการ์ตูนดิสนีย์ ญี่ปุ่น หรือฮาโลวีนก็จัดได้

ถ้ารูปมีขนาดเล็กไปก็สามารถ ขยายภาพแล้วให้ AI วาดเติมรายละเอียดส่วนที่หายไป ได้ด้วย แต่ถ้าใช้เฉพาะเวอร์ชั่นฟรีจะได้แค่ฟีเจอร์พื้นฐานสำหรับแต่งรูปและวิดีโอ

ฟีเจอร์เจ๋งๆ อย่าง Template, ฟอนต์พิเศษ, สติกเกอร์ หรือ AI แบบจัดเต็ม ต้องสมัครระดับ VIP ขึ้นไป ค่าบริการเริ่มต้นประมาณ 919 บาท/ปี ถ้าไม่เน้นใช้ AI มาก ใช้ฟรีก็เอาอยู่ในหลายกรณี

ข้อดี

  • ใช้งานได้ทั้งบนมือถือและผ่านหน้าเว็บของ PhotoGrid

  • มี กรอบภาพให้เลือกฟรี เยอะ รวมรูปหลายใบในช็อตเดียวได้ง่าย

  • ทำกราฟิกตัวอักษรสวยๆ ใส่ในรูปได้ ไม่ต้องเปิดโปรแกรมอื่นช่วย

  • มี AI ช่วยตัดฉากหลัง, ลบสิ่งเกะกะ และแต่งภาพ/วิดีโอตามต้องการ

  • สามารถใส่ Filter เปลี่ยนสไตล์ภาพให้เป็นแนวอื่นได้หลายแบบ

  • มี AI Upscaler ช่วย เพิ่มความคมชัดภาพ ให้ชัดกว่าต้นฉบับ

ข้อสังเกต

  • ถึงจะเริ่มใช้ฟรีได้ แต่กรอบบางแบบและฟีเจอร์บางส่วนต้องสมัครรายปี

  • ฟีเจอร์ AI แบบเต็มๆ จะอยู่ในระดับ VIP/Pro ซึ่งค่าบริการค่อนข้างสูง

6. Snapseed – สายกล้องมือถือต้องมี แต่ง RAW ได้เหมือนใช้โปรแกรมใหญ่

Snapseed คือแอปแต่งภาพฟรีจาก Google ที่หลายคนยกให้เป็น ตัวท็อปของสายช่างภาพมือถือ เพราะเครื่องมือแต่งภาพละเอียดใกล้เคียงโปรแกรมบนคอม แต่ย่อมาอยู่ในมือถือ

สามารถปรับได้ทั้งสี, Contrast, White Balance, Curves และยังมีฟิลเตอร์ให้ใช้ พร้อมย่อ–ขยายภาพได้ตามต้องการ ที่เด็ดคือรองรับไฟล์ RAW แบบไม่เสียคุณภาพ แต่งจบแล้ว Export ไปใช้ต่อได้ทันที

ข้อดี

  • พัฒนาโดย Google ใช้ฟรี และมีเครื่องมือแต่งภาพให้ครบมือ

  • เปิดไฟล์ RAW แล้วแต่งได้โดยไม่ทำให้ภาพเสียรายละเอียด

  • ปรับแสง, ความสว่าง, คอนทราสต์, สี และอื่นๆ ได้ระดับโปรแกรมใหญ่

  • มีฟิลเตอร์หลากหลาย ใช้กับภาพได้ตามสไตล์ที่ชอบ

  • กลับมาเปิดภาพเดิมเพื่อแต่งต่อเมื่อไรก็ได้

ข้อสังเกต

  • ใช้ได้เฉพาะบนมือถือและแท็บเล็ต ยังไม่มีเวอร์ชั่นคอมพิวเตอร์ให้ลง

7. Fotor – แต่งรูปง่าย หน้า UI คล้าย Photoshop แถมมี AI ช่วยให้ไวขึ้น

Fotor เป็นอีกแอปแต่งรูปฟรีที่เน้นกลุ่มผู้ใช้ทั่วไปที่อยากได้ภาพสวยไว้ลงโซเชียลแบบไม่ต้องเรียนรู้อะไรเยอะ ฟีเจอร์พื้นฐานมีครบ ทั้งปรับสี, เพิ่มความคม, ตัดฉากหลัง, ใส่ฟิลเตอร์ และแน่นอนว่ามี AI ช่วยจัดการภาพ ให้จากการพิมพ์คำสั่ง

หน้าตา UI คล้ายโปรแกรมแต่งภาพยอดนิยม ทำให้คนเคยใช้โปรแกรมใหญ่ๆ ปรับตัวได้ง่าย นอกจากนี้ยังสั่งให้ AI สร้างภาพจากข้อความได้ด้วย แต่หลังจากใช้ฟรีครบ 30 วันจะเริ่มคิดค่าบริการรายปีราว 1,300 บาท/บัญชี ถ้าไม่ได้ใช้บ่อยอาจรู้สึกว่าราคาสูงพอสมควร

ข้อดี

  • มี AI ทั้งสำหรับเพิ่มความคมชัด, ตัดฉากหลัง, ลบสิ่งไม่ต้องการในภาพ

  • แต่งภาพได้ทั้งในแอปและหน้าเว็บ ใช้ AI ฟรีช่วงเริ่มต้น UI ใช้งานง่าย

  • สั่ง AI สร้างภาพจากข้อความได้ เหมาะกับสายคอนเทนต์

  • ฟิลเตอร์ให้เลือกหลายสไตล์ ทั้งโทนสีและแนวการ์ตูน/ตัวละคร

  • อินเทอร์เฟซเข้าใจง่าย ตัวเลือกเยอะ แต่ไม่ซับซ้อนเกินไป

ข้อสังเกต

  • หลังทดลองครบ 30 วัน จะเก็บค่าบริการรายปีในเรตราว 1,300 บาท

สรุป: สายไหนควรใช้แอปอะไร?

ตอนนี้จะเห็นเลยว่า แอปแต่งรูปฟรีบนมือถือมีให้เลือกเยอะมาก ทั้งแบบฟรีจริงและแบบให้ลองก่อนค่อยเก็บเงินทีหลัง สิ่งที่แทบทุกแอปมีเหมือนกันคือการใส่ ฟีเจอร์ AI เพื่อช่วยแต่งภาพให้เร็วและง่ายขึ้น แม้คนที่ไม่ถนัดเรื่องโทนสีหรือการรีทัชก็ยังได้รูปสวยๆ ไปลงโซเชียลได้สบาย

  • ถ้าเน้น ใช้งานง่าย สั่ง AI ช่วยเยอะ ทำได้ทั้งรูป งานดีไซน์ และวิดีโอ เลือก Canva, Meitu, Pixlr, PhotoGrid หรือ Fotor ได้เลย

  • ถ้าเป็นสายทำงานภาพจริงจัง อยากแต่งบนมือถือแล้ว เชื่อมต่อไปทำต่อใน Adobe Lightroom หรือใช้งานร่วมกับคอมได้ VSCO จะตอบโจทย์มาก

  • ส่วนใครอยากแต่งจริงจังแต่ใช้คนเดียว เน้นภาพนิ่ง ปรับโทนละเอียด และชอบไฟล์ RAW Snapseed คือคู่หูที่ควรมีติดเครื่อง

เลือกแอปที่ตรงกับสไตล์การใช้งานของตัวเองสัก 1–2 ตัว แล้วลองเล่นให้คล่อง รับรองว่า ภาพในมือถือของคุณจะไม่ธรรมดาเหมือนเดิมอีกต่อไป