แต่งรูปยุคนี้ ถ้าไม่มี AI คือเชยไปแล้ว
ทุกวันนี้มือถือเครื่องเดียวก็ทำรูปสวยเหมือนจ้างกราฟิกได้แล้ว เพราะ แอปแต่งรูปฟรี ส่วนใหญ่ใส่ฟีเจอร์ AI มาช่วยแต่งภาพ กันแทบทั้งหมด ไม่ว่าจะปรับหน้าเรียว, ลบสิ่งเกะกะ, เติมเอฟเฟกต์ หรือเปลี่ยนโทนสีแบบมือโปรก็ทำได้ไม่กี่จิ้ม
ไม่ว่าในเครื่องจะมีติดไว้กี่แอป เชื่อเลยว่าอย่างน้อยต้องมีแอปแต่งรูปสักตัวเอาไว้จัดการภาพก่อนลงโซเชียลแน่นอน ยิ่งใครไม่ถนัดโปรแกรมกราฟิกบนคอม แอปเหล่านี้คือทางลัดให้ได้ภาพสวยแบบ ง่าย เร็ว และฟรีในระดับหนึ่ง
ก่อนเลือกโหลดแอปแต่งรูปฟรี ควรรู้อะไรบ้าง
ก่อนจะกดโหลดแอปแต่งรูปมาลองใช้ มีเรื่องเล็กๆ ที่ควรรู้ไว้จะได้ไม่เสียอารมณ์ทีหลัง
ถึงจะเขียนว่าใช้ฟรี แต่หลายแอป ซ่อนฟีเจอร์พิเศษไว้ในเวอร์ชั่นเสียเงิน
ฟีเจอร์เทพๆ อย่าง ลบคน/สิ่งของออกจากภาพ หรือเปลี่ยนใบหน้า มักอยู่ในแพ็คเสริมแบบจ่ายเพิ่ม
แอปแต่งภาพหลายตัว รวมฟีเจอร์ตัดต่อวิดีโอ มาให้แล้ว ทำ Reels/Shorts ง่ายขึ้นเยอะ
ฟีเจอร์พื้นฐานที่แทบจะมีทุกแอปคือ ตัดภาพพื้นหลังด้วย AI เอาไปวางต่อในดีไซน์อื่นได้สบาย
ต่อไปมาดูกันว่า 7 แอปแต่งรูปฟรีตัวเด็ด ที่มี AI ให้ใช้แบบจัดเต็ม มีตัวไหนเหมาะกับสายโซเชียล สายทำคอนเทนต์ หรือสายช่างภาพบ้าง
รวม 7 แอปแต่งรูปฟรี + AI ที่ควรมีติดมือถือ
ด้านล่างนี้คือ 7 แอปที่คัดมาแล้วว่า ใช้งานจริงได้ ปรับรูปสวย ฟีเจอร์ไม่กั๊กจนเกินไป แต่ละตัวมีสไตล์ต่างกัน เลือกตามแนวที่ชอบได้เลย
1. Canva – แอปแต่งภาพ + ตัดต่อวิดีโอ + ทำงานดีไซน์จบในตัวเดียว
ถ้าพูดถึงแอปแต่งภาพยุคนี้ Canva ต้องติดอันดับต้นๆ แน่นอน เพราะไม่ได้แค่แต่งรูป แต่คือ ศูนย์รวมงานดีไซน์ทุกอย่าง ตั้งแต่รูปโพสต์, โปสเตอร์, พรีเซนต์ ไปจนถึงหน้าเว็บ
เวอร์ชั่นฟรีก็ใช้งานได้เยอะมาก มีทั้ง Template สำเร็จรูป, เครื่องมือแต่งสี, จัดเลย์เอาท์ รวมถึงฟีเจอร์ให้แชร์โปรเจกต์ให้คนอื่นเข้ามาร่วมแก้ไขได้ เป็นเหตุผลที่ทำให้ Canva กลายเป็นแอปประจำเครื่องของทั้งสายคอนเทนต์และสายทำงานเอกสาร
นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์แนว Office ในตัว ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร, ชีต, สไลด์ และที่สำคัญคือมี AI มาช่วยสร้างภาพและวิดีโอ จาก Prompt ลดเวลาทำงานไปได้เยอะ
แต่ถ้าอยากใช้ทุกฟีเจอร์ รวมถึง AI แบบจัดเต็ม ต้องสมัครแพ็คเพิ่มรายปี ประมาณ 1,850 บาท/บัญชี ถึงจะปลดล็อกฟีเจอร์ทั้งหมดและได้ Cloud Storage 1TB ถ้าเน้นแต่งภาพเชิงลึกระดับมืออาชีพจริงๆ โปรแกรมแต่งภาพเฉพาะทางจะตอบโจทย์มากกว่า
ข้อดี
ฟีเจอร์เยอะ ใช้งานง่าย และมี Template สำเร็จรูป ให้ใช้แต่งภาพได้เร็ว
ทำได้มากกว่าการแต่งรูป ทั้ง เอกสาร, สไลด์, เว็บไซต์ ครบจบในแอปเดียว
มี AI สร้างภาพ–วิดีโอ จากการพิมพ์สั่ง ช่วยลดเวลาทำงาน
UI ทั้งบนเว็บและแอปจัดหมวดหมู่ชัดเจน คนไม่เก่งเทคฯ ก็ใช้เป็น
รองรับหลายแพลตฟอร์ม ทั้ง Windows, Chromebook, Android, iOS
แชร์งานและทำโปรเจกต์ร่วมกับทีมได้ง่ายมาก
ข้อสังเกต
ฟีเจอร์หลักๆ โดยเฉพาะ AI ต้องจ่ายเพิ่มแบบรายปีจึงจะใช้ได้ครบ
ถ้าเน้นแต่งรูปละเอียดจ๋า ระดับรีทัชจริงจัง แอปเฉพาะทางจะเหมาะกว่า
2. Meitu – แอปแต่งหน้า รูปสวยละมุนสายโซเชียลห้ามพลาด
ถ้าถามสาวๆ ว่า แอปแต่งรูปหน้าให้สวยก่อนลงโซเชียล ใช้อะไร เชื่อว่าชื่อ Meitu ต้องโผล่มาแน่นอน เพราะเกิดมาเพื่อแต่งภาพคนโดยเฉพาะ
ในแอปมีครบตั้งแต่การแก้แสงสี, ใส่ฟิลเตอร์, เติม Template ทั้งสำหรับภาพนิ่งและวิดีโอ ทำให้ภาพดูสวยละมุนขึ้นทันที แถมยังมี AI ช่วยลบวัตถุ และแต่งภาพสไตล์อนิเมะได้ด้วย
แต่ในเวอร์ชั่นฟรีจะมีโฆษณาแทรกเป็นระยะ และระบบเก็บเงินถ้าไม่ได้ผูกบัญชีไว้ดีๆ เวลาโดนตัดเงินแล้วอาจขอคืนลำบาก
ข้อดี
ฟีเจอร์แต่งภาพคนละเอียดมาก เหมาะกับการ แต่งหน้าก่อนลงโซเชียล
มี Filter และ Template ให้เลือกเยอะ แต่งสไตล์ไหนก็หาแบบที่ถูกใจได้
มีฟังก์ชันตัดต่อวิดีโอ และรีทัชนางแบบในคลิปได้
รองรับหลายแพลตฟอร์มทั้ง Windows, macOS, iOS, Android
ข้อสังเกต
บางฟังก์ชันคิดค่าบริการ และเจอโฆษณาคั่นเป็นช่วงๆ ในเวอร์ชั่นฟรี
3. VSCO – แต่งโทนสีแบบช่างภาพ มือสมัครเล่นยันมือโปรต้องลอง
VSCO เคยเป็นกระแสดังในหมู่คนชอบแต่งรูป เพราะจุดเด่นคือ โทนสีและ Preset สไตล์กล้องฟิล์ม ที่หลายคนหลงรัก รวมถึงเครื่องมือแต่งรูปที่ใช้งานจริงจังได้ใกล้เคียงแอประดับมือโปร
ปัจจุบันมีฟีเจอร์ AI ปรับแต่งภาพ เพิ่มเข้ามา และยังสามารถเชิญคนอื่นมาช่วยทำงานร่วมกันได้ ใช้ระบบปรับสีแบบ HSL ที่ช่างภาพคุ้นเคย และยังมีเวอร์ชั่นสำหรับคอมให้ใช้ด้วย
เวอร์ชั่นฟรีจะถือว่าใช้ได้แบบลองของ ฟีเจอร์จำกัด ถ้าอยากใช้คุ้มจริงควรอัปเป็น Plus ปีละประมาณ 974 บาท/บัญชี จะได้ Preset เพิ่มจากหลักสิบเป็นกว่าร้อยแบบ ใช้ Tools ได้หลากหลายขึ้น มีระบบตัดต่อวิดีโอ และเชื่อมต่อกับคอมมูนิตี้ VSCO เพื่อโชว์ผลงาน
ถ้าอัปไปถึงเวอร์ชั่น Pro (ค่าบริการราว 2,000 บาท/ปี) จะได้ใช้ทุก Tools ทั้งบนมือถือและคอม เชื่อมกับ Adobe Lightroom ผ่าน Cloud ได้ แถมยังสร้างบล็อกส่วนตัวได้ เหมาะมากสำหรับช่างภาพหรือสายแต่งรูปจริงจัง
ข้อดี
มี Tools แต่งภาพเยอะ ทั้งดึงโทนสี ปรับแสง และรายละเอียดต่างๆ
ใช้ AI ช่วยลบวัตถุหรือปรับภาพตามต้องการได้หลายแบบ
มีฟังก์ชันตัดต่อวิดีโอในแอป ทำคลิปสั้นได้ไม่ยาก
เวอร์ชั่น Pro เชื่อม Cloud + Adobe Lightroom ทำงานต่อบนคอมได้ลื่น
มีหน้าเว็บรวมผลงานให้โชว์งานในชื่อของเราเอง
รองรับ Windows, macOS, iOS และ Android
ข้อสังเกต
เวอร์ชั่นฟรีฟีเจอร์ค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะด้านวิดีโอ
ค่าบริการรายปีทั้ง Plus และ Pro อยู่ระดับใกล้เคียงโปรแกรมมืออาชีพ
4. Pixlr AI Photo Editor – แต่งรูปด้วย AI แบบจัดเต็ม เอฟเฟกต์แน่น
Pixlr AI Photo Editor เป็นแอปสาย AI จ๋าที่เหมาะกับคนอยากลองความสามารถของ AI แบบจริงจังมากกว่าแค่ใส่ฟิลเตอร์ธรรมดา ให้ลองฟรี 7 วันแรก จากนั้นคิดค่าบริการเริ่มต้นประมาณ 80 บาท/เดือน
จุดเด่นคือฟีเจอร์ AI อย่างเช่น ลบสิ่งไม่ต้องการออกจากภาพ, ให้ AI วาดภาพ, เปลี่ยนหน้า, ขยายภาพและให้ AI เติมส่วนที่หายไป หรือจะสั่งให้วาดเพิ่มสิ่งใหม่ๆ เช่น ใส่แว่นในรูปคน ก็แค่พิมพ์ Prompt แล้วรอผลลัพธ์ได้เลย
ใช้งานได้ทั้งแบบแอปบนมือถือ, ผ่านหน้าเว็บ หรือบนคอมพิวเตอร์ ส่วนแพ็คเริ่มต้นจะให้ใช้ AI ได้ 80 ครั้ง/เดือน ไม่มีโฆษณา ถ้าอัปเป็น Premium (ราว 325 บาท/เดือน) จะได้โควต้า Prompt มากขึ้นถึง 1,000 ครั้ง
ข้อดี
นอกจากแต่งพื้นฐาน ยังมี AI หลากหลายรูปแบบ ให้เล่นเต็มที่
มีระบบ Touch-up, Template ดีไซน์ พร้อมให้หยิบไปใช้งานได้ทันที
ทำกรอบรวมภาพ (Collage) ได้สวยและปรับแต่งได้ตามใจ
ใช้งานได้ทั้งในมือถือ, บนเว็บ และบนคอม
ข้อสังเกต
ฟรีแค่ 7 วันแรก หลังจากนั้นต้องจ่ายค่าบริการแบบ Subscription ต่อเดือน
5. PhotoGrid: Video Collage Maker – รวมรูปหลายใบให้จบในเฟรมเดียว
ถ้าชอบ ทำกรอบรวมรูป (Collage) หรืออยากรวมรูปกับวิดีโอหลายช็อตมาไว้ในเฟรมเดียว PhotoGrid คือแอปที่ทำได้โดดเด่นมาก ใช้ทำการ์ด โปสเตอร์ หรือโพสต์โปรโมชันก็สะดวก
ในแอปสามารถใส่กรอบรูป เติมองค์ประกอบต่างๆ เพิ่มสีและความสดให้ภาพ รวมถึงใส่เอฟเฟกต์ฟอนต์สวยๆ ให้ภาพดูมีดีไซน์ ไม่ว่าจะอยากเปลี่ยนสไตล์เป็นลุคการ์ตูนดิสนีย์ ญี่ปุ่น หรือฮาโลวีนก็จัดได้
ถ้ารูปมีขนาดเล็กไปก็สามารถ ขยายภาพแล้วให้ AI วาดเติมรายละเอียดส่วนที่หายไป ได้ด้วย แต่ถ้าใช้เฉพาะเวอร์ชั่นฟรีจะได้แค่ฟีเจอร์พื้นฐานสำหรับแต่งรูปและวิดีโอ
ฟีเจอร์เจ๋งๆ อย่าง Template, ฟอนต์พิเศษ, สติกเกอร์ หรือ AI แบบจัดเต็ม ต้องสมัครระดับ VIP ขึ้นไป ค่าบริการเริ่มต้นประมาณ 919 บาท/ปี ถ้าไม่เน้นใช้ AI มาก ใช้ฟรีก็เอาอยู่ในหลายกรณี
ข้อดี
ใช้งานได้ทั้งบนมือถือและผ่านหน้าเว็บของ PhotoGrid
มี กรอบภาพให้เลือกฟรี เยอะ รวมรูปหลายใบในช็อตเดียวได้ง่าย
ทำกราฟิกตัวอักษรสวยๆ ใส่ในรูปได้ ไม่ต้องเปิดโปรแกรมอื่นช่วย
มี AI ช่วยตัดฉากหลัง, ลบสิ่งเกะกะ และแต่งภาพ/วิดีโอตามต้องการ
สามารถใส่ Filter เปลี่ยนสไตล์ภาพให้เป็นแนวอื่นได้หลายแบบ
มี AI Upscaler ช่วย เพิ่มความคมชัดภาพ ให้ชัดกว่าต้นฉบับ
ข้อสังเกต
ถึงจะเริ่มใช้ฟรีได้ แต่กรอบบางแบบและฟีเจอร์บางส่วนต้องสมัครรายปี
ฟีเจอร์ AI แบบเต็มๆ จะอยู่ในระดับ VIP/Pro ซึ่งค่าบริการค่อนข้างสูง
6. Snapseed – สายกล้องมือถือต้องมี แต่ง RAW ได้เหมือนใช้โปรแกรมใหญ่
Snapseed คือแอปแต่งภาพฟรีจาก Google ที่หลายคนยกให้เป็น ตัวท็อปของสายช่างภาพมือถือ เพราะเครื่องมือแต่งภาพละเอียดใกล้เคียงโปรแกรมบนคอม แต่ย่อมาอยู่ในมือถือ
สามารถปรับได้ทั้งสี, Contrast, White Balance, Curves และยังมีฟิลเตอร์ให้ใช้ พร้อมย่อ–ขยายภาพได้ตามต้องการ ที่เด็ดคือรองรับไฟล์ RAW แบบไม่เสียคุณภาพ แต่งจบแล้ว Export ไปใช้ต่อได้ทันที
ข้อดี
พัฒนาโดย Google ใช้ฟรี และมีเครื่องมือแต่งภาพให้ครบมือ
เปิดไฟล์ RAW แล้วแต่งได้โดยไม่ทำให้ภาพเสียรายละเอียด
ปรับแสง, ความสว่าง, คอนทราสต์, สี และอื่นๆ ได้ระดับโปรแกรมใหญ่
มีฟิลเตอร์หลากหลาย ใช้กับภาพได้ตามสไตล์ที่ชอบ
กลับมาเปิดภาพเดิมเพื่อแต่งต่อเมื่อไรก็ได้
ข้อสังเกต
ใช้ได้เฉพาะบนมือถือและแท็บเล็ต ยังไม่มีเวอร์ชั่นคอมพิวเตอร์ให้ลง
7. Fotor – แต่งรูปง่าย หน้า UI คล้าย Photoshop แถมมี AI ช่วยให้ไวขึ้น
Fotor เป็นอีกแอปแต่งรูปฟรีที่เน้นกลุ่มผู้ใช้ทั่วไปที่อยากได้ภาพสวยไว้ลงโซเชียลแบบไม่ต้องเรียนรู้อะไรเยอะ ฟีเจอร์พื้นฐานมีครบ ทั้งปรับสี, เพิ่มความคม, ตัดฉากหลัง, ใส่ฟิลเตอร์ และแน่นอนว่ามี AI ช่วยจัดการภาพ ให้จากการพิมพ์คำสั่ง
หน้าตา UI คล้ายโปรแกรมแต่งภาพยอดนิยม ทำให้คนเคยใช้โปรแกรมใหญ่ๆ ปรับตัวได้ง่าย นอกจากนี้ยังสั่งให้ AI สร้างภาพจากข้อความได้ด้วย แต่หลังจากใช้ฟรีครบ 30 วันจะเริ่มคิดค่าบริการรายปีราว 1,300 บาท/บัญชี ถ้าไม่ได้ใช้บ่อยอาจรู้สึกว่าราคาสูงพอสมควร
ข้อดี
มี AI ทั้งสำหรับเพิ่มความคมชัด, ตัดฉากหลัง, ลบสิ่งไม่ต้องการในภาพ
แต่งภาพได้ทั้งในแอปและหน้าเว็บ ใช้ AI ฟรีช่วงเริ่มต้น UI ใช้งานง่าย
สั่ง AI สร้างภาพจากข้อความได้ เหมาะกับสายคอนเทนต์
ฟิลเตอร์ให้เลือกหลายสไตล์ ทั้งโทนสีและแนวการ์ตูน/ตัวละคร
อินเทอร์เฟซเข้าใจง่าย ตัวเลือกเยอะ แต่ไม่ซับซ้อนเกินไป
ข้อสังเกต
หลังทดลองครบ 30 วัน จะเก็บค่าบริการรายปีในเรตราว 1,300 บาท
สรุป: สายไหนควรใช้แอปอะไร?
ตอนนี้จะเห็นเลยว่า แอปแต่งรูปฟรีบนมือถือมีให้เลือกเยอะมาก ทั้งแบบฟรีจริงและแบบให้ลองก่อนค่อยเก็บเงินทีหลัง สิ่งที่แทบทุกแอปมีเหมือนกันคือการใส่ ฟีเจอร์ AI เพื่อช่วยแต่งภาพให้เร็วและง่ายขึ้น แม้คนที่ไม่ถนัดเรื่องโทนสีหรือการรีทัชก็ยังได้รูปสวยๆ ไปลงโซเชียลได้สบาย
ถ้าเน้น ใช้งานง่าย สั่ง AI ช่วยเยอะ ทำได้ทั้งรูป งานดีไซน์ และวิดีโอ เลือก Canva, Meitu, Pixlr, PhotoGrid หรือ Fotor ได้เลย
ถ้าเป็นสายทำงานภาพจริงจัง อยากแต่งบนมือถือแล้ว เชื่อมต่อไปทำต่อใน Adobe Lightroom หรือใช้งานร่วมกับคอมได้ VSCO จะตอบโจทย์มาก
ส่วนใครอยากแต่งจริงจังแต่ใช้คนเดียว เน้นภาพนิ่ง ปรับโทนละเอียด และชอบไฟล์ RAW Snapseed คือคู่หูที่ควรมีติดเครื่อง
เลือกแอปที่ตรงกับสไตล์การใช้งานของตัวเองสัก 1–2 ตัว แล้วลองเล่นให้คล่อง รับรองว่า ภาพในมือถือของคุณจะไม่ธรรมดาเหมือนเดิมอีกต่อไป

