รับแอปรับแอป

15 AI Tools ปี 2025 ที่สายทำงานห้ามพลาด! ใช้ดีจริง แถมช่วยประหยัดเวลาได้เป็นกอง

ลลิตา พูนผล01-30

ยุคที่ AI ไม่ได้เป็นแค่ของเล่น แต่คือสกิลทำงานที่ต้องมี

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา AI ไม่ได้เป็นแค่เทคโนโลยีไกลตัวอีกต่อไป แต่เข้ามาอยู่ในทุกจังหวะการทำงานและชีวิตประจำวันของเราแบบแนบเนียน ตั้งแต่การเขียนอีเมล ตอบแชทลูกค้า ประชุมออนไลน์ สร้างภาพ ไปจนถึงการจัดตารางเวลา

AI Tools จึงกลายเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทั้งลดงานรูทีน เพิ่มความแม่นยำ และเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้เราได้ลองทำอะไรที่เคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้

ใครที่อยากอัปเกรดการทำงานในปี 2025 การรู้จักและเลือกใช้ AI ให้เหมาะกับงานของตัวเอง คือสกิลที่ควรรีบมีก่อนจะตามไม่ทันคนอื่น

AI Tools คืออะไร? ทำไมต้องใช้

AI Tools คือเครื่องมือหรือซอฟต์แวร์ที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เป็นหัวใจหลักในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานด้านภาษา การวิเคราะห์ข้อมูล การสร้างคอนเทนต์ แปลภาษา ทำกราฟิก ตอบคำถาม ไปจนถึงงานสร้างสรรค์ระดับโปร

จุดเด่นของเครื่องมือเหล่านี้ คือการเรียนรู้จากข้อมูลจำนวนมหาศาลและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยิ่งใช้งานยิ่งฉลาดขึ้น และตอบโจทย์งานได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

ประโยชน์หลักของ AI Tools ได้แก่:

  • ช่วยประหยัดเวลาในงานที่ทำซ้ำ ๆ

  • ลดต้นทุนทั้งด้านแรงงานและทรัพยากร

  • เพิ่มความแม่นยำในการทำงาน โดยเฉพาะงานที่ต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมาก

  • เสริมงานด้านความคิดสร้างสรรค์ เช่น สร้างภาพ เขียนเนื้อหา ทำวิดีโอ

  • ทำหน้าที่เหมือนผู้ช่วยส่วนตัว ที่พร้อมตอบคำถามและช่วยคิดได้ตลอดเวลา

ต่อไปมาดูทีละตัวว่า 15 AI Tools ที่น่าใช้ในปี 2025 มีอะไรบ้าง และเหมาะกับงานแบบไหน

1. ChatGPT – ผู้ช่วยสารพัดประโยชน์ด้านภาษาและไอเดีย

ChatGPT จาก OpenAI คือหนึ่งใน AI Tools ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด เพราะสามารถเข้าใจและสร้างข้อความได้ใกล้เคียงมนุษย์อย่างน่าทึ่ง ใช้ได้ทั้งเขียนบทความ ตอบคำถาม วิเคราะห์ข้อมูล หรือช่วยอธิบายเรื่องยาก ๆ ให้เข้าใจง่าย

จุดเด่น:

  • เข้าใจบริบทการสนทนาได้ดี มีความต่อเนื่อง ไม่ตอบแยกประเด็น

  • ประมวลผลภาษาได้ซับซ้อน เหมาะกับการใช้คิดเนื้อหา วางโครงเรื่อง หรือร่างเอกสารสำคัญ

ค่าใช้จ่าย:

  • มีเวอร์ชันฟรี

  • เวอร์ชันพรีเมียม ChatGPT Plus ราคา $20/เดือน

2. Meta AI – ผู้ช่วยที่อยู่ในทุกแพลตฟอร์มโซเชียลของ Meta

Meta AI คือ AI Software จากค่าย Meta ที่ฝังอยู่ในแพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง Instagram, WhatsApp และ Messenger ทำให้เข้าถึงได้ง่ายแบบไม่ต้องลงอะไรเพิ่ม แชทถามได้ทั้งเรื่องข้อมูลทั่วไป ไอเดียโพสต์ หรือแม้แต่การสร้างภาพจากข้อความ

จุดเด่น:

  • ผสานการใช้งานกับ Social Media ได้อย่างลื่นไหล

  • รองรับการสร้างภาพจาก Prompt ข้อความ เหมาะกับสายคอนเทนต์และการตลาด

ค่าใช้จ่าย:

  • ใช้งานฟรีสำหรับผู้ใช้แพลตฟอร์มของ Meta

3. Grammarly – เลขาฝั่งภาษาอังกฤษที่ช่วยเช็กงานเขียนให้เนี้ยบขึ้น

Grammarly เป็น AI ผู้ช่วยด้านการเขียนภาษาอังกฤษที่หลายคนต้องมีติดเครื่อง ใช้ตรวจแกรมมาร์ การสะกดคำ การใช้เครื่องหมายวรรคตอน ไปจนถึงโทนการสื่อสาร ช่วยให้ข้อความดูมืออาชีพและอ่านลื่นขึ้น

เบื้องหลังคือเทคโนโลยี LLM ที่เข้าใจบริบทของประโยคและวัตถุประสงค์ของการเขียน จึงไม่ได้แค่แก้คำ แต่ช่วย “ปรับสไตล์” ให้ตรงกับสิ่งที่เราต้องการสื่อ

จุดเด่น:

  • ตรวจสอบภาษาได้ครอบคลุมและแม่นยำ

  • ใช้งานได้บนหลายแพลตฟอร์ม รวมถึงปลั๊กอินเบราว์เซอร์

ค่าใช้จ่าย:

  • มีเวอร์ชันฟรีสำหรับฟีเจอร์พื้นฐาน

  • แพ็คเกจพรีเมียมเริ่มต้นที่ $12/เดือน

4. Gemini (Bard) – AI จาก Google ที่เชื่อมกับบริการต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว

Gemini คือ Generative AI จาก Google ที่ต่อยอดจาก Bard ใช้โมเดล LLM ขั้นสูงที่รองรับทั้งข้อความ รูปภาพ และเสียง จุดแข็งคือการเชื่อมต่อกับบริการใน Google Ecosystem เช่น Search, Gmail, Drive และ Workspace ทำให้ดึงข้อมูลมาใช้งานได้สะดวก

จุดเด่น:

  • เชื่อมต่อกับ Google Workspace ได้ดี เหมาะกับคนที่ทำงานบน Gmail, Docs, Sheets อยู่แล้ว

  • รองรับการตอบโจทย์ Prompt ที่ซับซ้อนและอัปเดตข้อมูลได้ทันสมัย

ค่าใช้จ่าย:

  • มีเวอร์ชันฟรี

  • เวอร์ชัน Gemini Advanced ราคา $19.99/เดือน

5. JanitorAI – แชทบอทสร้างตัวละครได้ละเอียดถึงบุคลิก

JanitorAI เป็น AI แชทบอทที่เน้นเรื่องการสร้างตัวละครเสมือน ผู้ใช้สามารถกำหนดบุคลิก ท่าทีการพูด และสไตล์ของตัวละครได้ละเอียดผ่าน Prompt ทำให้เหมาะกับนักเขียน นักพัฒนาเกม หรือคนที่อยากสร้างตัวละคร AI ของตัวเอง

จุดเด่น:

  • สร้างตัวละคร AI ได้มีเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำใคร

  • มีความต่อเนื่องในการสนทนาและสามารถปรับตัวตามเนื้อเรื่องที่คุย

ค่าใช้จ่าย:

  • มีเวอร์ชันฟรี (จำกัดฟีเจอร์บางส่วน)

  • เวอร์ชันพรีเมียมเริ่มต้นที่ $9.99/เดือน

6. Texta – เครื่องมือสร้างคอนเทนต์อัตโนมัติสายทำการตลาด

Texta คือ AI ที่ช่วยสร้างบทความ แคปชั่น และคอนเทนต์ในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ใช้เทคโนโลยี Deep Learning ที่เรียนรู้จากเนื้อหาบนโลกออนไลน์จำนวนมาก ทำให้สไตล์การเขียนค่อนข้างเป็นธรรมชาติและปรับตามกลุ่มเป้าหมายได้ดี

จุดเด่น:

  • ปรับ Mood & Tone และ Brand Voice ให้ตรงกับภาพลักษณ์แบรนด์ได้

  • ช่วยวิเคราะห์ SEO และแนะนำ Keyword ที่เหมาะสม

ค่าใช้จ่าย:

  • แพ็คเกจเริ่มต้นที่ $29/เดือน

  • มีทดลองใช้ฟรี 7 วัน

7. Jasper – ผู้ช่วยเขียนคอนเทนต์ที่สายมาร์เก็ตติ้งชอบใช้

Jasper (เดิมชื่อ Jarvis) เป็น AI Program สำหรับงานเขียนที่ได้รับความนิยมในวงการการตลาดและคอนเทนต์ สามารถช่วยเขียนได้ตั้งแต่อีเมล บทความ โฆษณา ไปจนถึงโพสต์โซเชียล

เบื้องหลังคือระบบ Deep Learning ที่เรียนรู้จากตัวอย่างงานเขียนคุณภาพจำนวนมาก ทำให้สร้างเนื้อหาได้ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงและตอบโจทย์แต่ละ Use Case ได้ดี

จุดเด่น:

  • มีเทมเพลตให้เลือกกว่า 50 แบบสำหรับงานเขียนรูปแบบต่าง ๆ

  • ปรับ Mood & Tone ได้ละเอียด พร้อมระบบตรวจสอบการลอกเลียนแบบ (Plagiarism) ในตัว

ค่าใช้จ่าย:

  • แพ็คเกจเริ่มต้นที่ $39/เดือน สำหรับผู้ใช้รายบุคคล

  • แพ็คเกจทีมเริ่มต้นที่ $99/เดือน

8. Compose AI – Extension ช่วยพิมพ์เร็วขึ้นแบบไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องมือ

Compose AI เป็น Chrome Extension ที่ช่วยเติมคำและประโยคให้อัตโนมัติขณะพิมพ์ ช่วยลดเวลาการพิมพ์ลงได้มาก เหมาะกับคนที่ต้องตอบอีเมล เขียนแชท หรือตอบคอมเมนต์บ่อย ๆ

จุดเด่น:

  • ใช้งานได้บน Chrome โดยไม่ต้องย้ายแพลตฟอร์ม

  • เรียนรู้สไตล์การเขียนของผู้ใช้ และช่วยปรับปรุงข้อความที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น

ค่าใช้จ่าย:

  • เวอร์ชันฟรีมีฟีเจอร์พื้นฐาน

  • แพ็คเกจพรีเมียมเริ่มต้นที่ $9.99/เดือน

9. DALL·E 2 – สร้างภาพจากข้อความแบบคิดอะไรได้ ก็สั่งได้

DALL·E 2 จาก OpenAI เป็น AI สร้างภาพจากข้อความที่โดดเด่นในด้านความคิดสร้างสรรค์ สามารถสร้างภาพใหม่จาก Prompt หรือดัดแปลงภาพเดิมตามคำสั่งของผู้ใช้ เหมาะกับสายครีเอทีฟ นักออกแบบ และคอนเทนต์ที่ต้องการภาพไม่ซ้ำใคร

จุดเด่น:

  • สร้างภาพได้ละเอียด สมจริง และหลากหลายสไตล์

  • เข้าใจแนวคิดด้านองค์ประกอบศิลป์และคอนเซ็ปต์สร้างสรรค์ได้ดี

ค่าใช้จ่าย:

  • ใช้ระบบเครดิต มีเครดิตฟรีรายเดือน

  • ซื้อเพิ่มเริ่มต้นที่ $15 สำหรับ 115 เครดิต

10. Synthesia – สร้างวิดีโอด้วย AI โดยไม่ต้องมีกล้องหรือคนถ่าย

Synthesia คือแพลตฟอร์มสร้างวิดีโอด้วย AI ที่ช่วยให้คุณทำวิดีโอแบบมืออาชีพได้โดยไม่ต้องถ่ายจริง เพียงป้อนสคริปต์และเลือก AI Avatar ระบบจะสร้างวิดีโอออกมาอย่างรวดเร็ว เหมาะกับงานเทรนนิ่ง การตลาด และการสื่อสารในองค์กร

จุดเด่น:

  • มี AI Avatar ให้เลือกมากกว่า 140 แบบ รองรับหลายภาษา

  • ปรับแต่งองค์ประกอบในวิดีโอได้หลากหลาย รวมถึงการทำวิดีโอหลายภาษาอัตโนมัติ

ค่าใช้จ่าย:

  • แพ็คเกจเริ่มต้นที่ $30/เดือน สำหรับผู้ใช้รายบุคคล

11. Calendly – เลิกปวดหัวกับการนัดหมายเวลาไม่ลงตัว

Calendly เป็นเครื่องมือจัดการนัดหมายที่ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ตารางของทุกฝ่าย แล้วเสนอช่วงเวลาที่เหมาะสมให้โดยอัตโนมัติ เหมาะกับคนที่ต้องประชุมบ่อย หรือทำงานกับหลายทีมหลายโซนเวลา

จุดเด่น:

  • Sync ได้กับหลาย Calendar เช่น Google, Outlook, iCloud

  • มีระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ และตั้งกติกาการนัดหมายได้ยืดหยุ่น

ค่าใช้จ่าย:

  • มีเวอร์ชันฟรีสำหรับฟีเจอร์พื้นฐาน

  • แพ็คเกจพรีเมียมเริ่มต้นที่ $8/เดือน ต่อผู้ใช้

12. Midjourney – AI สำหรับงานภาพสายอาร์ตที่ไม่เหมือนใคร

Midjourney เป็น AI สร้างรูปภาพที่โดดเด่นเรื่องสไตล์ศิลปะเฉพาะตัว ใช้เพียง Prompt ก็สามารถสร้างผลงานที่ดูมีมิติทางศิลป์ เหมาะกับดีไซเนอร์ ศิลปิน และ Content Creator ที่ต้องการภาพที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจน

จุดเด่น:

  • สร้างภาพคุณภาพสูง มีเอกลักษณ์และหลากหลายสไตล์

  • มีการอัปเดตและพัฒนาโมเดลอย่างต่อเนื่อง

ค่าใช้จ่าย:

  • แพ็คเกจเริ่มต้นที่ $10/เดือน รองรับการสร้างภาพประมาณ 200 ภาพ

13. Time Doctor – ผู้ช่วยวัดประสิทธิภาพการทำงานแบบลงรายละเอียด

Time Doctor เป็น AI Tools สำหรับติดตามเวลาและวิเคราะห์ประสิทธิภาพการทำงาน เหมาะกับทีม Remote หรือธุรกิจที่ต้องการดูภาพรวมการทำงานของทีม รวมถึงนิสัยการทำงานของแต่ละคน

จุดเด่น:

  • ติดตามเวลาได้ละเอียด พร้อมฟีเจอร์จับภาพหน้าจอเป็นระยะ

  • รองรับการติดตามการใช้งานเว็บไซต์และแอป รวมถึงโหมดออฟไลน์

ค่าใช้จ่าย:

  • แพ็คเกจเริ่มต้นที่ $7/เดือน ต่อผู้ใช้

  • มีส่วนลดสำหรับทีมขนาดใหญ่

14. ProfilePicture.ai – เปลี่ยนรูปโปรไฟล์ให้ดูโปรแบบไม่ต้องจ้างช่างภาพ

ProfilePicture.ai เป็น AI สำหรับสร้างรูปโปรไฟล์มืออาชีพ เพียงอัปโหลดรูปตัวเอง 10–20 รูป แล้วเลือกสไตล์ที่ต้องการ ระบบจะสร้างรูปโปรไฟล์หลายลุค หลายแนว ให้เลือกใช้ทั้งในโซเชียล แพลตฟอร์มงาน หรือเว็บไซต์ส่วนตัว

จุดเด่น:

  • เลือกสไตล์และธีมได้หลากหลาย

  • ระบบเรียนรู้ลักษณะใบหน้า ทำให้ภาพใหม่ยังคงเอกลักษณ์ของเราอยู่

ค่าใช้จ่าย:

  • ราคาเริ่มต้นประมาณ $10–20 สำหรับชุดรูปโปรไฟล์ 100–200 รูป

15. Character.AI – แชทกับตัวละคร AI ได้เหมือนคุยกับคนจริง

Character.AI เป็นแพลตฟอร์มที่ให้คุณคุยกับตัวละคร AI หลากหลายรูปแบบ ทั้งบุคคลในประวัติศาสตร์ ตัวละครจากหนัง นิยาย ไปจนถึงตัวละครที่คุณสร้างเอง สามารถตั้งค่าบุคลิก ความสนใจ และสไตล์การพูดได้ละเอียด

จุดเด่น:

  • มีตัวละครให้เลือกจำนวนมาก และสร้างตัวละครของตัวเองได้

  • การสนทนามีความลื่นไหลและต่อเนื่อง ตัวละครมีระบบความจำในตัว

ค่าใช้จ่าย:

  • เวอร์ชันฟรีมีฟีเจอร์หลักครบในระดับหนึ่ง

  • เวอร์ชัน Character.AI Plus ราคา $9.99/เดือน

เลือก AI Tools ให้ตรงงาน แล้วใช้ให้เป็น “คูณสอง” ประสิทธิภาพ

จากเครื่องมือที่ดูมา จะเห็นได้ว่า AI Tools ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สายไอที แต่ครอบคลุมแทบทุกสายงาน ไม่ว่าจะเป็น

  • คนทำคอนเทนต์และการตลาด (ChatGPT, Jasper, Texta, Midjourney, DALL·E 2, Synthesia)

  • คนทำงานเอกสารและสื่อสารเยอะ (Grammarly, Compose AI, Gemini)

  • คนที่ต้องบริหารเวลาและทีมงาน (Calendly, Time Doctor)

  • คนสายครีเอทีฟและสร้างตัวละคร (JanitorAI, Character.AI, ProfilePicture.ai)

หัวใจสำคัญไม่ใช่การใช้ให้ครบทุกตัว แต่คือการเลือก ไม่กี่เครื่องมือที่ตอบโจทย์งานของเราแล้วใช้ให้คล่องจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Workflow

เมื่อใช้ AI Tools อย่างถูกวิธี คุณจะพบว่า:

  • งานที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมง เหลือแค่ไม่กี่นาที

  • มีเวลาไปโฟกัสกับการคิดเชิงกลยุทธ์มากขึ้น

  • คุณภาพงานดีขึ้นทั้งด้านภาษา ภาพ ลำดับความคิด และการจัดการเวลา

ยุคต่อไปคนที่โดดเด่นไม่ใช่คนที่ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่คือคนที่รู้จักใช้ AI เป็น “ผู้ช่วยคู่ใจ” เพื่อยกระดับศักยภาพของตัวเองให้ไปได้ไกลกว่าเดิม