เปิดทริป: สายฝรั่งเศสที่ไม่เคยเหยียบฝรั่งเศส
เชื่อไหมว่า คนที่คลุกคลีกับ ภาษาฝรั่งเศส มาเกินสิบปี ทั้งเรียนสายศิลป์-ฝรั่งเศสตอนมัธยม ต่อคณะอักษรฯ เอกฝรั่งเศส สอนพิเศษ แปลบทความให้แม็กกาซีน แปลเอกสารให้ NGO แถมยังเคยถอดความและแปลการ์ตูนฝรั่งเศสให้ทีวี
สุดท้ายกลับไม่เคยเหยียบแผ่นดินฝรั่งเศสจริง ๆ สักครั้งเดียว!
เคยทั้งทำงาน ทั้งเที่ยวยุโรปแบบเฉียด ๆ ฝรั่งเศสมาแล้วหลายรอบ ซื้อตั๋ว วีซ่าพร้อม ที่พักพร้อม แต่ดันต้องยกเลิกทริปกลางทางไปอีกสองครั้ง เรียกได้ว่า ดวงยังไม่ถึงฝรั่งเศสจริง ๆ
จนมาทริปนี้เอง ที่ได้มีโอกาสย่างเท้าเข้าเขตเมืองเล็ก ๆ ชายขอบฝรั่งเศสอย่าง Colmar เป็นครั้งแรกของชีวิต
ปีหน้ากำลังจะก้าวสู่เลข 5 แล้วนะ แต่เพิ่งจะได้มาบอกตัวเองว่า “ในที่สุด ก็ได้มาฝรั่งเศสสักที”
จาก Munich ถึง Zurich ก่อนวกไป Colmar
ทริปนี้เริ่มต้นจากการตามคุณพ่อไปทำธุระที่ Munich แล้วเริ่มวางแผนต่อว่าจะขอแวะเมืองฝรั่งเศสไหนได้บ้าง
ตอนแรกเล็ง Strasbourg เอาไว้ เพราะดูจากแผนที่แล้วก็ไม่ไกลจากเยอรมนีเท่าไหร่ แต่พอเช็กเส้นทางจริง ๆ ต้องไปเปลี่ยนขบวนรถไฟที่ Stuttgart
ฟังดูเหมือนไม่ยาก แต่ลองนึกภาพกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ 1 ใบ ใบเล็กอีก 2 ใบ และกระเป๋าถือคนละใบ ที่สำคัญคือคุณแม่ยัง ห้ามยกของหนัก ตามคำสั่งหมอ สุดท้ายคนที่ต้องลากทุกอย่างคือคุณพ่อคนเดียว ซึ่งดูจะโหดไปหน่อยสำหรับทริปชิล ๆ
เลยตัดสินใจเปลี่ยนแผน มาตั้งหลักกันที่ Zurich แทน
ทำไมสุดท้ายเลือกแค่ Colmar
ในใจคุณแม่อยากไปทั้ง Colmar และสวนสนุก Le Parc du Petit Prince ด้วย จะได้เติมโหมดแฟนคลับเจ้าชายน้อยให้เต็มที่ แต่หลังจากชั่งเวลาและพลังงานที่เหลือของทุกคนแล้ว สรุปได้ว่า ขอแค่ Colmar เมืองเดียวก็พอ
สวนสนุกเลยต้องพับเก็บเข้าลิสต์ทริปหน้าไปก่อนอย่างสงบ
สุดท้ายเลยตกลงกันว่า: ตั้งต้นจาก Zurich แล้วไปเช้าเย็นกลับที่ Colmar แบบไม่หักโหม
เลือกรถบัสแทนรถไฟ เพราะขาลากต้องได้พัก
ระหว่าง รถไฟ กับ รถบัส จาก Zurich ไป Colmar เราเลือกนั่งรถบัสของ FlixBus ไป-กลับ
นั่งรถไฟ: ประมาณ 2 ชั่วโมง ต้องไปเปลี่ยนขบวนที่ Basel
นั่งรถบัส: ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง นั่งยาวรวดเดียวถึง
แม้รถบัสจะใช้เวลานานกว่าเล็กน้อย แต่เราคุยกันแล้วว่ามัน คุ้ม กว่าในหลายเรื่อง
ประหยัดค่าเดินทางมากกว่า
ไม่ต้องเหนื่อยลากกระเป๋าขึ้นลงเปลี่ยนขบวน
คุณพ่อได้ เหยียดขาพักยาว ๆ ไม่ต้องวิ่งแข่งกับเวลาเปลี่ยนชานชาลา
อีกอย่างคือสถานีรถบัส Zurich ก็ไม่ได้ไกลจากโรงแรม เดินประมาณพอ ๆ กับทางไปสถานีรถไฟหลักอย่าง Zurich Main Station เลย สบายทั้งตัวและหัวใจ
อากาศดี แดดแรง และศึกชิงเงาร่มใน Colmar
วันนั้นฟ้าใส อุณหภูมิสูงสุดราว ๆ 27 องศา ถ้าดูจากตัวเลขเหมือนจะสบาย ๆ แต่แดดยุโรปนี่ไม่เคยอ่อนโยนกับผิวใคร
คุณพ่อเดินไปบ่นไปว่าร้อนตลอดทาง ส่วนคุณแม่แม้จะไม่รู้สึกร้อนเท่ากัน แต่ก็ต้อง กางร่มกันแดด ตลอดเวลาเหมือนกัน
ในเขต Old Town ของ Colmar นักท่องเที่ยวเยอะมาก เมื่อเทียบกับพื้นที่เดินเล่น ถ้าคิดจะหาร้านนั่งกินมื้อกลางวันดี ๆ สักร้าน บอกเลยว่า ยากกว่าที่คิด
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ตั้งโต๊ะรับแดดกันอย่างมีความสุข แต่สำหรับเราสองคนภารกิจมีแค่หนึ่งเดียว คือ เลื่อนโต๊ะให้เข้าเงาให้ได้มากที่สุด เพราะแดดแผดแบบไม่ไหวจะสู้จริง ๆ
4 ชั่วโมงใน Colmar: ช้า ๆ แต่เต็มอิ่ม
เราใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงเดินเล่นใน Colmar รวมเวลานั่งกินมื้อกลางวันไปด้วย
ไม่ได้มีเช็กลิสต์แน่น ไม่ได้วิ่งตามจุดแลนด์มาร์กทุกมุมเมือง แค่เดินเรื่อย ๆ มองบ้านสีพาสเทล สะพานเล็ก ๆ น้ำสะท้อนแดด และเสียงนักท่องเที่ยวคุยกันหลากหลายภาษา
ระหว่างทางแวะเข้าร้านหนังสือเล็ก ๆ ซื้อโปสการ์ดกลับมา 2 ใบ เหมือนจะเป็นของฝากชิ้นเล็ก ๆ แต่สำหรับคุณแม่แล้วมันคือ หลักฐานสำคัญ ว่า “เราเคยมา Colmar แล้วจริง ๆ นะ”
ก่อนนั่งรถบัสกลับ Zurich คุณแม่เช็กหัวใจตัวเองแล้วพบว่า Mission Accomplished เรียบร้อยไปหนึ่งด่าน
เมื่อเสียงบ่นเปลี่ยนเป็นลิสต์เมืองในฝัน
การได้มาถึง Colmar ครั้งนี้อาจไม่ใช่การตะลุยฝรั่งเศสแบบเต็มประเทศ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ เสียงบ่นเดิม ๆ เปลี่ยนไป
จากประโยคเดิมที่ว่า
ยังไม่เคยไปฝรั่งเศสเลยสักครั้ง
ตอนนี้อัปเกรดเป็น
ยังไม่เคยไปเมืองนั้น เมืองนี้ เมืองโน้นในฝรั่งเศสเลยนะ
ซึ่งแน่นอนว่า คุณพ่อก็คงต้องทนฟังต่อไปอยู่ดี แค่เปลี่ยนจากระดับประเทศเป็น บ่นเป็นรายเมือง แทน อิอิ
สำหรับทริปนี้ ถึงจะเป็นแค่การ เฉียดเข้าฝรั่งเศสเบา ๆ ผ่านเมืองเล็กริมชายแดน แต่ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่ทำให้รู้สึกว่า ต่อให้ใช้เวลาสั้นแค่ 4 ชั่วโมง ถ้าได้อยู่ในที่ที่รอคอยมานานพอ
หัวใจก็เต็มได้เหมือนกัน

