นิทรรศการที่เริ่มต้นจาก “สายน้ำเดียวกัน”

บนเวทีฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน และครบรอบ 20 ปี แนวคิด “สองภูเขา” นิทรรศการแสดงผลสำเร็จการปกป้องระบบนิเวศทะเลสาบบนที่ราบสูงยูนนาน ภายใต้หัวข้อ “ร่วมดื่มน้ำสายเดียวกัน ร่วมคุยเรื่องภูเขียวน้ำใส” ได้ถูกเปิดม่านขึ้นอย่างงดงามที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ
นิทรรศการครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงงานศิลปะธรรมดา แต่คือเวทีที่ผสาน ภาษา วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม เข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย ระหว่างไทย–จีนในยุคที่โลกจับตาเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน
พันธมิตรหลายภาคส่วน ร่วมกันเล่าเรื่องทะเลสาบบนที่ราบสูงยูนนาน
เบื้องหลังงานนี้คือความร่วมมือของหลายหน่วยงาน อาทิ สถาบันเส้นทางสายไหมทางทะเล มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร สถาบันวิจัยและพัฒนาของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เครือข่ายพันธมิตรเพื่อพัฒนาสถาบันขงจื่อและห้องเรียนขงจื่อแห่งประเทศไทย รวมถึงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ
บรรยากาศในพิธีเปิดเต็มไปด้วยความคึกคัก ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐด้านการศึกษาและวัฒนธรรม อาจารย์ นักเรียน และสื่อมวลชนจากทั้งสองประเทศรวมถึง 350 คน เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน นี่ไม่ใช่แค่งานแสดงภาพ แต่คือ เวทีของมิตรภาพเชิงนิเวศ ที่ช่วยขยายความร่วมมือด้านวัฒนธรรมเชิงสิ่งแวดล้อมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น







แนวคิด “ภาษาจีน + นิเวศวิทยา” ที่ไม่ได้อยู่แค่บนกระดาษ
ศาสตราจารย์ ดร. หู ยิง ผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร (ฝ่ายจีน) กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติด้วยบรรยากาศที่อบอุ่น พร้อมขอบคุณพันธมิตรที่สนับสนุนสถาบันขงจื่อมาอย่างต่อเนื่อง
เขาเน้นว่านิทรรศการนี้คือ โครงการแรกภายใต้แผน “จีน + นิเวศวิทยา” ของสถาบันขงจื่อ และจะถูกพัฒนาต่อยอดให้กลายเป็นอัตลักษณ์โดดเด่นในอนาคต เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือไทย–จีนในด้าน:
ภาษาและวัฒนธรรม
อารยธรรมเชิงนิเวศ
การพัฒนาที่ยั่งยืน
รองศาสตราจารย์ ดร.เปรื่อง กิจรัตน์ภร อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ก็ได้เล่าถึงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต้าหลี่ในการก่อตั้งสถาบันขงจื่อ โดยเปิดทางให้รูปแบบ “ภาษาจีน + การศึกษา” เป็นเสมือนสะพานเชื่อมระบบนิเวศทางการศึกษาให้เดินหน้าต่อไปอย่างมีทิศทาง
ศิลปะ นิเวศ และมิตรภาพไทย–จีนในมิติทางจิตวิญญาณ
สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี ในฐานะประธานคณะกรรมการสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล ได้ชี้ให้เห็นแก่นสำคัญของนิทรรศการว่า คือการใช้แนวคิด “ภาษาจีน + ระบบนิเวศ” เป็นแนวทางปฏิบัติที่จับต้องได้ เพื่อผลักดันนวัตกรรมในรูปแบบ “ภาษาจีน +” ในหลายมิติ
หัวใจของแนวคิดนี้คือการขยายความร่วมมือให้กว้างขึ้น พร้อมทั้งสานต่อวิถี “การอยู่ร่วมกันฉันมิตร” ระหว่างสองชาติ ตามวลีที่คุ้นหูว่า “จีนไทยใช่อื่นไกลพี่น้องกัน” ซึ่งในบริบทของนิทรรศการนี้ ไม่ได้หมายถึงแค่ความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม แต่ยังสะท้อนความร่วมมือในการดูแลโลกใบเดียวกัน
ยูนนาน–ไทย: เชื่อมโยงภูเขาเขียว น้ำใส และการพัฒนาสีเขียว
เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย นายจางเจี้ยนเว่ย กล่าวถึงปีแห่งความหมายนี้ว่า เป็นทั้งวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต และปีที่ราชวงศ์ไทยเสด็จเยือนจีนอย่างเป็นทางการ
ในอีกมิติหนึ่ง ปีนี้ยังเป็นวาระครบรอบ 20 ปีของแนวคิดที่ว่า “น้ำใสและภูเขาเขียวขจีเปรียบดั่งภูเขาทองภูเขาเงิน” ซึ่งถูกหยิบมาเป็นแกนคิดของความร่วมมือสีเขียวระหว่างสองประเทศ:
สะท้อนผลประโยชน์ระยะยาวร่วมกันของไทย–จีน
แสดงบทบาทความรับผิดชอบในเวทีนานาชาติ
เน้นบทบาทสำคัญของมณฑลยูนนานในฐานะ “พื้นที่หน้าด่าน” ของความร่วมมือด้านนิเวศ
นิทรรศการครั้งนี้ได้นำแนวคิดเชิงนิเวศมาผสานกับการเรียนการสอนภาษาจีน สร้างเวทีแลกเปลี่ยนสำหรับคนรุ่นใหม่จากทั้งสองประเทศ เพื่อช่วยผลักดันความสัมพันธ์ไทย–จีนให้ก้าวสู่ระดับที่ลึกและยั่งยืนยิ่งขึ้น
กรณีศึกษา “ทะเลสาบเอ๋อร์ไห่”: ห้องเรียนสิ่งแวดล้อมกลางภูเขาและผืนน้ำ
นายหลี่เทา เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมหาวิทยาลัยต้าหลี่ เล่าถึงวิธีที่มหาวิทยาลัยนำ จุดแข็งของสาขาวิชา มาผูกกับภารกิจด้านนิเวศวิทยา โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการจัดการทะเลสาบเอ๋อร์ไห่
นิทรรศการได้ยก “กรณีศึกษาของทะเลสาบเอ๋อร์ไห่” มาเป็นตัวอย่างของแนวคิดที่ว่า “การปกป้องสิ่งแวดล้อมทางนิเวศวิทยา ก็เหมือนการปกป้องดวงตาของเรา”
จุดเน้นสำคัญ ได้แก่:
การผลักดันการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในจีน
การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนอย่างจริงจัง
การร่วมมือกับสถาบันการศึกษาไทย เพื่อสร้างโมเดลการศึกษา “จีน + สิ่งแวดล้อม”
การออกแบบหลักสูตรและการแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน มุ่งไปที่การปลูกฝังบุคลากรรุ่นใหม่ให้มีทั้งความรู้ด้านนิเวศวิทยาและความเข้าใจทางวัฒนธรรม เพื่อยกระดับการศึกษาและสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาค
พร้อมกันนั้น ยังมีคำเชิญชวนให้ทุกคน มาเยือนเมืองต้าหลี่ เพื่อสัมผัสด้วยตนเองถึงประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการนิเวศวิทยา
พิธีตัดริบบิ้น: สัญลักษณ์การเปิดโลกนิเวศยูนนานสู่สายตาสาธารณะ
ในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ตัวแทนระดับสูงจากทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายจีน ไม่ว่าจะเป็นเอกอัครราชทูต ผู้นำทางศาสนา ผู้แทนกระทรวง อาจารย์มหาวิทยาลัย และผู้บริหารสถาบันขงจื่อ ต่างก้าวขึ้นเวทีร่วมกัน ตัดริบบิ้นเปิดนิทรรศการ ท่ามกลางเสียงปรบมือจากผู้เข้าร่วมงาน
ภาพของริบบิ้นที่ถูกตัด ไม่ได้เป็นแค่กิจกรรมพิธีการ แต่คือสัญญาณของการเปิดให้สาธารณชนได้เข้ามาสัมผัสเรื่องราวของทะเลสาบบนที่ราบสูงยูนนาน ทั้งในมุมมองศิลปะ นิเวศ และวัฒนธรรมร่วมสมัย
เดินสำรวจนิทรรศการ: 6 พื้นที่ 6 มิติของศิลปะเชิงนิเวศ
นิทรรศการจัดแสดงต่อเนื่องเป็นเวลา 5 วัน โดยถูกออกแบบอย่างละเอียดอ่อน แบ่งพื้นที่ออกเป็น 6 ส่วนหลัก แต่ละโซนเล่าเรื่อง “นิเวศ” ในสไตล์ที่ต่างกัน:
1. พื้นที่จัดแสดงการจัดการทะเลสาบที่ราบสูง
ใช้กรณีศึกษาทะเลสาบเอ๋อร์ไห่เป็นแกน
มีกิจกรรมเกี่ยวกับการคัดแยกขยะ
นำเสนอแนวทางจัดการลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ
นี่คือโซนที่เปลี่ยน ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ให้เข้าใจง่าย ผ่านประสบการณ์เชิงโต้ตอบ
2. พื้นที่ประสบการณ์ทางนิเวศวิทยาและวัฒนธรรม
จัดแสดงผ้ามัดย้อมของชนชาติไป๋ มรดกวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า
นำเสนอศิลปะการพิมพ์ลายกระดาษเจี๋ยหม่า
สื่อให้เห็นการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิมและนวัตกรรมสมัยใหม่
โซนนี้ทำให้เห็นว่า วัฒนธรรมพื้นบ้านก็สามารถเล่าเรื่องนิเวศได้อย่างทรงพลัง
3. โซนหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์
พูดถึงผลงานมัดย้อมเชิงนิเวศจากประเทศไทย
นำเสนอภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ผูกกับสิ่งแวดล้อมสีเขียว
เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนแนวคิดด้านการพัฒนาสีเขียวระหว่างชุมชน
นี่คือการเชื่อมโยงแนวคิด “OTOP + นิเวศ” ให้เห็นภาพชัดเจน
4. เขตสาธิตการพัฒนาพื้นที่สีเขียว
แสดงอุตสาหกรรมจากผลิตภัณฑ์นมในยูนนาน
นำเสนออุตสาหกรรมสีเขียวอื่น ๆ
ในมุมนี้ ผู้ชมจะได้เห็นว่าการพัฒนาเศรษฐกิจและการรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่จำเป็นต้องเดินคนละทาง
5. นิทรรศการศิลปะเชิงนิเวศวิทยาของเยาวชน
รวบรวมผลงานภาพวาดจากเยาวชน
ให้คนรุ่นใหม่ส่งเสียงแทนสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ
โซนนี้ทั้งสดใหม่และซื่อตรง แสดงมุมมองของเยาวชนต่อโลกใบนี้ได้อย่างตรงไปตรงมา
6. “ภาษาจีน + กิจกรรมทางนิเวศวิทยา”
ผสมผสานการเรียนรู้ภาษาจีนเข้ากับการศึกษาด้านนิเวศ
ใช้กิจกรรมเชิงประสบการณ์ที่สนุก เข้าถึงง่าย
นำเสนอเส้นทางหลากหลายสู่การสร้างอารยธรรมนิเวศอย่างครอบคลุม
ส่วนนี้คือ ตัวอย่างจริงของการเปลี่ยนภาษาจีนให้กลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนโลกสีเขียว ไม่ใช่แค่ภาษาในห้องเรียน
หัตถกรรมย้อมคราม–ผ้ามัดย้อม: ศิลปะที่เปื้อนสีสันจากธรรมชาติ
หลังพิธีเปิด ผู้เข้าร่วมต่างทยอยชมผลงานในนิทรรศการ พร้อมฟังวิทยากรเล่าถึงผลสำเร็จของความร่วมมือด้านการปกป้องระบบนิเวศระหว่างไทย–จีน
หนึ่งในไฮไลต์คือการเยี่ยมชมงานหัตถกรรมย้อมครามแบบดั้งเดิม ณ ลานนิทรรศการผ้ามัดย้อมในรูปแบบ ไทยอีโคปริ้นท์ ที่ใช้ธรรมชาติเป็นทั้งวัตถุดิบและแรงบันดาลใจ ทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ว่า ศิลปะเพื่อโลกสีเขียว ไม่ได้อยู่ไกลตัวเลย
นิทรรศการที่มากกว่าภาพสวย: คือบทสนทนาเรื่องอนาคตของโลก
ทีมผู้จัดงานตั้งใจให้นิทรรศการนี้เป็นเวทีสำคัญ ให้ชาวไทยและชาวจีนได้:
สัมผัสความสำเร็จด้านนิเวศวิทยาของทั้งสองประเทศอย่างใกล้ชิด
แลกเปลี่ยนประสบการณ์และวัฒนธรรมเชิงลึก
เสริมสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันต่อสิ่งแวดล้อม
เมื่อศิลปะ นิเวศ และภาษา มาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน นิทรรศการนี้จึงไม่ได้แค่เล่าเรื่อง ทะเลสาบบนที่ราบสูงยูนนาน เท่านั้น แต่ยังสะท้อนคำถามสำคัญต่อทุกคนว่า:
เราจะอยู่ร่วมกับภูเขาเขียว น้ำใส และโลกใบนี้อย่างเป็นมิตรได้อย่างไร ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป?

