รับแอปรับแอป

Zepbound vs Mounjaro เลือกตัวไหนดีถ้าโฟกัสลดน้ำหนักจริงจัง?

รัตนา แก้วใส01-29

เข้าใจภาพรวมแบบเร็ว ๆ ก่อนตัดสินใจ

ถ้าคุณลองคุมอาหาร ออกกำลังกาย จนรู้สึกว่า “พยายามสุดแล้วแต่น้ำหนักยังไม่ขยับ” ยาลดน้ำหนักแบบฉีดอาจเป็นตัวช่วยเสริมที่ทำให้เห็นผลได้จริง โดยเฉพาะ Zepbound และ Mounjaro ที่กำลังมาแรงมากในสายลดน้ำหนักและเบาหวาน

ทั้งสองตัวใช้สารออกฤทธิ์ตัวเดียวกันคือ tirzepatide แต่จุดประสงค์หลักและการอนุมัติจาก FDA ต่างกันชัดเจน ทำให้คนที่โฟกัสเรื่องน้ำหนักต้องคิดดี ๆ ว่าจะเลือกตัวไหนให้คุ้มและเหมาะกับสุขภาพตัวเองที่สุด

เพื่อให้ตัดสินใจง่ายขึ้น มาดูทีละประเด็นกันแบบไม่ต้องเป็นหมอก็เข้าใจได้

สรุป Key Point แบบสั้น ๆ

  • ทั้ง Zepbound และ Mounjaro ใช้สารออกฤทธิ์ tirzepatide ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นตัวรับ GIP และ GLP-1 คู่กัน ช่วยลดความอยากอาหารและควบคุมน้ำตาลในเลือด

  • Zepbound ได้รับการอนุมัติจาก FDA สำหรับการจัดการน้ำหนักเรื้อรังในผู้ใหญ่ที่น้ำหนักเกินหรืออ้วน

  • Mounjaro ได้รับอนุมัติสำหรับการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แต่มีผลลดน้ำหนักตามมา

  • งานวิจัยพบว่าเมื่อใช้ร่วมกับการปรับพฤติกรรมสุขภาพ ผู้ใช้สามารถลดน้ำหนักได้เฉลี่ย ประมาณ 15–22.5% ภายใน 72 สัปดาห์

  • Zepbound ถูกออกแบบและปรับโดสมาเพื่อการลดน้ำหนักโดยตรง ส่วน Mounjaro โฟกัสหลักที่การคุมระดับน้ำตาล แต่ทำให้น้ำหนักลดเป็นผลรอง

  • ผลข้างเคียงหลักที่พบบ่อยมักเป็นแบบชั่วคราว เช่น คลื่นไส้ ท้องผูก อ่อนเพลีย แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่พบได้น้อยอย่างตับอ่อนอักเสบหรือปัญหาต่อมไทรอยด์

Zepbound คืออะไร? เหมาะกับใคร?

Zepbound เป็นยาฉีดตามใบสั่งแพทย์ที่ FDA รับรองสำหรับการควบคุมน้ำหนักเรื้อรังโดยเฉพาะ เหมาะสำหรับผู้ใหญ่ที่

  • มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน (BMI ตั้งแต่ 27 ขึ้นไป)

  • และมีปัญหาสุขภาพร่วม เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวานชนิดที่ 2 หรือคอเลสเตอรอลสูง

สารสำคัญที่อยู่ใน Zepbound คือ tirzepatide ซึ่งออกฤทธิ์โดยกระตุ้นตัวรับฮอร์โมนในลำไส้ 2 กลุ่มหลักคือ

  • GIP (glucose-dependent insulinotropic polypeptide)

  • GLP-1 (glucagon-like peptide-1)

ฮอร์โมนกลุ่มนี้ช่วย:

  • กดความอยากอาหาร

  • ทำให้กินได้น้อยลงโดยไม่รู้สึกทรมานเท่าเดิม

  • ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดให้เสถียรขึ้น

Zepbound เป็นยาฉีดใต้ผิวหนัง สัปดาห์ละครั้ง และมักถูกใช้ร่วมกับ

  • การจำกัดแคลอรี

  • การเพิ่มการเคลื่อนไหวหรือออกกำลังกาย

เพื่อให้การลดน้ำหนัก ยั่งยืน ไม่ใช่ลดฮวบแล้วเด้งกลับเร็ว

Mounjaro คืออะไร? จุดเด่นจริง ๆ อยู่ตรงไหน

Mounjaro เป็นยาฉีดตามใบสั่งแพทย์ที่ FDA อนุมัติให้ใช้รักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นหลัก และใช้สารออกฤทธิ์ตัวเดียวกับ Zepbound คือ tirzepatide เช่นกัน

โฟกัสสำคัญของ Mounjaro คือ

  • เพิ่มการหลั่งอินซูลิน

  • ชะลอการระบายอาหารออกจากกระเพาะ

  • ลดการสร้างกลูคากอน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

ผลพลอยได้จากกลไกเหล่านี้คือ

  • ความอยากอาหารลดลง

  • อิ่มนานขึ้น

  • น้ำหนักตัวค่อย ๆ ลดลง

แม้ตอนแรก Mounjaro จะถูกใช้เพื่อคุมเบาหวาน แต่ก็เริ่มได้รับความนิยม ใช้แบบนอกข้อบ่งใช้เพื่อลดน้ำหนัก เพราะมีผลต่อระบบเผาผลาญและความอยากอาหารค่อนข้างชัดเจน

กลไกการทำงาน: ทำไมถึงช่วยลดน้ำหนักได้จริง

หัวใจหลักของยาทั้งสองคือ tirzepatide ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นตัวรับ GIP และ GLP-1 แบบคู่ หรือที่หลายคนเรียกกันง่าย ๆ ว่า “dual agonist” ของฮอร์โมนในลำไส้

สิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายคือ:

  • รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น แม้จะกินในปริมาณน้อยลง

  • อิ่มนานขึ้น เพราะการย่อยและการระบายอาหารออกจากกระเพาะช้าลง

  • การตอบสนองต่ออินซูลินดีขึ้น ทำให้จัดการระดับน้ำตาลในเลือดได้ง่ายขึ้น

ผลลัพธ์รวม ๆ คือ

  • กินน้อยลงแบบไม่ฝืนมาก

  • น้ำตาลในเลือดนิ่งขึ้น

  • การลดน้ำหนักเกิดขึ้นได้จริงเมื่อจับคู่กับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต

Zepbound vs Mounjaro: ต่างกันตรงไหน?

แม้จะใช้สารออกฤทธิ์ตัวเดียวกัน แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งสองตัวแตกต่างกันชัดเจนคือ ข้อบ่งใช้ การตลาด และการออกแบบโดส

การอนุมัติจาก FDA และข้อบ่งชี้

Zepbound

  • ได้รับการรับรองจาก FDA สำหรับ
    • การควบคุมน้ำหนักเรื้อรังในผู้ใหญ่ที่อ้วนหรือน้ำหนักเกิน (BMI ≥30 หรือ ≥27 ร่วมกับโรคร่วม เช่น ความดันโลหิตสูง)

    • การรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับแบบอุดกั้นระดับปานกลางถึงรุนแรงในผู้ใหญ่ที่มีภาวะอ้วน

Mounjaro

  • ได้รับการอนุมัติจาก FDA สำหรับ รักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ร่วมกับการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย

  • การใช้เพื่อลดน้ำหนักมักเป็น ประโยชน์รอง หรือใช้แบบนอกข้อบ่งใช้ ตามดุลยพินิจของแพทย์

รูปแบบการใช้ยาและการบริหาร

ทั้งสองตัวเป็น ยาฉีดสัปดาห์ละครั้ง ใต้ผิวหนัง โดยมีระดับโดสใกล้เคียงกัน (ตั้งแต่ 2.5 มก. ไปจนถึงประมาณ 15 มก.)

  • ถ้าใช้ Zepbound แพทย์มักจะ

    • ใส่ยาเข้าไปในโปรแกรมควบคุมน้ำหนักแบบครบวงจร

    • ปรับร่วมกับโภชนาการ การออกกำลังกาย และการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ

  • ถ้าใช้ Mounjaro โฟกัสหลักจะเป็น

    • การคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีขึ้น

    • ส่วนการลดน้ำหนักจะตามมาหลังการคุมเบาหวานได้เสถียร

ผลลัพธ์การลดน้ำหนัก: ใครทำได้ดีกว่า?

มีการศึกษาแบบสุ่มควบคุมด้วยยาหลอก 2 การทดลอง รวมผู้เข้าร่วมกว่า 3,400 คนที่มีภาวะอ้วน และติดตามผลยาวถึง 72 สัปดาห์ โดยดูทั้ง Zepbound และ Mounjaro

ตัวชี้วัดหลักคือ

  • เปอร์เซ็นต์น้ำหนักตัวที่เปลี่ยนแปลงโดยเฉลี่ย

  • จำนวนผู้ป่วยที่สามารถลดน้ำหนักได้อย่างน้อย 5% หรือมากกว่า จากน้ำหนักตั้งต้นจนถึงสัปดาห์ที่ 72

ผลที่พบคือ

  • ทั้งสองยาช่วยให้
    • ลดความอยากอาหาร

    • ลดปริมาณอาหารที่กินเข้าไป

    • ลดไขมันตัวได้อย่างมีนัยสำคัญ

  • โดยเฉลี่ย ผู้เข้าร่วมสามารถลดน้ำหนักได้ประมาณ 15–22.5% ของน้ำหนักตัว ขึ้นกับขนาดยาและระยะเวลาการรักษา

  • ระดับการลดน้ำหนักนี้ มากกว่ายอดนิยมอย่าง Ozempic หรือ Wegovy ในหลายการศึกษา

ตัวเลขน่าสนใจจากงานวิจัย

ในงานวิจัยที่มีอำนาจการทดสอบเพียงพอ พบว่า

  • ผู้ใช้ Zepbound บางรายสามารถลดได้เฉลี่ยสูงถึง ประมาณ 22.5% ของน้ำหนักตัว

  • ผู้ที่ใช้ Mounjaro แบบนอกข้อบ่งใช้เพื่อการลดน้ำหนัก ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกัน แต่ตัวเลขอาจต่างกันไปตามขนาดยา และระยะเวลาที่ใช้จริง

อย่างไรก็ตามต้องเข้าใจบริบทว่า

  • สูตรโดสและการออกแบบโปรโตคอลของ Zepbound ถูกจูนมาเพื่อการลดน้ำหนัก เป็นหลัก

  • ส่วน Mounjaro ถูกออกแบบโดยเน้นการควบคุมโรคเบาหวาน แล้วน้ำหนักลดตามมาเป็นโบนัส

ราคา Zepbound vs Mounjaro ในมาเลเซีย

ถ้าคุณอยู่ในมาเลเซีย ราคาจะขึ้นอยู่กับ

  • คลินิกหรือโรงพยาบาล

  • แพ็กเกจการรักษา

  • ประกันสุขภาพ

  • ขนาดยาและระยะเวลาที่ใช้

ภาพรวมราคาต่อเดือนประมาณ:

  • Zepbound: ราว ๆ 1,800–3,000 ริงกิต/เดือน

  • Mounjaro: ประมาณ 1,800–6,000 ริงกิต/เดือน

บางคลินิกอาจรวมบริการอื่น ๆ เช่น

  • ปรึกษาแพทย์เชิงลึก

  • วางแผนโภชนาการเฉพาะบุคคล

  • ติดตามผลต่อเนื่อง

ซึ่งอาจทำให้ราคาดูสูงขึ้น แต่แลกกับการดูแลแบบครบวงจรและโอกาสสำเร็จที่มากกว่า

ผลข้างเคียงและความปลอดภัย: ต้องระวังอะไรบ้าง?

เพราะทั้ง Zepbound และ Mounjaro ใช้กลไกฮอร์โมนคล้ายกัน ผลข้างเคียงจึงใกล้เคียงกันด้วย

ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย (มักเป็นชั่วคราว):

  • คลื่นไส้

  • ท้องผูก

  • อ่อนเพลีย

  • ปวดท้อง หรือแน่นท้อง

การจัดการมักทำได้โดย

  • เริ่มยาในขนาดต่ำ แล้วค่อย ๆ ไต่โดสขึ้นทีละระดับ

  • ให้ร่างกายมีเวลา “ทำความคุ้นเคย” กับยา

ผลข้างเคียงที่รุนแรง (แม้จะพบไม่บ่อย) อาจรวมถึง:

  • ตับอ่อนอักเสบ

  • ปัญหาถุงน้ำดี

  • เนื้องอกซีเซลล์ของต่อมไทรอยด์ (พบได้น้อยมากในมนุษย์จากข้อมูลปัจจุบัน)

แนวทางลดความเสี่ยงและช่วยให้ร่างกายรับยาได้ดีขึ้น:

  • กินมื้อเล็กลง แต่บ่อยขึ้น

  • เลี่ยงอาหารมันจัด หรือย่อยยาก

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ

  • หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้มาก อาเจียนบ่อย ควรรีบปรึกษาแพทย์ ไม่ควรฝืนทน

ใครที่ควรพิจารณาใช้ Zepbound หรือ Mounjaro?

โดยภาพรวม ยาทั้งสองกลุ่มนี้เหมาะกับคนที่

  • มีปัญหาน้ำหนักหรือเบาหวานจนเริ่มกระทบสุขภาพ

  • ลองวิธีคุมอาหาร ออกกำลังกายเองมาระดับหนึ่งแล้ว แต่ยังควบคุมน้ำหนักหรือน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดีพอ

กลุ่มที่มักได้รับพิจารณา:

  • Zepbound

    • ผู้ใหญ่ที่มี BMI ≥30

    • หรือ BMI ≥27 ร่วมกับโรคร่วม เช่น ความดันสูง ไขมันสูง หรือภาวะที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักเกิน

  • Mounjaro

    • ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ต้องการคุมระดับน้ำตาลให้ดีขึ้น

    • และถ้ามีน้ำหนักเกินอยู่แล้วก็จะได้ผลลดน้ำหนักเป็นโบนัส

สิ่งสำคัญคือ ยาทั้งสอง ไม่ใช่ตัวยาวิเศษ ที่ฉีดแล้วผอมทันที แต่เป็นตัวช่วยทรงพลังที่จะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อ

  • ควบคุมอาหารอย่างเหมาะสม

  • เพิ่มการเคลื่อนไหวหรือออกกำลังกาย

  • ปรับวิถีชีวิตระยะยาว

ให้มองมันเป็น ตัวช่วยเสริมเครื่องมือ ไม่ใช่คำตอบเดียวของการลดน้ำหนัก

FAQ: คำถามที่เจอบ่อยเกี่ยวกับ Zepbound และ Mounjaro

Zepbound กับ Mounjaro ถือว่าเป็นยาตัวเดียวกันไหม?

ในทางเทคนิค ใช้สารออกฤทธิ์เดียวกัน วิธีการฉีด และช่วงของขนาดยาคล้ายกันมาก แต่

  • Zepbound ได้รับการอนุมัติให้ใช้สำหรับการควบคุมน้ำหนักเรื้อรัง

  • Mounjaro ได้รับการอนุมัติให้ใช้สำหรับการจัดการโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ดังนั้น วัตถุประสงค์หลักและฉลากการใช้จึงต่างกัน

Zepbound แพงกว่า Mounjaro ไหม?

โดยทั่วไป Zepbound มักมีราคาสูงกว่าเล็กน้อย เพราะถูกวางตำแหน่งและกำหนดโดสเฉพาะทางสำหรับการลดน้ำหนักโดยตรง อย่างไรก็ตามราคาจริงขึ้นอยู่กับ

  • ประเทศและเมืองที่คุณอยู่

  • คลินิกที่ไปใช้บริการ

  • ประกันสุขภาพ และโปรแกรมที่คุณเลือก

ใช้ Zepbound แทน Mounjaro ได้ไหม?

มีโอกาสเป็นไปได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น แพทย์จะเป็นคนประเมินว่า

  • โปรไฟล์สุขภาพของคุณเหมาะกับตัวไหนมากกว่า

  • มีโรคร่วมอะไรบ้าง

  • ประกันคุ้มครองแบบใด

ห้ามสลับยาเองโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ยาตัวไหนผลข้างเคียงน้อยกว่ากัน?

คำตอบคือ ขึ้นกับแต่ละคน

  • บางคนเล่าประสบการณ์ว่า ใช้ Mounjaro ช่วงแรกมีอาการคลื่นไส้มากกว่า

  • บางคนตอบสนองกับ Zepbound ได้ดีกว่า

โดยส่วนใหญ่ อาการข้างเคียงมักจะ ค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อร่างกายเริ่มชินกับยา หากมีอาการมาก แพทย์อาจปรับโดสหรือปรับวิธีใช้ร่วมกับอาหาร

ถ้าโฟกัสแค่ลดน้ำหนัก อะไรดีกว่า?

ถ้าเป้าหมายหลักคือ ลดน้ำหนักเพียว ๆ และคุณเข้าเกณฑ์ด้านสุขภาพ:

  • Zepbound จะตอบโจทย์มากกว่า เพราะถูกออกแบบ ปรับโดส และศึกษามาเพื่อการจัดการน้ำหนักโดยตรง

แต่ถ้าคุณเป็น เบาหวานชนิดที่ 2 และต้องคุมระดับน้ำตาลเป็นหลัก

  • Mounjaro มักจะยังเป็นตัวเลือกแรก แล้วการลดน้ำหนักถือเป็นข้อดีเสริม

ใช้ Zepbound 3 เดือน ลดได้ประมาณเท่าไหร่?

จากข้อมูลการทดลองทางคลินิก พบว่าผู้ใช้บางส่วนสามารถ

  • ลดได้ราว ๆ 10–15% ของน้ำหนักตัวภายในประมาณ 12 สัปดาห์ (3 เดือน)

แต่ต้องเน้นว่า

  • ผลลัพธ์จริงของแต่ละคนอาจต่างกัน

  • ขึ้นอยู่กับขนาดยาที่ใช้

  • การปรับอาหาร การออกกำลังกาย และวินัยในระยะยาว

สรุป: จะเลือกตัวไหนดีให้คุ้มกับสุขภาพตัวเอง

ทั้ง Zepbound และ Mounjaro เปลี่ยนมุมมองของเราเรื่องการลดน้ำหนักและสุขภาพเมตาบอลิซึมไปค่อนข้างมาก พวกมันไม่ได้เป็นแค่ยาลดน้ำหนักธรรมดา แต่คือเครื่องมือทางการแพทย์ที่ช่วยให้คนที่เคยลดไม่ลง เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงได้จริง

เวลาต้องเลือกไม่ควรดูแค่

  • ราคาต่อกล่อง

  • หรือชื่อยาที่กำลังเป็นกระแส

แต่ควรดูว่า

  • ร่างกายของคุณตอนนี้ต้องจัดการอะไรเป็นหลัก? น้ำหนัก? เบาหวาน? หรือทั้งสองอย่าง?

  • มีโรคร่วมอะไรบ้างที่ต้องระวัง?

  • สามารถปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตควบคู่ไปด้วยได้จริงแค่ไหน?

การปรึกษาแพทย์ที่เข้าใจทั้งเรื่องเบาหวานและการจัดการน้ำหนักเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะช่วยวางแผนแบบ รายบุคคล ให้เหมาะกับ

  • ประวัติสุขภาพของคุณ

  • ไลฟ์สไตล์ที่คุณใช้จริงในชีวิตประจำวัน

  • เป้าหมายการลดน้ำหนักที่เป็นไปได้และยั่งยืน

สุดท้าย ยาฉีดจะทรงพลังแค่ไหน ก็ยังเป็นเพียง “ตัวช่วย” ส่วนตัวหลักที่เปลี่ยนหุ่นและสุขภาพในระยะยาว ยังคงเป็น ตัวคุณเองในทุกมื้อที่เลือกกิน และทุกวันซึ่งตัดสินใจขยับตัวให้มากขึ้น นั่นแหละคือสูตรลับการลดน้ำหนักที่ยั่งยืนจริง ๆ