ZestBuy

พบช่องโหว่แก้ไม่ได้ใน iPhone และ Apple Watch หลายรุ่น

โปรไฟล์ Phanuphong.TPhanuphong.T06-22
ความสนใจแอปมือถือ

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Paradigm Shift เปิดเผยช่องโหว่ใหม่ที่ถูกเรียกว่า usbliter8 ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ Apple หลายรุ่น และถูกจัดเป็นช่องโหว่ที่ไม่สามารถแก้ไขผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์ได้ เนื่องจากต้นตอของปัญหาอยู่ในระดับฮาร์ดแวร์ของตัวชิปโดยตรง

ช่องโหว่นี้ถูกค้นพบในอุปกรณ์ที่ใช้ชิปตระกูล A12, A13 รวมถึงชิป S4 และ S5 ของ Apple โดยครอบคลุมทั้ง iPhone, iPad และ Apple Watch หลายรุ่นที่ยังมีผู้ใช้งานอยู่เป็นจำนวนมากในปัจจุบัน

ช่องโหว่ usbliter8 คืออะไร

รายงานระบุว่า usbliter8 เป็นช่องโหว่ระดับ BootROM หรือ SecureROM ซึ่งเป็นโค้ดพื้นฐานที่ถูกฝังอยู่ในชิปตั้งแต่กระบวนการผลิต และทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นของการบูตระบบทั้งหมดของอุปกรณ์ Apple

เนื่องจาก BootROM ถูกบันทึกอยู่ในฮาร์ดแวร์แบบถาวร Apple จึงไม่สามารถแก้ไขหรือเขียนทับผ่านการอัปเดต iOS, iPadOS หรือ watchOS ได้เหมือนช่องโหว่ทั่วไป นั่นทำให้ช่องโหว่ลักษณะนี้ถูกเรียกว่า "Unpatchable" หรือไม่สามารถแพตช์แก้ไขได้หลังจากผลิตชิปออกมาแล้ว

นักวิจัยอธิบายว่าช่องโหว่เกิดจากการทำงานของตัวควบคุม USB ภายในชิป ซึ่งมีข้อผิดพลาดในการจัดการข้อมูลระหว่างการรับส่ง ทำให้สามารถแทรกโค้ดที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้าไปในกระบวนการเริ่มต้นระบบได้

iPhone รุ่นไหนได้รับผลกระทบบ้าง

อุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบหลักคือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ชิป A12 และ A13

กลุ่ม iPhone ที่ถูกระบุว่ามีความเสี่ยงประกอบด้วย

  • iPhone XR

  • iPhone XS

  • iPhone XS Max

  • iPhone 11

  • iPhone 11 Pro

  • iPhone 11 Pro Max

  • iPhone SE (รุ่นที่ 2)

นอกจากนี้ยังมี iPad หลายรุ่น เช่น iPad รุ่นที่ 8, iPad รุ่นที่ 9, iPad Air รุ่นที่ 3, iPad mini รุ่นที่ 5 รวมถึง iPad Pro บางรุ่นที่ใช้ชิปในตระกูลเดียวกันด้วย

Apple Watch หลายรุ่นได้รับผลกระทบเช่นกัน

ช่องโหว่นี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ iPhone และ iPad

รายงานระบุว่าชิป S4 และ S5 ซึ่งถูกใช้งานใน Apple Watch หลายรุ่นก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ได้แก่

  • Apple Watch Series 4

  • Apple Watch Series 5

  • Apple Watch SE รุ่นแรก

รวมถึงอุปกรณ์อื่นบางประเภทที่ใช้ชิป S5 ด้วย

ข่าวร้ายคือแก้ไม่ได้ แต่ข่าวดีคือแฮกจากระยะไกลไม่ได้

แม้คำว่า "ช่องโหว่แก้ไม่ได้" จะฟังดูน่ากังวล แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยระบุว่าความเสี่ยงต่อผู้ใช้ทั่วไปยังอยู่ในระดับจำกัด

การโจมตีผ่าน usbliter8 ไม่สามารถทำได้จากระยะไกล ผู้โจมตีจำเป็นต้องมีอุปกรณ์อยู่ในมือจริง และต้องเชื่อมต่อฮาร์ดแวร์เพิ่มเติม เช่น Raspberry Pi หรืออุปกรณ์เฉพาะทาง เพื่อดำเนินการโจมตีผ่านโหมดบูตของเครื่อง

นั่นหมายความว่าผู้ใช้ไม่ได้เสี่ยงจากการกดลิงก์อันตราย เปิดเว็บไซต์ หรือรับข้อความเหมือนการโจมตีทางไซเบอร์ทั่วไป แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นในกรณีที่อุปกรณ์ถูกขโมย สูญหาย หรือถูกยึดไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี

Apple รับทราบปัญหาแล้ว

ทีมวิจัยระบุว่าพวกเขาได้แจ้งข้อมูลให้ Apple ล่วงหน้าก่อนเผยแพร่รายละเอียดสู่สาธารณะ และ Apple ได้ตอบสนองต่อกระบวนการเปิดเผยช่องโหว่อย่างรวดเร็วและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัญหาอยู่ในระดับฮาร์ดแวร์ Apple ไม่สามารถออกแพตช์เพื่อปิดช่องโหว่นี้ได้เหมือนกรณีของบั๊กซอฟต์แวร์ทั่วไป ทำให้แนวทางป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการใช้อุปกรณ์ที่ใช้ชิปใหม่กว่า เช่น A14 Bionic หรือรุ่นที่ใหม่กว่านั้น

ผู้ใช้ต้องกังวลหรือไม่

สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ความเสี่ยงจาก usbliter8 ยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับช่องโหว่ที่โจมตีผ่านอินเทอร์เน็ตได้โดยตรง เนื่องจากต้องอาศัยการเข้าถึงเครื่องทางกายภาพก่อนเสมอ

อย่างไรก็ตาม ข่าวนี้สะท้อนให้เห็นว่าช่องโหว่ระดับ BootROM ยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดของวงการความปลอดภัยไซเบอร์ เพราะเมื่อข้อผิดพลาดถูกฝังอยู่ในชิปตั้งแต่โรงงานแล้ว ก็แทบไม่มีทางแก้ไขได้ในภายหลัง

สำหรับผู้ที่ยังใช้งาน iPhone XR, iPhone XS, iPhone 11 หรือ Apple Watch รุ่นเก่าที่ได้รับผลกระทบ การตั้งรหัสผ่านที่รัดกุม เปิดใช้งาน Face ID หรือ Touch ID และไม่ปล่อยให้อุปกรณ์ตกอยู่ในมือผู้อื่น ยังคงเป็นแนวทางป้องกันที่สำคัญที่สุดในเวลานี้

ที่มา gizmochina

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น