เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานใหม่”
ท่ามกลางกระแสดิจิทัลที่เปลี่ยนเร็วแบบนาทีต่อนาที องค์กรธุรกิจไม่สามารถเดินแบบค่อยเป็นค่อยไปได้อีกต่อไป เวทีสัมมนา Tech Horizon: Enterprise Edition – Empowering Organization with Digital Intelligence Fabric ที่จัดโดย ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป สะท้อนเสียงเดียวกันจากทั้งภาครัฐและเอกชนว่า วันนี้ เทคโนโลยีดิจิทัลไม่ใช่แค่เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานใหม่” ที่ชี้อนาคตการแข่งขันขององค์กรและประเทศ
AI, IoT, Cloud, Data และ Cybersecurity กำลังหลอมรวมเป็นระบบนิเวศเดียวกัน ไม่สามารถมองหรือบริหารแบบแยกส่วนเหมือนยุคก่อน หากองค์กรยังยึดติดกับโครงสร้างพื้นฐานแบบเก่า การนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาอาจไม่ได้สร้างแต้มต่อ แต่กลับกลายเป็นการเพิ่มความซับซ้อน และฉุดรั้งศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว
ทำไมโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมถึงเริ่มถึงทางตัน
เอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านดิจิทัล บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ชี้ให้เห็นว่า การทรานสฟอร์มสู่ดิจิทัลขององค์กรไทยส่วนใหญ่ ไม่ได้สะดุดเพราะไม่ใช้เทคโนโลยี แต่สะดุดเพราะใช้เทคโนโลยีแบบ “ผิดโครงสร้าง” และ “ผิดทิศทาง”
ปัญหาที่พบซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือ
ลงทุนโดยไม่มีนโยบายและวิสัยทัศน์ดิจิทัลที่ชัดเจน
ระบบแยกส่วน ปิด ไม่เชื่อมโยงกัน ข้อมูลใช้งานต่อไม่ได้จริง
ขาดการออกแบบระบบอัตโนมัติที่เชื่อมต่อกันแบบ End-to-End
เทคโนโลยีใช้งานยาก ซับซ้อน ต้นทุนสูง แต่ผลลัพธ์ทางธุรกิจไม่เป็นไปตามที่หวัง
ผลลัพธ์คือ องค์กรต้องแบกรับทั้งต้นทุนระบบและภาระดูแล โดยไม่ได้แต้มต่อเชิงธุรกิจอย่างแท้จริง ทั้งที่ในความเป็นจริง เทคโนโลยียุคใหม่ถูกออกแบบให้เป็น Automation ใช้งานง่าย ลงทุนแล้วคุ้ม ยืดหยุ่น เชื่อมต่อได้ทุกระบบ และต้องมีสถาปัตยกรรมแบบเปิด (Open Architecture) เพื่อให้ต่อยอดและบูรณาการร่วมกับระบบอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3 ชั้นของโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ที่องค์กรต้องยกระดับ
เอกราชอธิบายภาพโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุคใหม่ว่า องค์กรที่อยากแข่งขันได้อย่างยั่งยืนจำเป็นต้องยกระดับโครงสร้างให้ครบ 3 ระดับสำคัญ
ชั้นที่ 1: โครงข่ายการเชื่อมต่อ (Connectivity)
ต้องเป็นโครงข่ายที่ “ฉลาด ปลอดภัย และบริหารลำดับความสำคัญการใช้งานได้” เพราะนี่คือฐานที่ทุกบริการดิจิทัลจะยืนอยู่ชั้นที่ 2: Digital Intelligence Fabric
เลเยอร์อัจฉริยะที่เชื่อมโยงข้อมูล ระบบ และแอปพลิเคชันเข้าด้วยกัน ทำให้เทคโนโลยีที่กระจัดกระจายกลายเป็นภาพเดียวที่จัดการได้จริง ใช้ได้กับทุกประเภทธุรกิจชั้นที่ 3: On-demand Applications
แอปพลิเคชันธุรกิจ เช่น ERP, CRM และแอปเฉพาะอุตสาหกรรม ที่องค์กรสามารถ “เลือกใช้ตามความต้องการ” บนโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับ
เทคโนโลยีจะมีค่า ก็ต่อเมื่อถูกผสานเข้ากับธุรกิจผ่านคนที่เข้าใจบริบทองค์กรของตัวเองจริงๆ การออกแบบกลยุทธ์ธุรกิจให้เดินไปพร้อมกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ถูกต้อง คือกุญแจให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงในยุคดิจิทัล
Digital Transformation: โอกาสเศรษฐกิจไทย 1.8 ล้านล้าน ที่หายไปหรือสร้างได้
ดร.ปรีสาร รักวาทิน รักษาการรองผู้อำนวยการ กลุ่มงานส่งเสริมการประยุกต์ใช้ดิจิทัล สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) สะท้อนภาพในระดับประเทศว่า Digital Transformation วันนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง “ทำให้ระบบภายในดีขึ้น” แต่เป็นปัจจัยชี้ชะตา ความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ
จากการประเมินล่าสุด หากประเทศไทยไม่เร่งปรับตัวและยังเดินด้วยรูปแบบการทำงานเดิม เศรษฐกิจอาจสูญเสียโอกาสมากกว่า 1.8 ล้านล้านบาท เพราะองค์กรจำนวนมากยังพึ่งพา
แรงงานและกระบวนการ Manual
การตัดสินใจจากประสบการณ์และความรู้สึก มากกว่าการใช้ข้อมูลและระบบวิเคราะห์
สิ่งเหล่านี้นำไปสู่ “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” และทำให้การเติบโตของประเทศทรงตัว ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเร่งเครื่องด้วยดิจิทัลและเติบโตแบบก้าวกระโดด
อุปสรรคตัวจริงของผู้ประกอบการไทย ไม่ได้มีแค่เรื่องเงินลงทุน
อุปสรรคของผู้ประกอบการที่อยากทรานสฟอร์ม ไม่ได้มีแค่เรื่องงบประมาณ แต่ยังรวมถึง
ความไม่มั่นใจในเทคโนโลยี
ไม่รู้ว่าจะเลือกโซลูชันไหนให้เหมาะกับธุรกิจของตัวเอง
กังวลว่าทีมงานจะใช้งานระบบใหม่ได้จริงหรือไม่
เพื่อลดความเสี่ยงและความกลัวเหล่านี้ depa จึงวางกลไกสนับสนุนแบบครบวงจร ตั้งแต่
มาตรฐาน dSURE เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและความปลอดภัยของโซลูชันดิจิทัล
บัญชีบริการดิจิทัล (Thailand Digital Catalog) ให้ผู้ประกอบการเข้าถึงโซลูชันที่ผ่านการคัดกรองและเชื่อถือได้
มาตรการสนับสนุนด้านงบประมาณ สิทธิประโยชน์ด้านภาษี
การยกระดับทักษะบุคลากรผ่าน Digital Skill Roadmap
นอกจากนี้ การจับมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เช่น การร่วมงานกับ ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เทคโนโลยีดิจิทัลไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่อยู่ในจุดที่ องค์กรทุกขนาดสามารถเข้าถึง ใช้งาน และต่อยอดได้จริง
Digital Intelligence Fabric: เส้นเลือดใหญ่ดิจิทัลขององค์กรยุคใหม่
Digital Intelligence Fabric คือแนวคิดการถักทอเทคโนโลยีตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงแอปพลิเคชันให้ทำงานร่วมกันเป็นเนื้อเดียว
เริ่มจาก
การเชื่อมต่อผ่านโครงข่ายทั้งโมบายล์และอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์
ต่อขยายไปสู่ระดับซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันธุรกิจ
ผลลัพธ์คือ ระบบทั้งหมดขององค์กรทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความซับซ้อน เพิ่มความแม่นยำ และทำให้การลงทุนด้านเทคโนโลยี ออกดอกออกผลจริง ไม่ใช่แค่มีระบบไว้โชว์
โดย Digital Intelligence Fabric ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบหลัก ที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจทุกขนาด
Vertical Cloud with Embedded Security — คลาวด์อัจฉริยะที่ฝังระบบความปลอดภัยไว้ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน
Connectivity & IoT Platform — แพลตฟอร์มเชื่อมต่อทุกสิ่งรอบตัว ตั้งแต่อุปกรณ์ เครื่องจักร ไปจนถึงเซ็นเซอร์ต่างๆ เข้ากับโลกดิจิทัลแบบไร้รอยต่อ
Computer Vision AI — ยกระดับกล้องวงจรปิดเดิมให้ฉลาดขึ้นด้วย AI โดยไม่ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ ช่วยวิเคราะห์ภาพและเหตุการณ์ได้อัตโนมัติ
Connected Building & Energy Management — แพลตฟอร์มบริหารจัดการอาคารและพลังงาน ลดต้นทุนและตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน (Sustainability)
Smart Logistics & Supply Chain — ระบบขนส่งและซัพพลายเชนอัจฉริยะ ที่ช่วยให้วางแผน ติดตาม และบริหารต้นทุนได้อย่างแม่นยำ
Data & AI Platform — แพลตฟอร์มดึงพลังจากข้อมูลทุกแหล่ง เพื่อนำไปสร้างรายได้ ลดต้นทุน และเร่งการพัฒนา AI ให้เร็วขึ้น
Managed Cybersecurity — บริการความปลอดภัยไซเบอร์แบบครบวงจร ที่ช่วยปกป้ององค์กรจากภัยคุกคามสมัยใหม่ตลอด 24/7
Digital Skill & Development — การพัฒนาทักษะบุคลากรให้เติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยี ทำให้การทรานสฟอร์มไม่สะดุดเพราะ “คนไม่พร้อม”
Unified Intelligence Center: ศูนย์บัญชาการดิจิทัลขององค์กร
องค์กรธุรกิจสามารถเลือกใช้โซลูชันทั้ง 8 ด้านได้ตามความต้องการ จากนั้นบริหารจัดการผ่านแพลตฟอร์มศูนย์กลางหรือ Unified Intelligence Center ซึ่งทำหน้าที่เหมือน ห้องบัญชาการดิจิทัลขององค์กร
รวมหลายโซลูชันไว้บนแพลตฟอร์มเดียว
เชื่อมทุกระบบให้แสดงผลบนแดชบอร์ดเดียว
ช่วยให้ผู้บริหาร “มองเห็น–วิเคราะห์–แจ้งเตือน–สั่งการ” ได้จากจุดเดียว
เมื่อเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าหากัน องค์กรจะสามารถต่อยอดธุรกิจ แก้ปัญหา และบริหารการลงทุนด้านเทคโนโลยีได้อย่างคุ้มค่า พร้อมผลักดัน ความเร็วในการดำเนินงาน การตัดสินใจ และ ROI ให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
บทสรุป: เทคโนโลยีที่ดีที่สุด ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ล้ำที่สุด
สิ่งที่สะท้อนชัดจากงาน Tech Horizon: Enterprise Edition – Empowering Organization with Digital Intelligence Fabric คือ อนาคตไม่ได้เป็นขององค์กรที่มีเทคโนโลยีล้ำที่สุด แต่อยู่กับองค์กรที่มีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ “เชื่อมทุกระบบและทุกข้อมูลเข้าด้วยกันได้อย่างฉลาด”
Digital Intelligence Fabric จึงไม่ใช่แค่แนวคิดเชิงเทคนิค แต่คือ กลยุทธ์ทางธุรกิจ ที่ช่วยให้องค์กร
เริ่มต้นจากจุดที่เหมาะสม ไม่ต้องรื้อทั้งหมดแต่ต่อยอดจากสิ่งที่มี
ลงทุนเทคโนโลยีอย่างคุ้มค่าและวัดผลได้จริง
ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูลและระบบอัจฉริยะ
เห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรม ทั้งในแง่ต้นทุน รายได้ ความเร็ว และความสามารถในการแข่งขัน
ในวันที่เทคโนโลยีไม่ใช่ “ทางเลือก” อีกต่อไป องค์กรที่มองเทคโนโลยีเป็น โครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์ ต่างหาก ที่จะเป็นผู้รอดและผู้ชนะในสนามดิจิทัลยุคใหม่

