ก้าวแรกสู่บทบาทใหม่บนสังเวียน Iron Chef
เชฟอาร์ต ศุภมงคล ศุภพิพัฒน์ ก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ในฐานะ เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย คนที่ 9 ในรายการ Iron Chef Thailand ของบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด หลังผ่านประสบการณ์ในครัวมากว่า 30 ปี เขาพร้อมยืนหยัดบนสังเวียนการแข่งขัน พร้อมเผชิญทุกโจทย์ท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า

จากเก้าอี้กรรมการ สู่ผู้ลงแข่งขันตัวจริง
ตลอดช่วงที่ผ่านมา เชฟอาร์ตรับหน้าที่ กรรมการตัดสิน มาโดยตลอด ไม่เคยลงแข่งจริงจังในสนามไหน แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป เมื่อเขาตัดสินใจก้าวลงสู่กระทะร้อนด้วยตัวเอง
เขายอมรับว่าในช่วงแรกมีทั้งความคิดหนักและการไตร่ตรองอย่างยาวนาน เพราะการเปลี่ยนจากคนให้คะแนน มาเป็นคนที่ต้องถูกจับตาทุกวินาทีบนสังเวียน ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย
แต่สิ่งที่ผลักดันให้ตัดสินใจรับบทบาทนี้ คือ ความอยากท้าทายตัวเอง อยากสัมผัสความตื่นเต้นของเกมการแข่งขัน และอยากให้คนดูได้เห็นฝีมือจริง ๆ ของเชฟอาร์ต ที่ผ่านการทำงานครัวมาอย่างยาวนาน
30 ปีในครัวที่ไม่ใช่แค่ตัวเลข
แม้จะไม่เคยลงแข่งในรายการ แต่เชฟอาร์ตมีประสบการณ์ทำงานในสายอาหารมากว่า 30 ปี จึงทำให้เขามั่นใจในทักษะตัวเองไม่น้อย
สิ่งที่เขานำมาใช้บนสังเวียน Iron Chef Thailand ไม่ใช่แค่สูตรอาหาร แต่รวมถึง
การวางแผนเมนูให้เหมาะกับเวลา
การจัดการขั้นตอนการทำงานในครัวอย่างมีระบบ
การใช้เทคนิคการทำอาหารให้หลากหลายและคมกริบ
การควบคุมอารมณ์และสมาธิท่ามกลางความกดดัน
เชฟอาร์ตเชื่อว่า Iron Chef คือเกมการแข่งขันที่ต้องวัดกันด้วยทักษะล้วน ๆ ทั้งเรื่องรสชาติ ความคิดสร้างสรรค์ และการบริหารเวลา
ซ้อมหนัก ปรับเวลา คิดแบบนักแข่ง
แม้จะทำงานในครัวอยู่ทุกวัน แต่การเป็นเชฟกระทะเหล็กต้องการมากกว่าการ “ทำอาหารเก่ง” เชฟอาร์ตจึงเริ่มปรับตัวให้เข้ากับสไตล์การแข่งขันของรายการ
ซ้อมทำเมนูภายใต้เวลาจำกัด
วางกลยุทธ์การทำงานให้เหมือนอยู่ในเกมจริง
ฝึกคิดเมนูเร็ว และตัดสินใจให้เด็ดขาดในเวลาสั้น ๆ
เขาไม่ได้มองรายการนี้เป็นแค่โชว์ แต่เป็นเวทีที่ต้องเค้น ศักยภาพสูงสุดของเชฟคนหนึ่งออกมาให้โลกเห็น
จากปากกล้า สู่การพิสูจน์ว่าฝีมือก็แกร่ง
หนึ่งในเหตุผลที่หลายคนจับตาเชฟอาร์ต คือภาพจำในฐานะกรรมการ “ฝีปากกล้า” ที่วิจารณ์ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม
เมื่อวันนี้เขากลายเป็นฝั่งผู้แข่งขัน เชฟอาร์ตรู้ดีว่าหลายคนอยากเห็นว่า
ฝีมือเขาจะคมสมคำวิจารณ์หรือไม่
เมื่ออยู่ภายใต้ความกดดัน เขาจะไปได้ไกลแค่ไหน
เขายืนยันว่า ไม่รู้สึกกลัวหรือกังวล กลับรู้สึกอยากพิสูจน์มากกว่าว่า สิ่งที่เคยพูดจากเก้าอี้กรรมการ วันนี้จะทำให้เห็นบนเขียงและกระทะจริง ๆ
พร้อมรับทุกคำท้า บนสังเวียนกระทะเหล็ก
หลังประกาศตัวเป็นเชฟกระทะเหล็กคนใหม่ เชฟอาร์ตเชื่อว่าจะมีคนอยากท้าประลองกับเขาเยอะเป็นพิเศษ โดยเฉพาะคนที่อยากรู้ว่า “เชฟกรรมการปากจัด” จะรับมือแรงกดดันหน้ากล้องอย่างไร
คำตอบของเขามีเพียงอย่างเดียว คือ พร้อมรับทุกคำท้า และยินดีเผชิญหน้ากับทุกคู่แข่งบนสังเวียน Iron Chef Thailand
ในเมื่อเลือกเดินเข้ามาแล้ว เขาตั้งใจจะใช้ทั้งประสบการณ์ 30 ปี และหัวใจของนักสู้ในครัว พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาไม่ได้เก่งแค่คำพูด แต่เก่งจริงในทุกจานที่เสิร์ฟออกไป
บทส่งท้าย: ศึกนี้ไม่ได้มีแค่ไฟจากเตา
การมาของเชฟอาร์ตในฐานะเชฟกระทะเหล็กคนที่ 9 ไม่ได้เพิ่มแค่ความร้อนแรงให้กระทะ แต่น่าจะเพิ่ม ดีกรีความเดือดให้ทั้งเกมการแข่งขันและอารมณ์คนดู
ศึกครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การทำอาหารให้อร่อย แต่มันคือการต่อสู้ระหว่าง
ประสบการณ์ยาวนาน กับ แรงท้าทายจากผู้ท้าชิง
ภาพลักษณ์กรรมการปากกล้า กับ บทบาทเชฟผู้ลงมือจริง
และมีเพียงสนามแข่งเท่านั้น ที่จะให้คำตอบว่า เชฟอาร์ตในฐานะเชฟกระทะเหล็ก จะร้อนแรงสมการรอคอยแค่ไหน

