ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

5 จังหวัดชายแดนใต้เร่ง 199 โครงการ ปรับโฉมเศรษฐกิจและท่องเที่ยวชายแดน

5 จังหวัดชายแดนใต้เร่ง 199 โครงการ ปรับโฉมเศรษฐกิจและท่องเที่ยวชายแดน
ความสนใจ|เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ชายแดนใต้พัฒนาไม่ใช่แค่โครงการกระจายงบ แต่คือยุทธศาสตร์พลิกพื้นที่

ชายแดนใต้พัฒนา หมายถึงการวางชุดโครงการด้านคมนาคม โครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวอย่างบูรณาการในพื้นที่สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภูมิภาคชายแดน เชื่อมพื้นที่เมือง ชุมชน และด่านพรมแดนให้ทำงานร่วมกัน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจและการจ้างงานบนฐานทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมที่มีอยู่เดิมโดยไม่ทำลายระบบนิเวศ หัวใจของการขับเคลื่อนครั้งนี้คือการนำข้อเสนอจาก 5 จังหวัดเข้าสู่เวทีคณะรัฐมนตรีสัญจรในสงขลา ซึ่งไม่ได้เป็นแค่การเดินทางมาประชุม แต่สะท้อนว่ารัฐใช้กลไกการเมืองระดับสูงเร่งปลดล็อกโครงการที่ค้างคา เปิดทางให้การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์จุดชนวนเศรษฐกิจชายแดนใต้ใหม่อีกครั้ง ผ่าน 199 โครงการวงเงินกว่า 5.7 หมื่นล้านบาทที่ถูกออกแบบให้ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว วัฒนธรรม คมนาคม และการป้องกันภัยพิบัติ

5 จังหวัดชายแดนใต้เร่ง 199 โครงการ ปรับโฉมเศรษฐกิจและท่องเที่ยวชายแดน

โครงการสงขลาและเพื่อนบ้าน 5 จังหวัด เดินเกมโครงสร้างพื้นฐานคู่ท่องเที่ยวชายแดน

การรวม 199 โครงการจากสงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส วงเงินเบื้องต้นกว่า 5.7 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่าพื้นที่ชายแดนไม่ได้รอแค่งบช่วยเหลือ แต่กำลังเรียกร้องเครื่องมือพัฒนาเชิงรุก สงขลาเสนอทั้งโครงการระดับจังหวัดและเชิงนโยบายครอบคลุมเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว วัฒนธรรม และคมนาคม ขณะที่แขวงทางหลวงสงขลาชงโครงการถนนเร่งด่วนกว่า 100 โครงการเพื่อซ่อมแซมจากผลกระทบอุทกภัย ด้านสตูลเสนอโครงการเร่งด่วนถึง 17 โครงการ วงเงินรวม 426,080,000 บาท พร้อมแนวคิดสะพานเชื่อมเปอร์ลิส พัฒนาท่าเรือและการเดินเรือเพื่อหนุนการค้าฮาลาลและท่องเที่ยวมูลค่าสูง ยะลา ปัตตานี และนราธิวาสเน้นทั้งสนามกีฬา ท่าอากาศยาน ด่านพรมแดน ระบบน้ำ และโครงข่ายถนนเพื่อรองรับการท่องเที่ยวและการค้าชายแดน ซึ่งหากมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่าพื้นที่กำลังใช้โครงสร้างพื้นฐานเป็นฐานรองเพื่อต่อยอดท่องเที่ยวชายแดนและเศรษฐกิจชายแดนใต้ในระยะยาว มากกว่าจะหวังผลกระจายงบระยะสั้นแบบเดิม

สะพานเชื่อมอาเซียนและการท่องเที่ยวชายแดน ยุทธศาสตร์ใหม่ของโครงข่ายคมนาคม

อีกเส้นทางสำคัญของการยกเครื่องชายแดนใต้คือการสร้างสะพานเชื่อมพื้นที่คมนาคมกับการท่องเที่ยวชายแดนอย่างตั้งใจ นายกรัฐมนตรีพร้อมทีมเศรษฐกิจและผู้แทนธนาคารโลกเข้าร่วมพิธีลงนามโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อมตำบลเกาะใหญ่ จังหวัดสงขลากับตำบลจองถนน จังหวัดพัทลุง และสะพานเชื่อมเกาะลันตาในจังหวัดกระบี่ เพื่อเสริมโครงข่ายการเดินทางภาคใต้ภายใต้แนวทาง Green Transport สะพานเหล่านี้ไม่ใช่แค่ทางข้ามน้ำ แต่ถูกวางบทบาทเป็นสะพานเชื่อมอาเซียนทางเศรษฐกิจและท่องเที่ยว แนวคิดสำคัญคือการเป็น “สะพานแห่งโอกาส” ที่ต้องเดินคู่ไปกับ “การอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืน” ในพื้นที่ที่ละเอียดอ่อนด้านนิเวศ เช่น ถิ่นอาศัยของโลมาอิรวดี การกำหนดมาตรการสิ่งแวดล้อมเข้มขณะก่อสร้างจึงเป็นบทพิสูจน์ว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสามารถเดินคู่กับการรักษาทรัพยากรได้ หากการออกแบบและกำกับดูแลเข้มงวดจริงไม่ใช่แค่คำประกาศ

5 จังหวัดชายแดนใต้เร่ง 199 โครงการ ปรับโฉมเศรษฐกิจและท่องเที่ยวชายแดน

ด่านสะเดาและเงินทุน Soft Loan 2.5 หมื่นล้าน ปลดล็อกคอขวดเศรษฐกิจชายแดน

เมื่อพูดถึงท่องเที่ยวชายแดน ภาพของด่านสะเดาและด่านนอกในสงขลาคือคอขวดสำคัญที่ทำให้ศักยภาพพื้นที่ถูกกดทับมานาน รัฐมนตรีการท่องเที่ยวและกีฬาเดินทางลงพื้นที่ เปิดวงหารือกับผู้ประกอบการจาก 5 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อรวบรวมปัญหาและข้อเสนอไปสู่โต๊ะครม.สัญจร ปัญหาหลักคือความล่าช้าจากการขาดบุคลากรที่ด่านสะเดา แม้ด่านใหม่จะมีช่องเข้าออกถึง 22 ช่อง แต่ถูกใช้ประสิทธิภาพไม่เต็มที่ รวมถึงเส้นทางเชื่อมด่านเก่าและใหม่ระยะ 1.2 กิโลเมตรที่ก่อสร้างไม่เสร็จ ทำให้นักท่องเที่ยวสับสน การเร่งพัฒนาด่านสะเดาจึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคด่าน แต่เป็นการคืนความสามารถในการแข่งขันให้พื้นที่ท่องเที่ยวชายแดนทั้งระบบ พร้อมกันนั้น ฝั่งเอกชนสงขลาชงข้อเสนอ Soft Loan วงเงิน 25,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูธุรกิจในอำเภอหาดใหญ่หลังอุทกภัย โดยย้ำว่าผู้ประกอบการฟื้นตัวได้เพียงร้อยละ 80 และควรมีการผ่อนปรนเงื่อนไขตรวจเครดิต พร้อมให้บสยค้ำประกันและรีไฟแนนซ์หนี้เดิมในแนวราบ ข้อเสนอนี้แสดงมุมมองตรงไปตรงมาของเอกชนว่าการยกเครื่องชายแดนใต้ต้องมีทั้งโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือเงินทุนควบคู่กัน

จากเวิร์กช็อปสู่มติ ครม.สัญจร ธงใหญ่คือการเปลี่ยนภาพชายแดนจากพื้นที่เปราะบางเป็นประตูเศรษฐกิจ

เบื้องหลัง 199 โครงการคือกระบวนการเวิร์กช็อปอย่างน้อย 3 ครั้งระหว่างจังหวัดสงขลา หอการค้า และกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ เพื่อออกแบบพัฒนาพื้นที่ครอบคลุมเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และภัยพิบัติ ก่อนนำเข้ากระบวนการกลั่นกรองของนายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจ ข้อเสนอทั้งหมดจะถูกพิจารณาคัดเลือกโครงการที่จำเป็นเร่งด่วนเป็นลำดับแรก เช่น โครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยใน 5 จังหวัดที่เตรียมใช้เงินงบกลางปี 2569 วงเงินประมาณ 900 ล้านบาท ทิศทางนี้ส่งสัญญาณว่ารัฐเริ่มมองชายแดนใต้เป็นประตูเศรษฐกิจที่ต้องลงทุนอย่างมียุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่พื้นที่ต้องเยียวยา อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนภาพชายแดนจากพื้นที่เปราะบางเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและท่องเที่ยวชายแดนจะสำเร็จหรือไม่ อยู่ที่สองเงื่อนไขสำคัญ หนึ่ง โครงการต่างๆ ต้องเดินหน้าได้จริง ไม่ถูกแขวนตามวัฏจักรการเมือง และสอง การมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ต้องเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่แค่รับรู้หลังมติออกไปแล้ว หากทั้งรัฐและเอกชนใช้โอกาสครม.สัญจรครั้งนี้สร้างกลไกติดตามและปรับปรุงต่อเนื่อง ชายแดนใต้พัฒนาอาจกลายเป็นตัวอย่างของการวางแผนระยะยาวที่จับต้องได้ มากกว่าคำขวัญบนกระดาษ

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!