Scale Up to Global คืออะไร และทำไมจึงเป็นจุดเปลี่ยนของสตาร์ตอัปไทย
Scale Up to Global คือโครงการเร่งการเติบโตที่ออกแบบให้สตาร์ตอัปใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขยายจากตลาดภายในไปสู่ธุรกิจระดับโลก ผ่านการเตรียมความพร้อมเชิงกลยุทธ์ การเข้าใจตลาดเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง และการเชื่อมต่อกับนักลงทุน พันธมิตร และเครือข่ายในระบบนิเวศสตาร์ตอัปในต่างประเทศ เพื่อเปลี่ยนการทดลองตลาดให้กลายเป็นการตั้งฐานธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
หัวใจของบทความนี้คือ การชี้ให้เห็นว่าการสร้างสตาร์ตอัปเก่งอย่างเดียวไม่พอ หากไม่มีสะพานเชื่อมไปยังตลาดโลก สตาร์ตอัปไทยขยายตลาด จะติดอยู่เพียงในระดับโครงการนำร่อง โครงการ NIA Scale Up Global จึงถูกวางบทบาทให้เป็นสะพานนั้น ตั้งแต่การเตรียมความพร้อม ไปจนถึงการเข้าถึงนักลงทุนและลูกค้าจริงในต่างประเทศ นี่ไม่ใช่แค่เวทีประกวดไอเดีย แต่คือสนามให้ผู้ประกอบการพิสูจน์ว่าตัวเองยืนได้ในตลาดที่แข่งขันเข้มข้น
จากไอเดียสู่ดีลธุรกิจ: โครงสร้างเร่งการเติบโตแบบรัฐหนุน
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ทำงานในบทบาท Global Connector ที่ชัดเจน คือ “ผู้เชื่อมโยงสู่ตลาดโลก” ที่ไม่ได้ให้งบแล้วปล่อยสตาร์ตอัปเดินเอง แต่ลงมือออกแบบเส้นทางตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ตั้งแต่การวิเคราะห์ตลาด ไปจนการวาง Go-to-Market Strategy และการทดลองตลาดในพื้นที่จริง โมเดลนี้คือการเร่งการเติบโตที่รัฐบาลหนุนหลังอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่โครงการอบรมแบบเช็คชื่อแล้วจบ
ตลอดโครงการ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมมากกว่า 30 บริษัท เกิดการเชื่อมโยงและเจรจาธุรกิจกว่า 100 คู่ และมีสตาร์ตอัปมากกว่า 8 บริษัทที่สามารถจัดตั้งหรือขยายฐานธุรกิจในต่างประเทศได้สำเร็จ นี่คือหลักฐานว่าเมื่อรัฐเลิกแจกแต่เงิน แล้วหันมาออกแบบกลไกตลาดสากลให้สตาร์ตอัป โมเดลธุรกิจที่มีศักยภาพก็เริ่มเปลี่ยนจาก “สไลด์เดค” ไปสู่ “ดีลจริง” ในตลาดสตาร์ตอัป
6 ตลาดเป้าหมายและบทเรียนเชิงกลยุทธ์ของสตาร์ตอัปไทยขยายตลาด
โครงการนี้ไม่ได้ขยับแบบหว่านแห แต่เลือก 6 ตลาดเป้าหมายอย่างเจาะจง ได้แก่ ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งล้วนเป็นฐานสำคัญของเทคโนโลยีและนวัตกรรม การเลือกตลาดเหล่านี้คือการบังคับให้สตาร์ตอัปเรียนรู้การแข่งขันในระบบนิเวศที่เข้มข้น และต้องปรับผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่มีความต้องการสูง
แต่ละตลาดใช้รูปแบบสนับสนุนต่างกัน เช่น กลุ่มอาเซียนมีความร่วมมือกับ e27 ในการเชื่อมผู้ประกอบการเข้ากับนักลงทุนและองค์กรธุรกิจ ขณะที่ตลาดญี่ปุ่นเน้นการเตรียมความพร้อม ข้อมูลเชิงลึก Startup Visa และการพัฒนา POC ร่วมกับพันธมิตรอย่าง JETRO และเมืองฟุกุโอกะ ส่วนฮ่องกงเชื่อมกับ HKTDC HKSTP InvestHK และ Cyberport เพื่อเปิดทางสู่ระบบนิเวศสตาร์ตอัปและนักลงทุน บทเรียนชัดเจนคือ การบุกตลาดใหม่ต้องเข้าใจบริบท ไม่ใช่นำโมเดลเดียวไปใช้ทุกประเทศ
DEMO DAY และบทบาทของ 25 สตาร์ตอัปบนเวทีธุรกิจระดับโลก
จุดที่น่าสนใจที่สุดของ NIA Scale Up Global คือการไม่ปล่อยให้ประสบการณ์ต่างประเทศจบลงที่ทริปดูงาน แต่ดันให้เกิด DEMO DAY ที่เป็นพื้นที่ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ DEMO DAY นี้นำ 25 สตาร์ตอัปที่ผ่านการขยายตลาดต่างประเทศกลับมา นำเสนอเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และโซลูชันต่อหน้ากลุ่ม VC CVC องค์กรธุรกิจ และพันธมิตร นี่คือเวทีที่สตาร์ตอัปต้องพิสูจน์ว่า สิ่งที่ทดลองในตลาดต่างประเทศสามารถแปลงเป็นดีลและความร่วมมือจริงได้
ในงานมีการจับคู่เจรจาธุรกิจตามความสนใจของทั้งสองฝ่าย พร้อมพื้นที่สร้างเครือข่ายเพิ่มเติม เพื่อผลักดันการลงทุน การนำเทคโนโลยีไปใช้จริง และการขยายตลาดต่อเนื่อง หากมองในมุมตลาดสตาร์ตอัป DEMO DAY ลักษณะนี้คือการสะท้อนว่า รัฐพร้อมทำหน้าที่เป็นดีลเมกเกอร์ มากกว่าผู้จัดงานสัมมนา เป็นก้าวที่ทำให้สตาร์ตอัปไทยขยายตลาดเดินเข้าใกล้ธุรกิจระดับโลกมากกว่าที่ผ่านมา
จาก Global Access สู่ Global Growth: จะไปต่ออย่างไร
ทิศทางต่อไป NIA ประกาศชัดว่าจะยกระดับจากการให้เพียง Global Access ไปสู่ Global Growth ผ่านการขยายตลาดเชิงกลยุทธ์ การเชื่อมต่อกับพันธมิตร นักลงทุน และเครือข่ายที่เหมาะสม การต่อยอด POC ไปสู่เชิงพาณิชย์ และการเชื่อมต่อกับแหล่งทุนระดับโลก นี่คือการยอมรับว่า การเข้าถึงตลาดโลกเป็นแค่ครึ่งทาง การเติบโตอย่างยั่งยืนในธุรกิจระดับโลกต่างหากคือเป้าหมาย
มุมมองหนึ่งคือ หากโครงการนี้ยืนระยะได้ สตาร์ตอัปเทคและนวัตกรรมที่มีศักยภาพจะมองการบุกตลาดต่างประเทศเป็น “ขั้นตอนปกติ” ของการเติบโต ไม่ใช่เรื่องเกินเอื้อมอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม แรงหนุนจากรัฐต้องเดินคู่กับวินัยของผู้ประกอบการเอง เพราะสุดท้าย การจะยืนในตลาดโลกได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าสตาร์ตอัปเรียนรู้จากตลาดจริง ปรับกลยุทธ์ และสร้างเครือข่ายระยะยาวได้มากแค่ไหน นี่คือบททดสอบสำคัญของสตาร์ตอัปไทยขยายตลาดในยุคใหม่






