ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

Scale Up to Global จุดเปลี่ยนสตาร์ทอัพสู่ตลาดโลก

Scale Up to Global จุดเปลี่ยนสตาร์ทอัพสู่ตลาดโลก
ความสนใจ|เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Scale Up to Global 2026 คืออะไร และทำไมจึงสำคัญต่อสตาร์ทอัพ

Scale Up to Global 2026 คือโครงการผลักดันสตาร์ทอัพไทยให้ขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ผ่านการเตรียมความพร้อม การเข้าใจตลาดเป้าหมาย การเชื่อมต่อกับนักลงทุนและพันธมิตร และการทดลองตลาดจริง โดยมีหน่วยงานรัฐทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงเครือข่ายระดับนานาชาติ เพื่อให้ผู้ประกอบการเทคโนโลยีสามารถสร้างรายได้และเติบโตได้ในตลาดโลก ไม่หยุดอยู่แค่การเดินทางไปดูงาน แต่มีเป้าหมายให้เกิดฐานธุรกิจใหม่ในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง หัวใจของโครงการนี้คือการเปลี่ยนโจทย์จากการสร้างสตาร์ทอัพที่เก่งในประเทศ ไปสู่การสร้างผู้เล่นที่แข่งขันได้ในระดับโลก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA จึงออกแบบเส้นทาง Scale Up to Global 2026 ให้ครอบคลุมทั้งการเตรียมตัว วางกลยุทธ์ Go-to-Market และเชื่อมกับผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน และองค์กรธุรกิจในพื้นที่เป้าหมายโดยตรง แนวคิดแบบนี้ตอบโจทย์สตาร์ทอัพไทยขยายตลาด เพราะไม่ได้เน้นแค่เทคโนโลยี แต่ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศ เครือข่าย และการเข้าถึงลูกค้าซึ่งเป็นปัจจัยที่สตาร์ทอัพส่วนใหญ่ขาดเมื่อคิดจะไปตลาดโลก

จาก Global Access สู่ Global Growth ผ่าน 6 ตลาดกลยุทธ์

จุดแข็งของโครงการ Scale Up to Global 2026 คือการเลือกตลาดเป้าหมายอย่างมีกลยุทธ์ ครอบคลุมฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ การบุกทั้งเอเชียตะวันออกและอาเซียนทำให้สตาร์ทอัพไทยตลาดโลกมีโอกาสทดสอบโมเดลธุรกิจในบริบทที่ต่างกัน ทั้งตลาดการเงิน เทคโนโลยีเชิงลึก และตลาดดิจิทัลคอนซูเมอร์ แนวทางนี้สะท้อนมุมมองที่ชัดว่า การ Go Global ไม่ใช่การวิ่งไล่ทุกประเทศ แต่ต้องเลือกสนามที่มีโอกาสและมีพันธมิตรพร้อมช่วยผลักดัน ในทางปฏิบัติ NIAจับมือกับ e27 ในกลุ่มอาเซียนเพื่อเชื่อมผู้ประกอบการเข้ากับนักลงทุนและเครือข่ายนวัตกรรม ขณะที่ญี่ปุ่นมีการสนับสนุนตั้งแต่ข้อมูลตลาดเชิงลึก Startup Visa และการพัฒนา Proof of Concept ร่วมกับองค์กรท้องถิ่น ส่วนฮ่องกงเปิดทางผ่านเครือข่ายอย่าง HKTDC และ HKSTP เพื่อให้ธุรกิจเทคโนโลยีไทยตั้งฐานได้จริง นี่คือการขยับจาก Global Access ไปสู่ Global Growth เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ไปออกงาน แต่ต้องให้เกิดดีลธุรกิจและฐานบริษัทในพื้นที่ใหม่

Scale Up to Global จุดเปลี่ยนสตาร์ทอัพสู่ตลาดโลก

DEMO DAY และการจับคู่ธุรกิจมากกว่า 100 คู่

สิ่งที่น่าสนใจคือ NIA ไม่ปล่อยให้ประสบการณ์ต่างประเทศจบลงที่สนามบิน แต่จัดงาน DEMO DAY Scale Up to Global 2026 เพื่อนำ 25 สตาร์ทอัพที่ผ่านการขยายตลาดกลับมาเชื่อมต่อกับนักลงทุน VC CVC และองค์กรธุรกิจในประเทศ รูปแบบ Demo day ทำให้แต่ละทีมได้พิชเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และโซลูชันต่อหน้าผู้ตัดสินใจจริง พร้อมมีการจับคู่เจรจาธุรกิจตามความสนใจ เป็นเวทีที่รวมทั้งการเข้าถึงเงินทุน ลูกค้า และพันธมิตรในวันเดียว ผลลัพธ์ตลอดโครงการมีผู้ประกอบการเข้าร่วมมากกว่า 30 บริษัท เกิดการเจรจาธุรกิจกว่า 100 คู่ และมีสตาร์ทอัพมากกว่า 8 บริษัทสามารถจัดตั้งหรือขยายฐานธุรกิจในต่างประเทศได้ นี่เป็นประโยคที่ควรจดจำ เพราะแสดงให้เห็นว่าโครงการไม่ได้หยุดที่การเรียนรู้ แต่เดินไปถึงการลงมือทำจริง โอกาสแบบนี้ทำให้คำว่า สตาร์ทอัพไทยขยายตลาด ไม่ใช่แค่สโลแกน แต่แปลเป็นจำนวนดีลและการตั้งบริษัทในต่างประเทศได้ชัดเจน

Scale Up to Global จุดเปลี่ยนสตาร์ทอัพสู่ตลาดโลก

8 ทีมตัวแทนสู่ SLUSH และบทบาทของรัฐในฐานะ Global Connector

อีกก้าวสำคัญของการผลักดันสตาร์ทอัพไทยตลาดโลกคือการคัดเลือก 8 ดิจิทัลสตาร์ทอัพเป็นตัวแทนเดินทางไปงาน SLUSH 2026 ที่กรุงเฮลซิงกิ เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม Accelerator และ Networking ระหว่างวันที่ 17–19 พฤศจิกายน สตาร์ทอัพที่ได้รับเลือกประกอบด้วย Alto CERO 2026 CloverX Omplatform PLOOK SABLE Spacely AI Enterprise Loyalty Platform และ Talking Jelly นี่คือเวทีระดับยูนิคอร์น ที่ดึงผู้เล่นสำคัญจากระบบนิเวศเทคโนโลยีทั่วโลก ทำให้ทีมไทยมีโอกาสเผชิญหน้า นักลงทุนระดับสากลและพันธมิตรธุรกิจที่หาไม่ได้ในประเทศ ภาครัฐยังสนับสนุนค่าใช้จ่ายในรูปแบบ Matching Fund สูงสุด 150,000 บาทสำหรับค่าเดินทางและที่พัก พร้อมค่าบูธและบัตรเข้างาน SLUSH 2026 บทบาทเช่นนี้ทำให้คำว่าผู้เชื่อมโยงสู่ตลาดโลก หรือ Global Connector ที่ NIA ใช้ไม่ใช่คำสวยหรู แต่เป็นการลงเงิน ลงคน และลงเครือข่ายเพื่อเปิดประตูให้ธุรกิจเทคโนโลยีไทยก้าวไปอีกชั้น เป็นสัญญาณชัดว่ารัฐเริ่มมองสตาร์ทอัพเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ต้องส่งออกได้ ไม่ใช่แค่ผู้รับเทคโนโลยี

Scale Up to Global จุดเปลี่ยนสตาร์ทอัพสู่ตลาดโลก

บทสรุป โอกาสครั้งใหญ่ของธุรกิจเทคโนโลยีไทย

เมื่อมองภาพรวม Scale Up to Global 2026 จะเห็นว่าประเทศไม่ได้ขาดสตาร์ทอัพเก่ง แต่ขาดโครงสร้างที่ช่วยให้ก้าวสู่เวทีโลก โครงการนี้เติมช่องว่างตรงนั้นด้วยการออกแบบเส้นทางตั้งแต่การเตรียมตลาด ไปจนถึงการสร้างดีลและฐานธุรกิจในต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเชื่อมโยงกับพันธมิตรใน 6 ตลาด การจัด DEMO DAY ให้ 25 บริษัทนำเสนอผลงาน และการผลักดัน 8 ทีมไปเจรจาธุรกิจในงาน SLUSH 2026 มุมมองเชิงนโยบายที่ขยับจาก Global Access สู่ Global Growth ทำให้สตาร์ทอัพไทยขยายตลาดไม่ต้องเดินลำพังอีกต่อไป ถ้ารัฐยังรักษาบทบาท Global Connector ได้ต่อเนื่อง และเอกชนกล้าลงทุนตาม เส้นทางสู่การมีธุรกิจเทคโนโลยีไทยระดับยูนิคอร์นที่ตั้งฐานในหลายประเทศจะไม่ใช่ความฝันไกล ในทางกลับกัน นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่สตาร์ทอัพไทยตลาดโลกกลายเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจตัวจริง ไม่ใช่แค่คำพูดในเวทีสัมมนา

Scale Up to Global จุดเปลี่ยนสตาร์ทอัพสู่ตลาดโลก

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!