เศรษฐกิจอวกาศไม่ได้ไกลตัว แต่เป็นสนามแข่งขันเทคโนโลยีรอบใหม่
เศรษฐกิจอวกาศ คือระบบกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การให้บริการ และโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศ ตั้งแต่ดาวเทียม การสื่อสาร ภูมิสารสนเทศ ไปจนถึงท่าอวกาศยานและการปล่อยจรวดเชิงพาณิชย์ ที่กำลังกลายเป็นสมรภูมิแข่งขันเทคโนโลยีและเงินลงทุนรอบใหม่ของโลกอย่างรวดเร็ว
จุดเปลี่ยนสำคัญของวันนี้คือ การที่รัฐบาลยกระดับเศรษฐกิจอวกาศจาก “โครงการวิทยาศาสตร์” ไปสู่ “ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ” แบบเต็มตัว ผ่านการประชุมคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน พร้อมทีมเศรษฐกิจดิจิทัลและการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเข้าร่วมกำหนดทิศทางร่วมกัน การตั้งน้ำหนักเชิงนโยบายในระดับบอร์ดอวกาศแห่งชาติ ไม่ได้เป็นเพียงการประกาศวิสัยทัศน์ แต่สะท้อนว่ารัฐมองอวกาศเป็นโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ เทียบชั้นถนน ท่าเรือ และอากาศยานในศตวรรษที่ผ่านมา
ตัวเลขระดับโลกบอกชัดว่าพื้นที่นี้ไม่ใช่ตลาดเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป มูลค่าเศรษฐกิจอวกาศปัจจุบันถูกประเมินอยู่ราวหลายแสนล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มเติบโตจนแตะระดับล้านล้านดอลลาร์ภายในไม่กี่สิบปีข้างหน้า ขณะเดียวกัน ภายในปลายปี 2023 มีเกือบ 100 ประเทศใน 4 ทวีปที่มีดาวเทียมเป็นของตนเองแล้ว หากไม่รีบลงมือ ไทยก็เสี่ยงจะกลายเป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยีจากผู้นำรายใหม่เหล่านี้ต่อไปเรื่อยๆ

จากบอร์ดอวกาศแห่งชาติสู่ พ.ร.บ.กิจการอวกาศ: กติกาใหม่ที่ตัดสินว่าใครชนะ
การจะสร้างเศรษฐกิจอวกาศให้เกิดจริง ระดับนโยบายอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีกติกาที่ชัดเจน และนี่คือเหตุผลที่การเร่งร่าง พ.ร.บ.กิจการอวกาศ และแผนแม่บทอวกาศแห่งชาติถูกยกให้เป็นภารกิจด่วนของบอร์ดอวกาศแห่งชาติ ถ้าไทยมีกฎหมายทันสมัยและแน่นอน นักลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงจะกล้าปักหมุดระยะยาวในห่วงโซ่อุตสาหกรรมนี้มากขึ้น
แนวทางขับเคลื่อนถูกวางไว้สามมิติชัดเจน ด้านเศรษฐกิจอวกาศ รัฐเตรียมใช้นโยบาย Landing Rights กลั่นกรองและอนุญาตดาวเทียมต่างชาติที่จะให้บริการในประเทศ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและใช้ช่องสัญญาณที่รัฐได้รับฟรีไปกับบริการสาธารณะและลดความเหลื่อมล้ำดิจิทัล ด้านความมั่นคง บทบาทใหม่คือการเฝ้าระวังและบริหารจราจรทางอวกาศ เพื่อลดความเสี่ยงภัยคุกคามทางดิจิทัล ไซเบอร์ และห้วงอวกาศ
ด้านเทคโนโลยีและการประยุกต์ใช้ รัฐประกาศสนับสนุนการพัฒนาดาวเทียมสำรวจโลกของตนเอง และศึกษาความเป็นไปได้ของท่าอวกาศยานแห่งแรก เพื่อเลิกเป็นผู้ซื้อเทคโนโลยีเพียงฝ่ายเดียว ควบคู่ไปกับการใช้ข้อมูลอวกาศช่วยงานเกษตรแม่นยำ การจัดการภัยพิบัติ และการประเมินฝุ่น PM 2.5 นี่คือจุดที่นโยบายอวกาศเริ่มเชื่อมกับชีวิตบนดินและเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

ท่าอวกาศยานไทย: จากไอเดียบนกระดาษสู่แผนลงทุนจริงผ่าน Spaceport Investor Day 2026
หัวใจของการก้าวจาก “ผู้ใช้บริการอวกาศ” ไปเป็น “ผู้เล่นอุตสาหกรรมอวกาศ” อยู่ที่การสร้างท่าอวกาศยานไทย หรือ Thailand Spaceport ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่โมเดลจำลองบนสไลด์ รัฐจึงส่ง GISTDA ลงสนามจัดงาน Thailand Spaceport Investor Day 2026 เพื่อทำหน้าที่ตัวเชื่อมระหว่างผู้นำเชิงนโยบาย นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษากว่า 50 คนมาร่วมกันวางแนวทางลงทุน
ท่าอวกาศยานไทยถูกนิยามให้เป็นมากกว่าสถานีปล่อยจรวด หากคือเครื่องยนต์เชื่อมเทคโนโลยีขั้นสูง นวัตกรรม และอุตสาหกรรมอนาคตเข้ากับโอกาสเศรษฐกิจใหม่ในประเทศ ผลลัพธ์สำคัญของงาน Investor Day จึงเป็นการเริ่มตั้ง Thailand Spaceport Consortium เพื่อรวมพลังภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาตลอด Value Chain อุตสาหกรรมอวกาศ แนวทางนี้ต่างจากการรอเม็ดเงินจากรัฐฝ่ายเดียว และส่งสัญญาณชัดว่าโครงการนี้ถูกคิดแบบธุรกิจตั้งแต่ต้น
คำกล่าวที่น่าจดจำจากงานนี้คือมุมมองว่า "การเข้าถึงอวกาศกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลก" ซึ่งทำให้ประเทศไม่อาจอยู่ในสถานะผู้รับบริการต่อไป ในมุมการแข่งขันเชิงภูมิภาค หากไทยมีท่าอวกาศยานพร้อมโครงสร้างการลงทุนรองรับก่อนเพื่อนบ้าน ก็จะกลายเป็นจุดหมายปล่อยดาวเทียมและกิจกรรมอวกาศเชิงพาณิชย์ที่ดึงการลงทุน Deep Tech เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

สร้างระบบนิเวศอวกาศครบวงจร เพื่อก้าวสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมอวกาศภูมิภาค
การมีท่าอวกาศยานอย่างเดียวไม่ทำให้ประเทศกลายเป็นฮับอวกาศอัตโนมัติ สิ่งที่ GISTDA เน้นย้ำคือการสร้าง “ระบบนิเวศอวกาศที่ครบวงจร” ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาบุคลากร การปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย การดึงดูดเงินลงทุน ไปจนถึงการสร้างพันธมิตรนานาชาติ มุมมองนี้ถูกต่อยอดผ่านกิจกรรม Thailand Spaceport Week 2026 ที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมภาครัฐ อุตสาหกรรม การศึกษา และพันธมิตรต่างประเทศเข้าด้วยกัน
การเปิดพื้นที่คุยกับผู้เล่นสำคัญจากต่างชาติ เช่น องค์กรที่บริหารท่าอวกาศยานเชิงพาณิชย์ และผู้พัฒนาเทคโนโลยีจรวดรุ่นใหม่จากญี่ปุ่น ช่วยให้ไทยเห็นบทเรียนตรงว่าฮับอวกาศที่อยู่ได้จริงต้องอาศัยอะไรบ้าง ตั้งแต่การออกแบบ Business Model การระดมทุน ไปจนถึงการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม นี่คือฐานความรู้ที่มีค่ากว่าการเริ่มต้นลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง
ในภาพใหญ่ GISTDA มองว่า Thailand Spaceport จะเป็นกลไกยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ดึงการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง และสร้างงานมูลค่าสูงให้คนรุ่นใหม่ รวมถึงผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางกิจการอวกาศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างยั่งยืน หากบอร์ดอวกาศแห่งชาติเดินเกมกฎหมายให้ทัน และภาคการเงินกล้าหนุนโครงสร้างพื้นฐานนี้อย่างต่อเนื่อง ท่าอวกาศยานไทยอาจเป็นโครงการที่กำหนดทิศทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของประเทศในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า ไม่ต่างจากการตัดสินใจสร้างสนามบินนานาชาติในอดีต







