สุขภาพไม่ใช่ภาระ แต่คือทุนเศรษฐกิจใหม่
Global Wellness Summit 2026 คือการประชุมผู้นำอุตสาหกรรมสุขภาพและเวลเนสระดับนานาชาติ ที่รวบรวมภาคธุรกิจ นักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และนักนวัตกรรมจากหลายประเทศ เพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจสุขภาพโลก เชื่อมโลกการแพทย์ การท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ และใช้สุขภาพเป็นฐานสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่เวทีเสวนาแต่เป็นแพลตฟอร์มจับมือทางธุรกิจระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน
การที่ Global Wellness Summit 2026 ครั้งที่ 20 เดินทางมาจัดที่ภูเก็ต พร้อมต้อนรับผู้นำธุรกิจ นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญกว่า 600 คนจากกว่า 30 ประเทศ ไม่ใช่เพียงเกียรติยศเชิงภาพลักษณ์ แต่คือการประกาศจุดยืนว่าสุขภาพจะถูกใช้เป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเต็มตัว ผ่านแนวคิด Health for Wealth ประเทศไทย ที่ตั้งใจเชื่อมทุนทางสุขภาพกับโอกาสทางการค้าและการลงทุน

เศรษฐกิจเวลเนสโลกโตเร็วกว่า GDP และโอกาสของสุขภาพเศรษฐกิจไทย
หัวใจของการผลักดัน Health for Wealth ประเทศไทย คือการอ่านเกมเศรษฐกิจโลกให้ขาด รายงานของ Global Wellness Institute ระบุว่าในปี 2024 เศรษฐกิจสุขภาพทั่วโลกมีมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และเติบโตเฉลี่ย 7.9% ต่อปีในช่วงปี 2023–2024 สูงกว่าอัตราการเติบโตของ GDP โลก ตัวเลขนี้คือสัญญาณชัดเจนว่าประเทศที่หันมาพัฒนาภาคเวลเนสอย่างจริงจังจะได้เปรียบระยะยาว
ภายในประเทศ มูลค่าเศรษฐกิจสุขภาพแตะ 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เพิ่มจาก 38.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 หรือเติบโตถึง 10.1% ต่อปี สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากระบบที่เน้นรักษาเมื่อป่วย ไปสู่การดูแลเชิงป้องกันอย่างเป็นรูปธรรม สุขภาพเศรษฐกิจไทย จึงไม่ได้หมายถึงรายได้ของโรงพยาบาลเท่านั้น แต่รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การนวดไทย สมุนไพร และบริการเวลเนสที่ดึงดูดนักเดินทางสายสุขภาพทั่วโลก
เมื่อ GWS 2026 และ HMA 2026 เดินคู่กัน สุขภาพกลายเป็นยุทธศาสตร์ภูมิภาค
สิ่งที่น่าสนใจคือการจัด Global Wellness Summit 2026 ที่ภูเก็ต ระหว่างวันที่ 10 – 13 พฤศจิกายน ณ โรงแรมอังสนา ลากูน่า ภายใต้แนวคิด The Science, Art and Soul of Wellness ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับ Hospital Management Asia 2026 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–3 กันยายน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในวาระครบรอบ 25 ปี ภายใต้แนวคิด 25 Years of Impact: Leading Change that Delivers การจัดสองเวทีนี้ต่อเนื่องกันคือการส่งสัญญาณว่าภาคสุขภาพจะถูกวางเป็นยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคอย่างจริงจัง
HMA 2026 เป็นเวทีด้านการบริหารจัดการโรงพยาบาลที่จัดเป็นประจำทุกปี เชื่อมโยงผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วเอเชีย พร้อมกิจกรรม Hospital Tour ก่อนและหลังการประชุม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้แนวทางการดำเนินงานของโรงพยาบาลต่าง ๆ ผ่านประสบการณ์จริง เมื่อเวทีนี้เดินคู่กับ GWS 2026 ที่รวบรวมผู้นำ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้สร้างนวัตกรรมจากทั่วโลกเพื่อกำหนดอนาคตเศรษฐกิจเวลเนส ภาคสุขภาพจึงขยับจากเวทีวิชาชีพไปสู่เวทีเศรษฐกิจและการลงทุนเต็มรูปแบบ

จากโรงพยาบาลสู่เวลเนสฮับไทย บทบาทของผู้ให้บริการสุขภาพ
การเป็น เวลเนสฮับไทย จะเกิดขึ้นไม่ได้หากโรงพยาบาลและผู้ให้บริการสุขภาพไม่เปลี่ยนบทบาทของตัวเอง โรงพยาบาลพระรามเก้าเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลเจ้าภาพกิจกรรม Hospital Tour ภายใต้งาน Hospital Management Asia 2026 เปิดบ้านต้อนรับคณะจาก Singapore General Hospital และผู้เข้าร่วมจากหลายประเทศในเอเชีย เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการบริหารโรงพยาบาล การออกแบบบริการ และเทคโนโลยี นี่ไม่ใช่การเยี่ยมชมตามมารยาท แต่คือการเรียนรู้เชิงลึกว่าระบบบริการแบบไหนตอบโจทย์ผู้ป่วยยุคใหม่
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ PR9 Patient Experience Model ที่นำแนวคิด Design Thinking มาพัฒนาเป็น Service Blueprint เริ่มนำร่องที่ศูนย์ Check Up แล้วต่อยอดสู่ Smart Check-up และ Smart Hospital ภายใต้หลักการ Decentralized Personalized และ Seamless เพื่อเชื่อมการดูแลตั้งแต่ก่อนมาโรงพยาบาล ระหว่างรับบริการ ไปจนถึงการติดตามหลังการรักษา ตั้งแต่ระบบบริหารการตรวจ ระบบคิวอัตโนมัติ ไปจนถึง Personal Health Record เพื่อลดขั้นตอนและลดความผิดพลาดจากการบันทึกข้อมูลด้วยมือ ผลลัพธ์เช่นนี้คือประสบการณ์ที่ผู้ป่วยรู้สึกได้จริง ไม่ใช่แค่คำขวัญ

BDMS และเวที Health for Wealth ที่ลงถึงชุมชน
ในอีกด้านหนึ่ง ภาคเอกชนด้านสุขภาพกำลังขยับบทบาทเชิงรุก BDMS Wellness Clinic ในเครือผู้ให้บริการด้านการแพทย์รายใหญ่ประกาศความร่วมมือในฐานะผู้สนับสนุน Global Wellness Summit 2026 และยังรับบท Official Thailand Country Partner ของ Global Wellness Institute ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อสนับสนุนการประชุมและนำเสนอศักยภาพด้านการแพทย์เชิงป้องกันและ Scientific Wellness ของไทยต่อผู้เข้าร่วมจากทั่วโลก เป้าหมายชัดเจนคือสนับสนุนการก้าวสู่ Wellness Hub Thailand ภายใต้แนวคิด Wellness Hub Thailand The Land of Life
ฝั่งภาครัฐ ยุทธศาสตร์ Health for Wealth ประเทศไทย ถูกใช้เป็นกรอบขับเคลื่อน New S-Curve เศรษฐกิจ เปลี่ยนการรักษาพยาบาลจากภาระงบประมาณไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากสมุนไพร ภูมิปัญญานวดไทย และบริการเวลเนสเชิงพาณิชย์ แนวคิดคือเม็ดเงินจากตลาดสุขภาพโลกต้องไหลลงสู่เกษตรกร ชุมชนฐานราก และหมอนวดไทยโดยตรง เพื่อสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน หากทำได้จริง สุขภาพจะไม่ใช่เรื่องของโรงพยาบาลในเมืองใหญ่เท่านั้น แต่คือเครื่องมือยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ของคนทั้งประเทศ






