ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

Agentic AI กำลังเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจโลกและกลยุทธ์ลงทุน

Agentic AI กำลังเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจโลกและกลยุทธ์ลงทุน
ความสนใจ|สำรวจการใช้งาน AI

Agentic AI คืออะไร และทำไมถึงกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจรอบใหม่

Agentic AI คือปัญญาประดิษฐ์แบบใหม่ที่ไม่ใช่แค่ตอบคำถามหรือสนทนากับมนุษย์ แต่สามารถรับโจทย์ที่ซับซ้อนและลงมือทำงานแทนมนุษย์ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล วางแผน ตัดสินใจ ไปจนถึงดำเนินการตามขั้นตอน โดยทำงานอัตโนมัติบนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบคลาวด์ ทำให้ Agentic AI ทำหน้าที่เสมือนแรงงานดิจิทัลที่เชื่อมต่อกับระบบธุรกิจ การเงิน และการตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านโมเดลธุรกิจและการจัดสรรเงินลงทุนในเศรษฐกิจยุคใหม่ ประเด็น Agentic AI เศรษฐกิจเริ่มถูกพูดถึงในเวทีการลงทุนระดับสถาบัน เพราะแม้โลกกำลังเผชิญสงคราม เงินเฟ้อ และความผันผวนทางการเมือง กองทุนการเงินระหว่างประเทศยังประเมินว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้โตได้ราว 3% และอธิบายว่าถูกดึงจากสองแรง คือด้านลบจากปัญหาพลังงาน และด้านบวกจากวัฏจักรเทคโนโลยีที่นำโดย AI กล่าวตรงๆ คือหากไม่มีเม็ดเงินมหาศาลที่ไหลเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐาน Agentic AI ความยืดหยุ่นของการเติบโตระดับนี้แทบเป็นไปไม่ได้ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการลงทุนในโครงสร้าง AI จึงไม่ใช่แค่ธีมเทคโนโลยี แต่เป็นการเดิมพันกับเครื่องยนต์เศรษฐกิจรอบใหม่โดยตรง

จาก Generative สู่ Agentic AI การเลื่อนขั้นของแรงงานดิจิทัลและผลต่อโครงสร้างทุน

เวที Exclusive Investment Talk ที่จัดโดยกลุ่มบริหารความมั่งคั่งของสถาบันการเงินและ SCBAM เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2569 สะท้อนภาพชัดว่าคนจัดพอร์ตระดับโลกไม่ได้มอง AI เป็นแค่เทรนด์เทคโนโลยี แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจยุคใหม่ มุมมองจากคุณปิยะภัทร์ ภัทรภูวดล ชี้ว่าตอนนี้เราอยู่ในยุค Generative AI ที่เน้นการพูดคุยและสร้างเนื้อหา ส่วนรอบต่อไปคือ Agentic AI ที่รับคำสั่งครั้งเดียวแล้วทำงานยาวจนจบงาน ความเปลี่ยนนี้สำคัญเพราะทุกงานที่ AI Agent ทำแทนคนหนึ่งงานคือความต้องการชิป ดาต้าเซ็นเตอร์ และพลังงานที่เพิ่มขึ้นหนึ่งหน่วยเสมอ เมื่อ AI Agent ถูกฝังเข้าไปในกระบวนการทำงานจริง การลงทุนจึงไหลจากระดับแอปพลิเคชันไปสู่เลเยอร์โครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง Gartner คาดว่าภายในปี 2026 แอปพลิเคชันองค์กรถึง 40% จะมี Task-Specific AI Agent ฝังอยู่ เพิ่มจากไม่ถึง 5% ในปี 2025 ตัวเลขนี้บอกชัดว่าการใช้ Agentic AI ไม่ใช่ของเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่การใช้งานกระแสหลัก และนี่คือสัญญาณตรงสำหรับนักลงทุนว่าความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังไม่ใกล้จบรอบวัฏจักร

เมื่อ Agentic AI ขยับจากโครงสร้างพื้นฐานสู่แพลตฟอร์มและโมเดลธุรกิจใหม่

คำถามใหญ่ของตลาดทุนไม่ใช่แค่ AI Agent ลงทุนในหุ้นหรือโครงสร้างพื้นฐานอะไร แต่คือ AI Agent จะสร้างรายได้จริงให้ธุรกิจอย่างไร ตัวอย่างล่าสุดคือการเปิดตัว Muse ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในสหรัฐที่ออกแบบมาให้ช่วยช้อปออนไลน์ จองท่องเที่ยว และจัดการงานต่างๆ แทนผู้ใช้ ซึ่งสะท้อนการขยับจากแค่แชตบอตไปสู่ตัวแทนดิจิทัลที่ทำธุรกรรมได้เอง ฝั่งงานวิจัยของ Goldman Sachs มองว่าตอนนี้เราอยู่ต้นทางของการเปลี่ยนผ่านสู่ความสัมพันธ์แบบลงมือทำกับ AI Agent และชี้ว่ามวลชนตลาด AI จะถูกทำเงินด้วยโฆษณาและสมาชิกเหมือนเว็บยุคก่อน โมเดลธุรกิจ AI จึงเริ่มชัดเจนขึ้น AI Agent จะมีเวอร์ชันใช้งานฟรีที่มีโฆษณา และเวอร์ชันพรีเมียมแบบไม่มีโฆษณาสำหรับคนที่ยอมจ่ายเป็นสมาชิก ขณะเดียวกัน AI และ Machine Learning จะทำให้โฆษณาดิจิทัลมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตั้งแต่การสร้างชิ้นงาน การจัดวาง และการวัดผลแบบอัตโนมัติ เงื่อนไขสำคัญของโมเดลนี้คือผู้ใช้ต้องยอมให้ AI เข้าถึงข้อมูลละเอียดอ่อนอย่างตารางนัด รหัสผ่าน และข้อมูลจ่ายเงิน เพื่อให้ Agentic AI ทำงานแทนได้เต็มศักยภาพ นี่คือจุดที่ความเชื่อใจกลายเป็นทุนทางดิจิทัลที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าเงินทุนจริง

Agentic AI เปลี่ยนห่วงโซ่เศรษฐกิจจริง ตั้งแต่โรงงานถึงนักลงทุนรายย่อย

ผลของ Agentic AI เศรษฐกิจไม่ได้จำกัดเฉพาะตลาดหุ้น AI แต่ลุกลามไปถึงภาคการผลิตและการส่งออก ตัวอย่างที่เห็นได้คือการที่สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนที่เกี่ยวกับ AI กลายเป็นหัวหอกสำคัญในการขยายตัวของการส่งออกหลายประเทศ โดยมีข้อมูลว่าการส่งออกสินค้าไทยเดือน ก.ค. 2569 โตถึง 21.6% ต่อเนื่องนานกว่า 2 ปี และถ้าตัดสินค้ากลุ่มชิปกับเซมิคอนดักเตอร์ออก การเติบโตของหลายประเทศรวมถึงจีนอาจไม่สูงนัก แปลว่าการลงทุนในโครงสร้าง AI กำลังสร้างดีมานด์ใหม่ตลอดทั้งซัพพลายเชนตั้งแต่โรงงานผลิตชิป ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ ไปจนถึงผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม Agentic AI ในฝั่งผู้ใช้ทั่วไป ผู้อ่านจำนวนมากเริ่มรู้สึกแล้วว่างานที่เคยส่งให้ AI แบบถามตอบสั้นๆ กำลังถูกแทนที่ด้วยการโยนโจทย์ใหญ่ให้ AI ทำจนจบงาน แล้วค่อยกลับมาดูผลลัพธ์ ซึ่งทุกครั้งที่เกิดแบบนี้ ระบบคอมพิวเตอร์ที่ไหนสักแห่งก็ทำงานหนักขึ้นแทนเรา เมื่อ Agentic AI เปลี่ยนจากเครื่องมือที่ให้คำตอบมาเป็นแรงงานดิจิทัล ผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนแรงงานและรูปแบบการจ้างงานในหลายอุตสาหกรรมจะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นักลงทุนที่อ่านเกมนี้ทันจึงไม่ได้มองแค่รายบริษัท แต่มองตลอดทั้งห่วงโซ่ตั้งแต่ชิปจนถึงบริการ AI Agent

ยุคพอร์ตหลายสินทรัพย์ เมื่อสูตร 60/40 เอาไม่อยู่ในโลกที่ Agentic AI ครองเวที

แม้ Agentic AI จะหนุนตลาดหุ้น AI และโครงสร้างพื้นฐานให้เติบโต แต่ผู้จัดการกองทุนสถาบันไม่ได้ชวนให้เทเงินหมดพอร์ตไปในหุ้นเทคโนโลยีเดียว มุมมองจาก SCBAM ชี้ว่าประสบการณ์ปี 2565 ที่เงินเฟ้อสูงและดอกเบี้ยขึ้นพร้อมกันทำให้ทั้งหุ้นและตราสารหนี้ร่วงลงพร้อมกัน แปลว่าสูตร 60/40 แบบดั้งเดิมไม่สามารถรับความผันผวนยุคใหม่ได้อีกต่อไป คำตอบคือการย้ายไปสู่แนวคิด Multi Asset กระจายพอร์ตไปหลายสินทรัพย์ ทั้ง ETF ทั่วโลก สินทรัพย์ทางเลือก และกลยุทธ์ควบคุมความผันผวน ที่ปรับสัดส่วนเสี่ยงได้อัตโนมัติเมื่อเห็นสัญญาณตลาดผิดปกติ เมื่อ AI Agent ลงทุนเริ่มเข้ามามีบทบาทในโลก Wealth Management แนวคิดนี้ยิ่งสำคัญ เพราะระบบอัตโนมัติสามารถตรวจสอบความเสี่ยงรายวันและปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับภาพเศรษฐกิจที่ถูกดึงด้วยแรงบวกจากเทคโนโลยี AI และแรงลบจากปัจจัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์ได้ทันเวลา การเตรียมตัวสำหรับรอบวัฏจักรถัดไปจึงไม่ใช่การทายว่าหุ้น AI ตัวไหนจะขึ้นมากสุด แต่คือการวางโครงสร้างพอร์ตที่ให้ Agentic AI ทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างสมดุล ระหว่างการไล่ตามโอกาสการเติบโตและการป้องกันความเสี่ยงที่ยากจะคาดเดา

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม บทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI จากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่และข้อมูลสินค้า

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!