ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

วิกฤตพลังงานและสงครามภาษีฉุดเศรษฐกิจอาเซียน ผู้นำภูมิภาคตอบโต้ทันหรือไม่

วิกฤตพลังงานและสงครามภาษีฉุดเศรษฐกิจอาเซียน ผู้นำภูมิภาคตอบโต้ทันหรือไม่
ความสนใจ|เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เศรษฐกิจอาเซียนกำลังชะลอท่ามกลางศึกสามด้าน

วิกฤตพลังงานเอเชียคือภาวะที่ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติผันผวนสูงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันภูมิภาคยังเผชิญมาตรการภาษีและการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่กระทบผลผลิตทางการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ส่งผลให้การเติบโตเศรษฐกิจอาเซียนชะลอลงและเสี่ยงต่อความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้น การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 กลายเป็นเวทีที่ผู้นำการเงินโลกส่งสัญญาณชัดว่าแรงส่งเศรษฐกิจเอเชียเริ่มแผ่วลง รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคชี้ว่าเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกปี 2569 แม้จะถูกปรับเพิ่มเป็น 4.8% แต่ยังต่ำกว่าการเติบโต 5% ในปี 2568 และคาดว่าปี 2570 จะเหลือเพียง 4.4% สะท้อนว่าเศรษฐกิจอาเซียน 2570 กำลังเดินเข้าสู่ยุคเติบโตช้ากว่าที่เคยคาดหวัง จุดร่วมของความเสี่ยงคือพลังงานแพง กำแพงภาษี และเอลนีโญ ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขในรายงาน แต่กำลังซึมลึกในชีวิตคนรายได้ต่ำทั่วภูมิภาค

โครงสร้างเปราะบางและการเติบโต GDP ไทยที่ติดหล่ม

ในขณะที่เศรษฐกิจอาเซียนโดยรวมยังเติบโตใกล้ระดับ 4.7-4.9% การเติบโต GDP ไทยกลับถูกประเมินให้อยู่เพียง 2.1% ทั้งปี 2569 และ 2570 ต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน 5 และอยู่แค่ลำดับที่ 8 ในภูมิภาค ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่การจัดอันดับ แต่คือสัญญาณโครงสร้างเศรษฐกิจที่ติดหล่มยาวนาน หนี้ครัวเรือนสูงทำให้ครอบครัวเหลือเงินใช้จ่ายหลังชำระหนี้บ้าน รถยนต์ และสินค้าเทคโนโลยีลดลง เมื่อเจอราคาน้ำมันและอาหารแพง รายได้จึงไม่พอรายจ่าย กำลังซื้อในประเทศอ่อนแรงและฉุดการเติบโตโดยรวม ภาคการลงทุนเอกชนยังไม่ฟื้นเต็มที่ ขณะที่งบประมาณภาครัฐและหนี้สาธารณะจำกัด ทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องเลือกอย่างระมัดระวัง ไม่อาจอัดฉีดแบบหว่านได้อีกต่อไป คำถามสำคัญคือ ผู้นำไทยจะยอมรับความจริงว่าการเติบโตระดับ 2% เป็นสัญญาณโครงสร้างบิดเบี้ยวหรือยัง หรือจะยังมองว่าเป็นเพียงวัฏจักรชั่วคราวแล้วปล่อยให้โอกาสการปฏิรูปหลุดมือไปอีกครั้ง

พลังงานแพงและสงครามภาษี กดดันคนตัวเล็กมากกว่าตัวใหญ่

ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศเตือนชัดว่าเศรษฐกิจเอเชียกำลังเผชิญความเสี่ยงสามด้านคือราคาพลังงานที่ถูกดันสูงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการภาษีและการกีดกันทางการค้า และเอลนีโญที่กระทบผลผลิต สำหรับอาเซียน ภูมิภาคนี้ใช้พลังงานน้ำมันและก๊าซคิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ยสูงถึง 7% ของ GDP ทำให้ทุกการกระชากของราคาน้ำมันสะเทือนทั้งห่วงโซ่เศรษฐกิจ ประเทศไทยเองถูกระบุว่ามีความเปราะบางสูงเพราะพึ่งพาการนำเข้าพลังงานราว 7% ของ GDP หากวิกฤตพลังงานยืดเยื้อ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐบาลจึงต้องเลือกระหว่างการอุดหนุนราคาพลังงานเพื่อบรรเทาภาระประชาชนกับการรักษาวินัยการคลังให้ยืนระยะได้ ซึ่งที่ผ่านมาอาเซียนใช้มาตรการอุดหนุนแบบหว่านมากกว่าร้อยละ 50 ของงบช่วยเหลือ เป็นมาตรการต้นทุนสูงและไม่ตรงเป้าหมาย เมื่อกำแพงภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้าทำให้ต้นทุนการส่งออกสูงขึ้น ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังพอปรับตัวได้ แต่คนตัวเล็กและแรงงานรับจ้างกลับรับแรงกระแทกเต็ม ๆ ทั้งค่าครองชีพและความเสี่ยงตกงาน หากนโยบายช่วยเหลือยังไม่ยอมปรับให้ตรงกลุ่มเปราะบาง ภาระจะยิ่งถ่ายเทไปสู่ครัวเรือนรายได้น้อยมากขึ้น

ปฏิรูปเศรษฐกิจภูมิภาคและยุทธศาสตร์ใหม่ด้านพลังงาน

แม้ภาพรวมจะดูหม่น แต่เวทีระหว่างประเทศล่าสุดก็สะท้อนว่าผู้นำการเงินเริ่มผลักดันปฏิรูปเศรษฐกิจภูมิภาคอย่างจริงจัง ทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารพัฒนาเอเชียเน้นย้ำว่าประเทศในอาเซียนต้องสร้างพื้นที่ทางการคลัง วางแผนปรับฐานะการคลังระยะปานกลาง และปรับระบบจัดเก็บรายได้ภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ พร้อมเปลี่ยนมาตรการช่วยเหลือทางสังคมให้ตรงเป้าหมายเพื่อความยั่งยืนทางการคลัง ในมิติพลังงาน แนวทางใหม่ไม่ใช่แค่อุดหนุนราคา แต่คือการสร้างกันชนรองรับอุปทานพลังงานระยะสั้นควบคู่กับการลงทุนในพลังงานเร่งด่วนและพลังงานหมุนเวียนระยะยาว รวมถึงการกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากภูมิภาคที่มีความขัดแย้งสูง ห่วงโซ่อุปทานโลกที่เริ่มกระจายฐานการผลิตแบบ China Plus One กลายเป็นโอกาสของอาเซียนในการดึงการลงทุนใหม่ หากภูมิภาคสามารถยกระดับกฎระเบียบให้โปร่งใส ลดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี และพัฒนาทักษะแรงงานให้รองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้จริง การเติบโตจะไม่ถูกล็อกไว้แค่การส่งออกสินค้าดั้งเดิมอีกต่อไป

ไทยและอาเซียนต้องเลือกทางเดินใหม่ ไม่ใช่แค่รอให้พายุผ่าน

เมื่อเศรษฐกิจอาเซียน 2570 ถูกคาดว่าจะชะลอลงเหลือราว 4.7% ขณะที่การเติบโต GDP ไทยยังติดอยู่ที่ 2.1% การหวังให้พลังงานถูกลงหรือสงครามภาษีคลี่คลายเองจึงเป็นความหวังที่เสี่ยงเกินไป ผู้นำภูมิภาคต้องยอมรับว่าโครงสร้างเดิมไม่ตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนเร็ว และต้องกล้าปรับทั้งนโยบายการคลัง กฎระเบียบ และยุทธศาสตร์พลังงานพร้อมกัน สำหรับไทย การปลดล็อกการลงทุนใหม่ การปรับปรุงกฎหมายที่ซับซ้อน และการพัฒนาแรงงานทักษะสูงด้านเทคโนโลยีไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำในการหลุดจากกับดักเติบโตต่ำ ระดับภูมิภาค อาเซียนต้องเร่งเชื่อมโยงตลาด พัฒนาระบบชำระเงินข้ามพรมแดน และลดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีเพื่อให้การรวมตัวทางการค้าทำงานได้เต็มศักยภาพ ข้อสรุปจึงชัดเจนว่า หากภูมิภาคยังตอบโต้วิกฤตพลังงานเอเชียและสงครามภาษีด้วยมาตรการเฉพาะหน้าแบบเดิม การเติบโตจะค่อย ๆ ถูกกัดเซาะไปเรื่อย ๆ แต่ถ้ากล้าปฏิรูปโครงสร้าง สร้างความมั่นคงทางพลังงาน และยกระดับผลิตภาพแรงงานอย่างจริงจัง อาเซียนยังมีโอกาสกลับมาเป็นภูมิภาคที่เติบโตเร็วและกระจายผลประโยชน์ได้กว้างกว่าที่เป็นอยู่

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม บทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI จากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่และข้อมูลสินค้า

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!