การท่องเที่ยวหลังวิกฤต เมื่อมรดกวัฒนธรรมและธรรมชาติกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่
การท่องเที่ยวหลังวิกฤตคือกระบวนการที่เมืองและชุมชนใช้การฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรม แหล่งธรรมชาติ และโครงสร้างพื้นฐานด้านท่องเที่ยว เพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติหรือปัญหาเศรษฐกิจ เปลี่ยนพื้นที่ที่เคยเสียหายให้กลับมาสร้างรายได้ เชื่อมโยงอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ที่ยั่งยืน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่และภาคส่วนต่างๆ แทนการพึ่งกิจกรรมท่องเที่ยวฉาบฉวยระยะสั้น
แนวโน้มสำคัญในวันนี้คือ เมืองรองกำลังไม่รอความช่วยเหลือจากส่วนกลางอย่างเดียว แต่ลุกขึ้นออกแบบอนาคตการท่องเที่ยวของตัวเอง น่านเลือกฟื้นวัดและเมืองเก่า อุดรธานีเลือกใช้มหกรรมระดับโลกเป็นจุดเปลี่ยน ขณะที่อุตรดิตถ์สร้างจุดแลนด์มาร์คท่องเที่ยวและจุดแลนด์มาร์คบนถนนสายหลัก ทั้งหมดนี้สะท้อนความคิดเดียวกันว่า การท่องเที่ยววัฒนธรรมและธรรมชาติคือทางรอด ไม่ใช่ของแถม
น่าน ฟื้นวัดภูมินทร์และปู่ม่านย่าม่าน เชื่อมศรัทธากับเศรษฐกิจชุมชน
กรณีน่านชี้ชัดว่าการฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องภาพสวย แต่คือยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวสภาผู้แทนราษฎรลงพื้นที่ติดตามผลกระทบจากอุทกภัยที่วัดภูมินทร์และบริเวณรอบเมืองเก่า เพื่อตั้งต้นแผนบูรณะเชิงระบบ วัดภูมินทร์ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญและบ้านของภาพจิตรกรรม “ปู่ม่านย่าม่าน” หรือ “ภาพกระซิบรักบันลือโลก” กลายเป็นสัญลักษณ์ว่าถ้าน่านรักษามรดกนี้ได้ น่านก็รักษาเศรษฐกิจท่องเที่ยวของตัวเองได้
แนวทางที่ถูกพูดถึงคือการอนุรักษ์ตามหลักวิชาการควบคู่ปรับสภาพแวดล้อม ระบบรองรับนักท่องเที่ยว และการเชื่อมวัด พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุโมงค์ลีลาวดี รถรางชมเมือง และชุมชนผ้าทอ ให้เป็นเส้นทางการท่องเที่ยววัฒนธรรมที่มีเรื่องราวต่อเนื่อง คำกล่าวที่ควรถูกจดจำคือ “การอนุรักษ์ต้องเดินคู่กับการพัฒนา ไม่เช่นนั้นมรดกจะกลายเป็นเพียงของตั้งโชว์ที่ไม่ช่วยชุมชน”

อุดรธานี ใช้มหกรรมพืชสวนโลกปักหมุดเมืองท่องเที่ยวอีสานและประตูสู่อินโดจีน
อุดรธานีเลือกเดินเกมต่างออกไป ใช้งานมหกรรมพืชสวนโลก 134 วันเป็นตัวเร่งให้เกิดการยกเครื่องเศรษฐกิจท่องเที่ยวทั้งเมือง งานนี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นอีเวนต์ชั่วคราว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการวางตัวเองเป็นเมืองท่องเที่ยวอีสานและศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค ภาคธุรกิจตั้งเป้าว่าจะทำให้รายได้ท่องเที่ยวเติบโต โดยประเมินว่าเงินสะพัดในพื้นที่จะเพิ่มขึ้นจากภาวะปกติอย่างน้อย 3 เท่า
สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือวิธีคิด อุดรธานีพยายามเชื่อมพื้นที่งานกับแหล่งมรดกโลกอย่างบ้านเชียงและภูพระบาท ทะเลบัวแดง และเส้นทางต่อเชื่อมไปยัง สปป ลาว ให้กลายเป็นแพ็กเกจท่องเที่ยวครบวงจร รวมถึงเตรียมจัดงาน Isan Expo ต่อเนื่องอีกประมาณ 15 วันถึง 1 เดือนหลังงานพืชสวนโลกเพื่อไม่ให้กระแสตก การกำหนดราคาบัตรเข้าชมไม่เกิน 199 บาท และการให้คนท้องถิ่นบางกลุ่มเข้างานได้หลายครั้ง สะท้อนความพยายามทำให้การท่องเที่ยวเป็นของทุกคน ไม่ใช่ของนักท่องเที่ยวกลุ่มเดียว

อุตรดิตถ์ ปั้นน้ำตกวังดินและวงเวียนวังสีสูบเป็นจุดแลนด์มาร์คท่องเที่ยวใหม่
อุตรดิตถ์กำลังสร้างภาพใหม่ให้ตัวเองด้วยการพัฒนาทั้งธรรมชาติและโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กัน ด้านธรรมชาติ น้ำตกวังดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าลำน้ำน่านฝั่งขวาถูกเปิดตัวเป็นแหล่งท่องเที่ยวสายผจญภัยแห่งใหม่ โดยมีไฮไลต์เป็นสายน้ำลดหลั่นถึง 9 ชั้น ท่ามกลางผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ การเข้าถึงต้องเดินเท้าตามเส้นทางธรรมชาติ ซึ่งตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่ต้องการประสบการณ์เดินป่าใกล้เมืองแบบแท้จริง และเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้นำทางและผู้ให้บริการ
ขณะเดียวกัน แขวงทางหลวงอุตรดิตถ์ที่ 1 ปรับภูมิทัศน์วงเวียนและอุโมงค์ทางลอดแยกวังสีสูบ บนจุดตัดทางหลวงหมายเลข 11 และ 1045 ให้กลายเป็นจุดแลนด์มาร์คที่ผสมอัตลักษณ์วัฒนธรรมกับวิศวกรรมทางหลวงยุคใหม่ มีทั้งสวนหย่อม ระบบไฟส่องสว่าง และประติมากรรมผลไม้เศรษฐกิจอย่างลางสาด ลองกอง ทุเรียนหลงหลินลับแล สับปะรดห้วยมุ่น รวมถึงสัญลักษณ์ดาบน้ำพี้รอบวงเวียน ภาพเมืองเกษตรกรรมและเมืองท่องเที่ยวจึงถูกสื่อสารในจุดผ่านทางที่นักเดินทางทุกคนต้องพบ

บทเรียนร่วมของเมืองรอง ใช้มรดกวัฒนธรรมและธรรมชาติเป็นเข็มทิศใหม่
เมื่อมองภาพรวม น่าน อุดรธานี และอุตรดิตถ์ กำลังเล่าเรื่องเดียวกันด้วยวิธีต่างกัน น่านเน้นฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมและศรัทธา อุดรธานีใช้มหกรรมระดับโลกสร้างบทบาทเมืองท่องเที่ยวอีสาน ส่วนอุตรดิตถ์ใช้ทั้งน้ำตกวังดินและจุดแลนด์มาร์คถนนสายหลักสร้างภาพจำใหม่ให้เมือง การท่องเที่ยววัฒนธรรมและธรรมชาติจึงไม่ใช่หมวดเล็กๆ แต่เป็นกลยุทธ์หลักในการออกจากวงจรวิกฤตซ้ำซาก
บทเรียนคือ เมืองที่กล้าผูกการฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมเข้ากับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ มีโอกาสสร้างฐานท่องเที่ยวที่ยั่งยืนกว่าแค่จัดงานครั้งคราว การฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมต้องเดินคู่กับการออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว การพัฒนาจุดแลนด์มาร์คท่องเที่ยว และการดูแลสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวอีสานหรือภาคอื่น หากไม่มีการเชื่อมโยงเรื่องราวของชุมชน คนท้องถิ่นก็จะได้ประโยชน์น้อย และนักท่องเที่ยวก็จะรู้สึกว่าเมืองเหล่านี้เหมือนกันไปหมด







