11 วงเยาวชนทะยานสู่เวทีอาชีพผ่าน Talent Everywhere

11 วงเยาวชนทะยานสู่เวทีอาชีพผ่าน Talent Everywhere
ความสนใจ|ร้องเพลง

จากการคัดเลือกกว่า 2,000 คนสู่ 11 วงเยาวชนไทยบนเวทีจริง

โครงการ Talent Everywhere ระยะที่ 2 คือโครงการพัฒนาศิลปินที่ออกแบบให้วงเยาวชนไทยก้าวจากการเป็นผู้มีฝันด้านดนตรี ไปสู่การเป็นศิลปินอาชีพอย่างเป็นระบบ โดยใช้ค่ายกิจกรรมและเวทีแสดงเพลงจริงเป็นฐานทดลองทำงาน เรียนรู้การสร้างผลงานต้นฉบับ และเปิดโอกาสพบปะผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมดนตรี เพื่อสร้างสะพานเชื่อมจากการฝึกฝนในแคมป์สู่เส้นทางอาชีพที่จับต้องได้. จากผู้สมัครกว่า 2,000 คนทั่วประเทศ โครงการ Talent Everywhere ระยะที่ 2 คัดเลือกผ่านรอบ Audition จนเหลือราว 500 คน ก่อนบ่มเพาะต่อเป็น 100 วง และสุดท้ายตกผลึกเหลือ 11 วงที่พร้อมเข้าสู่กระบวนการ Pre-Debut บนเวที Talent Fest: Into the Music Universe and Beyond. รายชื่อทั้ง 11 วง ได้แก่ Backyard, Zizters, Sleeplezzz, Zinith, Magazine No.19, Do Zero, Red Ribbon, The Make Shape, The Blue Pillow, Soulgoof และ Follow Me. การเดินทางจากตัวเลขหลักพันสู่หลักสิบสะท้อนว่า การปั้นวงเยาวชนไทยในยุคนี้เริ่มต้องอาศัยระบบคิดแบบ “เส้นทางอาชีพ” ไม่ใช่เพียง “เวทีประกวด” อีกต่อไป.

11 วงเยาวชนทะยานสู่เวทีอาชีพผ่าน Talent Everywhere

Camp Based Learning: แคมป์ดนตรีที่คิดไกลกว่าแค่การเล่นเพลง

หัวใจของ Talent Everywhere ไม่ใช่การตามหาเด็กเล่นดนตรีเก่งที่สุด แต่คือการสร้างพื้นที่ให้เยาวชนรู้จักตัวเอง เข้าใจงานดนตรีแบบอาชีพ และเรียนรู้การทำงานร่วมกับคนอื่นในสภาพแวดล้อมใกล้เคียงอุตสาหกรรมจริง. แนวคิด Camp Based Learning จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญ เพราะแคมป์ไม่ได้สอนทฤษฎีอย่างเดียว แต่บังคับให้ทุกวงลงมือ “คิด–สร้าง–ทำ–โชว์” ตั้งแต่การแต่งเพลง การเรียบเรียง ไปจนถึงการทำงานกับทีมโปรดิวเซอร์มืออาชีพ. ตลอดเดือนเมษายน–กรกฎาคม วงเยาวชนทั้ง 11 ถูกเก็บตัวพัฒนาผลงานร่วมกับ Camp Director อย่าง นิค วิเชียร ฤกษ์ไพศาล, โอ๋ เจษฎา สุขทรามร, เอ๊ะ พงศ์จักร พิษฐานพร, ฟลุ๊ค พลกฤต ศรีสมุทร และ ภูมิศาสตร์ รุจีรไพบูลย์. สิ่งที่ถูกย้ำตลอดกระบวนการคือ ศิลปินยุคใหม่ต้องมีมากกว่าเสียงเพลง ทั้งการสร้างตัวตน การสื่อสารความคิด และการเข้าใจขั้นตอนสร้างผลงานหนึ่งชิ้นตั้งแต่ต้นจนจบ. นี่คือโครงการพัฒนาศิลปินที่ตั้งใจแยกเยาวชนออกจากภาพ “ไอดอลสายประกวด” แล้วพาไปเห็นภาพรวม “การทำงานจริง” ให้ชัด.

11 วงเยาวชนทะยานสู่เวทีอาชีพผ่าน Talent Everywhere

Talent Fest: เวทีแสดงเพลงที่เป็นฐานปล่อยยานสู่จักรวาลดนตรี

วันที่ 29 สิงหาคม งาน Talent Fest: Into the Music Universe and Beyond ที่ 1981 Soul&Sold รามคำแหง จะถูกจัดให้กลายเป็น “ฐานปล่อยยาน” ส่งวงเยาวชนเข้าสู่จักรวาลดนตรี เวลา 11.00–22.00 น.. จุดแข็งของงานนี้ไม่ใช่แค่จำนวนวง แต่คือการออกแบบเวทีเพื่อรองรับการเติบโตของศิลปินหน้าใหม่อย่างเป็นระบบ มี Rocket Stage สำหรับ Pre-Debut ของ 11 วงหลัก และ UFO Stage กับ Satellite Stage เปิดพื้นที่ให้วงจากโครงการ Talent Everywhere อีก 30 วง รวมแล้วกว่า 40 วงได้ขึ้นเวทีแสดงเพลงต่อหน้าผู้ชมและคนทำงานในอุตสาหกรรม. ทุกเพลงบน Rocket Stage เป็นผลงานต้นฉบับที่เยาวชนร่วมพัฒนากับทีมงาน ตั้งแต่เนื้อร้อง ทำนอง ไปจนถึงการบันทึกเสียงระดับ Pre-Master ของตัวเอง. การให้วงเยาวชนไทยถือเพลงตัวเองขึ้นเวทีใหญ่ตั้งแต่ก่อนเดบิวต์ คือการประกาศชัดว่าเส้นทางศิลปินอาชีพเริ่มต้นจาก “ผลงานที่มีตัวตน” ไม่ใช่แค่ “ความสามารถในการคัฟเวอร์เพลงดัง”. งานนี้ยังดึงศิลปินแถวหน้าอย่าง PARADOX และ TILLY BIRDS มาร่วมแสดง เพื่อให้เวทีเดียวกันเป็นทั้งห้องเรียน เปิดแรงบันดาลใจ และพื้นที่สร้างเครือข่ายระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นใหม่.

11 วงเยาวชนทะยานสู่เวทีอาชีพผ่าน Talent Everywhere

จากวงเยาวชนไทยสู่ศิลปินอาชีพ: ทางเลือกใหม่ของครอบครัวยุคดนตรีทำเองได้

สิ่งที่ทำให้ Talent Everywhere น่าสนใจในระดับสังคมคือการผลักดันให้วงเยาวชนไทยมองดนตรีเป็น “อาชีพที่วางแผนได้” มากกว่า “ความฝันที่ต้องลุ้นดวง”. เยาวชนในโครงการเรียนรู้ตั้งแต่การแต่งเพลง การสร้างผลงาน การวาง Roadmap ชีวิต การสื่อสารผ่าน Social Media ไปจนถึงการทำงานกับทีมมืออาชีพ ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่ใช้ได้จริงในอุตสาหกรรมดนตรีและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อื่น. สำหรับผู้ปกครอง นี่คือสัญญาณว่า การสนับสนุนลูกหลานให้เล่นดนตรีไม่จำเป็นต้องจบลงแค่ที่งานโรงเรียน แต่สามารถพัฒนาไปสู่เส้นทางอาชีพที่มีระบบรองรับ. อีกด้านหนึ่ง โครงการยอมรับความจริงว่าศิลปินยุคนี้มีช่องทางสร้างผลงานและสื่อสารกับผู้ฟังเองได้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องรอค่ายเพลงเป็นประตูเดียว แต่การเปิดเวทีให้ผู้แทนฝ่าย A&R จากหลายค่ายเข้ามาดูงานใน Talent Fest ก็เป็นการเพิ่มทางเลือกให้วงเยาวชนไทยเห็นภาพ “หลายเส้นทาง” พร้อมกัน. การสร้างระบบแบบนี้คือการขยับวงการดนตรีให้เข้าใกล้โลกของเยาวชนมากขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้เด็กที่มีฝันวิ่งหาทางเข้าอุตสาหกรรมแบบเดาเอง.

ข้อสังเกตสุดท้าย: เมื่อโครงการพัฒนาศิลปินกลายเป็นนิเวศการเรียนรู้

Talent Everywhere ระยะที่ 2 แสดงให้เห็นอย่างชัดว่า โครงการพัฒนาศิลปินที่มีประสิทธิภาพในยุคนี้ต้องคิดเกินกว่าคำว่า “เวทีประกวด”. การคัดเลือกอย่างเป็นขั้นตอนจาก 2,000 คนสู่ 11 วง การใช้ Camp Based Learning และการปิดจบด้วยงาน Talent Fest ที่ออกแบบเหมือนฐานปล่อยยาน ล้วนสะท้อนว่ามีความพยายามสร้าง “นิเวศการเรียนรู้” ให้กับวงเยาวชนไทยทั้งระบบ. โครงการไม่ได้บังคับให้ทุกวงมีสูตรสำเร็จเหมือนกัน แต่ให้เดินตามความฝันและ Passion ของตัวเอง แล้วเสริมด้วยทักษะและวินัยที่จำเป็นต่อการอยู่รอดในอุตสาหกรรม. คำถามต่อจากนี้คือ สังคมจะต่อยอดโมเดลแบบ Talent Everywhere อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษา หน่วยงานด้านวัฒนธรรม หรือเอกชนที่เกี่ยวข้องกับดนตรีและสื่อ ความสำเร็จของงานที่รวมศิลปินหน้าใหม่กว่า 40 วงบนเวทีเดียว บอกเราว่า ความสามารถของเยาวชนมีอยู่มาก แต่สิ่งที่ยังขาดคือระบบรองรับที่ต่อเนื่อง ถ้าเรายอมรับดนตรีในฐานะอาชีพสร้างสรรค์อย่างจริงจัง เวทีแสดงเพลงแบบ Talent Fest อาจกลายเป็นต้นแบบให้เมืองอื่นและโครงการอื่นนำไปปรับใช้ เปิดจักรวาลดนตรีให้กว้างออกไปกว่าเดิม.

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!