ฟินเทคไทย IPO คืออะไร และทำไมระลอกนี้จึงสำคัญ
ฟินเทคไทย IPO หมายถึงการที่บริษัทเทคโนโลยีการเงินและ WealthTech platform ที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการลงทุนและการชำระเงินดิจิทัล เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ SET เพื่อระดมทุนจากนักลงทุนสถาบันและรายย่อยโดยตรง สะท้อนทั้งความพร้อมด้านกำไร โมเดลธุรกิจ และการกำกับดูแล ที่ทำให้แพลตฟอร์มดิจิทัลเหล่านี้กลายเป็นสินทรัพย์ทางเลือกในตลาดทุนควบคู่ไปกับธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์แบบดั้งเดิม
คลื่นฟินเทคไทย IPO ระลอกล่าสุดไม่ได้เป็นเพียงข่าวสตาร์ทอัพ แต่คือจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของตลาดทุน อุตสาหกรรมการเงินกำลังถูกยกเครื่องจากแพลตฟอร์มดิจิทัลที่กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานใหม่” ตั้งแต่การลงทุนไปจนถึงการชำระเงิน เมื่อผู้เล่นอย่างฟินโนมีนา InnovestX และ 2C2P ต่างประกาศเดินหน้าเข้าตลาดทุนหรือเร่งลงทุนในเทคโนโลยี การแข่งขันจึงเคลื่อนจากการแย่งผู้ใช้ ไปสู่การแย่งสถานะ “โครงสร้างหลักของระบบการเงินดิจิทัล” ใครยึดสถานะนี้ได้ก่อน มีโอกาสเป็นผู้กำหนดกติกาในทศวรรษหน้า

ฟินโนมีนา: จากคอนเทนต์การลงทุนสู่ WealthTech platform รายแรกในตลาดหลักทรัพย์
ฟินโนมีนาเลือกยื่นไฟลิ่งเสนอขายหุ้น IPO และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในฐานะแพลตฟอร์ม WealthTech ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ การเข้าตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้ยังจะเป็นครั้งแรกของบริษัทเทคโนโลยีสตาร์ทอัพที่ระดมทุนจาก Venture Capital ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และเป็น WealthTech รายแรกในภูมิภาคนี้ที่ทำเช่นนั้น นี่ไม่ใช่แค่หมุดหมายของบริษัทเดียว แต่คือคำตอบให้ทั้งวงการสตาร์ทอัพว่า เส้นทางฟินเทคไทย IPO เป็นเรื่องทำได้ ไม่ใช่แค่ทฤษฎีอีกต่อไป
ฟินโนมีนาพัฒนาแพลตฟอร์ม WealthTech แบบครบวงจร ผสานองค์ความรู้ บริการที่ปรึกษา และแพลตฟอร์มการลงทุนเข้าด้วยกันตลอด 10 ปี รายได้รวมโตจาก 289.2 ล้านบาทในปี 2566 เป็น 592.8 ล้านบาทในปี 2568 และพลิกจากขาดทุนสุทธิ 55.5 ล้านบาทเป็นกำไรสุทธิ 105 ล้านบาทในปี 2568 ขณะเดียวกันสินทรัพย์ภายใต้คำแนะนำในกองทุนรวมเพิ่มเป็น 68,557 ล้านบาท ณ ไตรมาส 1 ปี 2569 จาก 38,762.4 ล้านบาทปลายปี 2566 ข้อมูลเหล่านี้คือคำตอบเชิงตัวเลขว่าทำไมแพลตฟอร์มดิจิทัลถึงพร้อมย้ายจากสนามสตาร์ทอัพสู่สนามตลาดทุน
ที่สำคัญ ฟินโนมีนากำลังเล่นเกมส์ยาวกับโครงสร้างประชากรและตลาดทุน ภายใต้บริบทที่อุตสาหกรรมกองทุนรวมเติบโตจนมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิราว 6.5 ล้านล้านบาทในไตรมาส 1 ปี 2569 แต่ยังคิดเป็นเพียงประมาณ 30% ของ GDP เมื่อเทียบกับราว 140% ในสหรัฐ และมากกว่า 500% ในสิงคโปร์ ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มเพิ่มจาก 18% ในปี 2020 เป็น 31% ภายในปี 2040 กล่าวได้ว่า “ตลาดลงทุนไทยยังอยู่ต้นทาง” ขณะที่ความต้องการคำแนะนำการลงทุนระยะยาวจะเร่งตัว
สำหรับการเสนอขายหุ้น IPO ฟินโนมีนาวางแผนเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนไม่เกิน 30,000,838 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็นประมาณ 15% ของทุนชำระแล้วภายหลังการเสนอขาย นี่คือสัญญาณชัดเจนว่าแพลตฟอร์ม WealthTech platform ไม่จำเป็นต้องยอมติดอยู่ในวงจรระดมทุนจาก VC เสมอไป แต่สามารถแปลงความเชื่อมั่นของผู้ใช้และผลประกอบการเป็นทุนระยะยาวจากตลาดหลักทรัพย์ SET ได้โดยตรง

2C2P กับเดิมพัน 1,500 ล้าน ปั้นศูนย์กลางดิจิทัลการเงินของภูมิภาค
หากฟินโนมีนาเป็นหน้าต่างของตลาดทุน 2C2P ก็คือเสาเข็มของระบบชำระเงินดิจิทัล บริษัทเปิดตัวแบรนด์โฉมใหม่ พร้อมประกาศเดินหน้าสู่การเติบโตครั้งใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผนึกกำลังกับ Antom และเตรียมลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีในประเทศ ครอบคลุม Cloud Infrastructure ระบบสถาปัตยกรรมใหม่ AI และ Automation รวมถึง Business Intelligence เป้าหมายคือการทำให้ประเทศกลายเป็นศูนย์กลางฟินเทคของภูมิภาค ไม่ใช่แค่ตลาดย่อยปลายน้ำ
ตัวเลขปริมาณธุรกรรมชี้ชัดว่าการเดิมพันนี้ไม่ได้เกิดจากความฝันลอยๆ บริษัทคาดว่าปริมาณธุรกรรมรวมในปี 2568 จะทะลุ 450,000 ล้านบาท เติบโตกว่า 35% จากปีก่อน ขณะที่รายได้จะเติบโตราว 25% รายงานข้อมูลเชิงลึกของบริษัทระบุว่า การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านช่องทางดิจิทัลอย่าง Alipay และบัตรเครดิตต่างประเทศยังเติบโตต่อเนื่อง แสดงให้เห็นความเชื่อมั่นต่อระบบชำระเงินที่ปลอดภัยและสะดวกมากขึ้นในประเทศ
ในเชิงผู้ใช้ทั่วไป สิ่งที่น่าสนใจคือการผลักดันแพลตฟอร์ม qwik by 2C2P ที่ถูกออกแบบให้ SME เข้าสู่โลกการค้าดิจิทัลได้ โดยใช้เพียงสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตเครื่องเดียว สามารถสมัครและใช้งานได้ทันทีผ่านระบบ Digital Onboarding ไม่ต้องลงทุนอุปกรณ์เพิ่มเติม รองรับการชำระเงินหลายช่องทาง ใช้งานง่าย ปลอดภัย และถูกยกระดับให้ใกล้เคียงแพลตฟอร์มระดับองค์กร นี่คือภาพสะท้อนสำคัญว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไม่ได้สร้างเพื่อองค์กรใหญ่เท่านั้น แต่ถูกดึงลงไปให้ธุรกิจรายย่อยใช้ได้จริง

InnovestX ซูเปอร์แอปลงทุนครบวงจร กับแผน IPO และการแข่งขันสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานการลงทุน
อีกฟากหนึ่งของสนามคือ InnovestX แพลตฟอร์มที่เลือกเดินเกม “ซูเปอร์แอป” มากกว่าจะเป็นบริการเฉพาะซิลโลเดียว บริษัทหลักทรัพย์อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เปิดตัวแอป InnovestX ด้วยแนวคิด Future of Finance Reimagined ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางการลงทุนและสินทรัพย์ดิจิทัลครบวงจร และวางเป้าหมายทะยานสู่ IPO ภายใน 3 ปี หรือปี 2025 นี่คือการประกาศว่าบริษัทไม่ได้ต้องการเป็นแค่โบรกเกอร์ในยุคดิจิทัล แต่จะเป็นแพลตฟอร์มตลาดทุนในตัวเอง
InnovestX เป็นซูเปอร์แอปแรกที่รวมสินทรัพย์การลงทุนทุกประเภทไว้ในแอปเดียว ตั้งแต่หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ กองทุน ตราสารหนี้ ไปจนถึงสินทรัพย์ดิจิทัล ในตลาดที่นักลงทุนรายย่อยในประเทศ ถูกแบ่งกระจายออกไปในหลายบัญชีและหลายแพลตฟอร์ม การรวมทุกอย่างไว้ในที่เดียวจึงเป็นทั้งกลยุทธ์ดึงผู้ใช้ และเป็นโครงสร้างความสะดวกสำหรับนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการมองภาพพอร์ตทั้งก้อน
บริษัทตั้งเป้าผู้ใช้ 4-5 ล้านราย ขึ้นติดอันดับท็อป 5 ผู้เล่นด้านการลงทุนและสินทรัพย์ดิจิทัลในภูมิภาค พร้อมผนึกกำลังกับบริษัทในกลุ่มเดียวกัน เช่น Token X และ SCB 10X เพื่อพัฒนาบริการด้านสินทรัพย์ดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินการลงทุนใหม่ๆ เมื่อมองรวมกับกระแสฟินเทคไทย IPO ระลอกนี้ จะเห็นว่าเส้นแบ่งระหว่าง “โบร๊กเกอร์ดั้งเดิม” กับ “แพลตฟอร์มดิจิทัล” กำลังจางลง เหลือเพียงคำถามเดียวว่าใครจะยึดใจผู้ใช้ได้ก่อน และใครจะออกสู่ตลาดทุนได้ทันเวลา

ภาพใหญ่ของดิจิทัลการเงินอาเซียน และทางเลือกของนักลงทุนรายย่อย
เมื่อนำภาพทั้งหมดมาวางต่อกัน จะเห็นว่าสนามฟินเทคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังถูกขับเคลื่อนจากสามทิศทางพร้อมกัน หนึ่ง แพลตฟอร์มลงทุนอย่างฟินโนมีนา ที่ย้ายจากสถานะสตาร์ทอัพสู่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ SET สอง ผู้เล่นโครงสร้างชำระเงินอย่าง 2C2P ที่อัดงบ 1,500 ล้านบาทเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และสาม ซูเปอร์แอปอย่าง InnovestX ที่ตั้งเป้าลูกค้าหลายล้านคนและเตรียมแผน IPO ภายในเวลาไม่นาน การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่ในประเทศ แต่สะท้อนแรงดีดตัวของทั้งภูมิภาค
สำหรับคนทั่วไป ผลกระทบที่ชัดที่สุดคือ “ตัวเลือกที่มากขึ้น และต้นทุนธุรกรรมที่มีแนวโน้มลดลง” นักลงทุนมีแพลตฟอร์มเข้าถึงกองทุน หุ้น และสินทรัพย์ดิจิทัลในแอปเดียว ผู้ประกอบการและ SME มีโซลูชันรับชำระเงินที่ใช้เพียงมือถือเครื่องเดียว ขณะที่ผู้ที่ให้ความสำคัญกับแผนการเงินระยะยาว จะได้ประโยชน์จากการแข่งขันด้านคำแนะนำการลงทุนที่เข้มข้นขึ้น
มุมมองที่ควรจับตาคือ เมื่อแพลตฟอร์มเหล่านี้เข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น นักลงทุนรายย่อยไม่ได้แค่ใช้บริการ แต่ยังสามารถเป็นเจ้าของหุ้นของแพลตฟอร์มที่ตนใช้งานประจำได้ด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้บริการและผู้ใช้จึงขยับจาก “ลูกค้า” ไปสู่ “ผู้ถือหุ้นร่วม” ในระยะยาว คลื่นฟินเทคไทย IPO ครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือการออกแบบความเป็นเจ้าของใหม่ของระบบการเงินดิจิทัลทั้งระบบ







