นิยามใหม่ของหนังครอบครัวผ่านทริปทำบุญ 9 วัด
9 วัดสู่สวรรค์ คือภาพยนตร์ครอบครัวแนวดราม่าที่เล่าเรื่องการเดินทางทำบุญวัดหลายแห่งภายในหนึ่งวันของสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน โดยใช้พิธีกรรมทางพุทธศาสนาเป็นกรอบเพื่อสำรวจศรัทธา ความหวัง ความกลัวความตาย และหน้าที่ระหว่างรุ่นปู่ย่ากับลูกหลาน ตัวหนังผสมวัฒนธรรมไทยอย่างการทำบุญวัดกับอารมณ์สากลของความสัมพันธ์ในครอบครัว เพื่อชวนผู้ชมตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วบุญ ศาสนา และสายเลือดผูกกันด้วยพิธี หรือผูกกันด้วยความเข้าใจ
แก่นของหนังเรื่องนี้คือการกล้าพูดว่าการทำบุญแบบลุย 9 วัดใน 1 วันไม่ใช่แค่กิจกรรมศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นสนามอารมณ์ที่ทำให้ทุกความตึงเครียดในบ้านปะทุขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 9 วัดสู่สวรรค์ถูกพูดถึงในฐานะ หนังไทยชิงออสการ์ ที่ไม่ยอมเป็นเพียงโปสการ์ด วัฒนธรรมไทย ส่งออกไปต่างประเทศ หากแต่ใช้ภาพการทำบุญสะเดาะเคราะห์เป็นกระจกส่องวิธีที่คนเราหนีความตาย และผลักภาระความหวังไปให้ทั้งศาสนาและคนใกล้ตัว พร้อมบังคับให้ทั้งครอบครัวต้องนั่งรถคันเดียวกันไปตลอดทาง

จาก 9 วัดใน 1 วัน สู่แรงเสียดทานระหว่างศรัทธาและร่างกาย
โครงหลักของหนังเรียบง่ายแต่เฉียบคม ครอบครัวหนึ่งออกเดินทางตระเวนทำบุญ 9 วัดใน 1 วัน เพื่อหวังสะสมแต้มบุญต่อชะตาคุณย่าตามคำทำนาย ฟังเผินๆ เหมือนทริปทำบุญวัดที่ชาวพุทธในภูมิภาคนี้คุ้นเคย แต่หนังเลือกโฟกัสเวลาที่ตัวเลขแต้มบุญเพิ่มขึ้น ขณะที่สภาพร่างกายและจิตใจของผู้สูงวัยกลับอ่อนล้าลงเรื่อยๆ พร้อมความตึงเครียดระหว่างลูกหลานที่เริ่มแตกหักกลางทาง การทำบุญไม่ใช่เพียงความศรัทธา แต่มันกลายเป็นตัวชั่งน้ำหนักระหว่างความตั้งใจดีและการฝืนร่างกายคนแก่เพื่อให้หลานรู้สึกว่าตัวเองได้ทำหน้าที่ครบถ้วน
นี่คือการตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า พิธีกรรมที่เราทำไปเพื่อสะเดาะเคราะห์ ช่วยใครกันแน่ ช่วยคุณย่าหรือช่วยให้ลูกหลานสบายใจ การทำบุญวัด ในเรื่องจึงไม่ถูกโรแมนติไซส์ แต่มองผ่านสายตาทั้งคนศรัทธาแรง คนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง และคนที่ไปเพราะเกรงใจญาติ ทำให้ทริปไหว้พระ 9 วัดกลายเป็น ภาพยนตร์ครอบครัว ที่แสดงให้เห็นว่าความดีงามทางศาสนาอาจเดินคู่ไปกับความเห็นแก่ตัวที่ไม่มีใครอยากยอมรับ

บุญ หน้าที่ และความตาย ดราม่าที่คนดูจากที่ไหนก็เข้าใจ
จุดแข็งที่สุดของ 9 วัดสู่สวรรค์ คือการใช้ วัฒนธรรมไทย อย่างการทำบุญสะเดาะเคราะห์และไหว้พระ 9 วัดเป็นฉากหลัง แต่สิ่งที่หนังสนใจจริงๆ กลับเป็นความสัมพันธ์ในครอบครัวที่สั่นคลอนเมื่อเผชิญหน้ากับความตายใกล้ตัว หนังพูดถึงความรู้สึกผิดที่ลูกหลานมีต่อผู้ใหญ่ ความหวังว่าบุญจะชะลอความตาย และความกลัวที่จะยอมรับว่ามนุษย์ทุกคนมีวันที่ต้องจากไป ไม่ว่ามีแต้มบุญเท่าไรก็ตาม ประเด็นเหล่านี้ทำให้หนังไม่ใช่แค่เรื่องพิธีทางพุทธแบบท้องถิ่น แต่กลายเป็นเรื่องราวสากลที่คนดูจากที่ไหนก็เข้าใจได้
ในแง่นี้ 9 วัดสู่สวรรค์ทำหน้าที่เชื่อมสะพานระหว่างความเชื่อแบบชาวบ้านกับคำถามเชิงปรัชญาเกี่ยวกับชีวิตและความตาย คนรุ่นพ่อแม่เห็นบุญเป็นเกราะป้องกันเคราะห์กรรม ขณะที่คนรุ่นหลานบางคนเริ่มมองพิธีกรรมเป็นเพียงสัญญะทางวัฒนธรรมที่ทำเพื่อไม่ให้แตกแถวจากครอบครัว การที่ทั้งเก้าชีวิตต้องนั่งรถคันเดียวกัน ทำบุญแบบเดียวกัน แต่มีคำอธิบายให้ศรัทธาของตัวเองไม่เหมือนกัน นี่แหละคือเหตุผลที่หนังเรื่องนี้ถูกพูดถึงในฐานะ ภาพยนตร์ครอบครัว ที่คุยกับคนดูในหลายรุ่นพร้อมกัน

จากรถตระเวนทำบุญสู่เวทีโลก เหตุผลที่ 9 วัดสู่สวรรค์ควรค่าแก่การจับตา
เบื้องหลังของหนังยิ่งตอกย้ำว่ามันไม่ใช่โปรเจกต์เล็กๆ 9 วัดสู่สวรรค์คือผลงานกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของสมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ ผู้เคยเป็นผู้ช่วยผู้กำกับให้ผู้สร้างหนังอาร์ตระดับนานาชาติมานานนับสิบปี หนังเปิดตัวครั้งแรกในสาย Directors' Fortnight ของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 79 และกลายเป็นหนังไทยเรื่องแรกในสายนี้ในรอบ 19 ปี ก่อนคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเซี่ยงไฮ้ ครั้งที่ 28 และรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมสาย Asian New Talent ให้สมภพ ทรงกำพล "9 Temples to Heaven เปิดตัวในสาย Directors' Fortnight ของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 79"
หนังได้รับการคัดเลือกจากสหพันธ์สมาคมภาพยนตร์และเนื้อหาแห่งชาติให้เป็นตัวแทนภาพยนตร์ไทยเพื่อส่งเข้าชิงรางวัลสาขาภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์ ครั้งที่ 99 ท่ามกลางผลงานที่ผ่านเกณฑ์ถึง 51 เรื่องและถูกคัดกรองจนเหลือเพียง 8 เรื่องสุดท้าย นั่นสะท้อนว่า 9 วัดสู่สวรรค์มีทั้งคุณภาพทางภาพยนตร์และพลังเนื้อหาที่คณะกรรมการเชื่อว่าสามารถสื่อสารกับผู้ชมทั่วโลกได้ วันนี้มันจึงไม่ใช่เพียง หนังไทยชิงออสการ์ แต่เป็นตัวอย่างชัดเจนของการทำ ภาพยนตร์ครอบครัว ที่ใช้การทำบุญวัดเป็นประตูเปิดให้ผู้ชมจากหลากวัฒนธรรมก้าวเข้ามาสัมผัสคำถามเดียวกันเกี่ยวกับความตาย ศรัทธา และสิ่งที่เราทำให้กันในฐานะครอบครัว







