Fertility Tourism คืออะไร และทำไมเกี่ยวกับวิกฤตคนเกิดน้อย
Fertility Tourism หรือการท่องเที่ยว IVF คือการเดินทางไปต่างแดนเพื่อรับบริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น เด็กหลอดแก้ว อุ้มบุญ หรือการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน โดยมักผูกกับการพักผ่อนท่องเที่ยว ใช้ระบบท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และบริการสุขภาพเอกชนที่มีคุณภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสมีบุตรในยุคที่ผู้คนแต่งงานช้า อายุเฉลี่ยของคู่สมรสสูงขึ้น ภาวะมีบุตรยากมากขึ้น และหลายประเทศเผชิญปัญหาอัตราการเกิดต่ำและสังคมสูงวัย
แกนสำคัญคือ ภาวะโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว รัฐบาลหลายแห่งเริ่มตระหนักว่าการมีลูกไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของครอบครัวอีกต่อไป แต่เชื่อมโยงกับอนาคตเศรษฐกิจและระบบสวัสดิการโดยตรง นโยบายส่งเสริมการมีบุตรจึงผูกกับการสนับสนุนเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ และเปิดรับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์สำหรับผู้มีบุตรยาก เพื่อดึงเม็ดเงินจากต่างชาติและเพิ่มโอกาสการเกิดในภาพรวม Allied Market Research คาดว่าตลาด Fertility Tourism ทั่วโลกจะมีมูลค่ากว่า 33,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2570 ซึ่งสะท้อนชัดว่านี่ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คืออุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังขึ้นรูป

จากเทรนด์แต่งงานช้า สู่โอกาสทองของตลาดการแพทย์ไทย
เบื้องหลังความร้อนแรงของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์สำหรับผู้มีบุตรยาก คือเทรนด์แต่งงานช้าไปทั้งโลก เมื่อคนสร้างครอบครัวในวัยที่อายุมากขึ้น โอกาสตั้งครรภ์ตามธรรมชาติลดลง คู่สมรสจึงยอมจ่ายสูงเพื่อเทคโนโลยีเด็กหลอดแก้ว และพร้อมเดินทางข้ามประเทศเพื่อหาโอกาสสำเร็จที่มากกว่า ข้อมูลชี้ว่าลูกค้าจ่ายราว 500,000 บาทเฉพาะค่าทำ IVF ในไทยกว่าจะได้ลูก 1 คน ทำให้กลุ่มนี้กลายเป็นนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงที่ภาคการแพทย์และการท่องเที่ยวไม่ควรมองข้าม
ศูนย์วิจัยด้านเศรษฐกิจประเมินว่าตลาดบริการรักษาภาวะมีบุตรยากในตลาดการแพทย์ไทยมีมูลค่าราว 6,100 ล้านบาท และยังเติบโตต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ขณะเดียวกันการประเมินอีกชุดคาดว่าตลาดเด็กหลอดแก้วในประเทศจะขยายตัวจากหลักหมื่นล้านบาทไปสู่หลายหมื่นล้านบาทในทศวรรษหน้า สัญญาณนี้ชัดมากว่า การท่องเที่ยว IVF ไม่ใช่ช่องทางรายได้เสริม แต่เริ่มกลายเป็นเครื่องยนต์หลักของท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ที่ช่วยชดเชยการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั่วไปที่ไม่โตเร็วเหมือนเดิม

จุดแข็งด้านเด็กหลอดแก้วและการขยับเกมของผู้เล่นไทย
สิ่งที่ทำให้ตลาดการแพทย์ไทยโดดเด่นในสนามการท่องเที่ยว IVF คือชุดจุดแข็งที่ผูกกันแน่น ตั้งแต่แพทย์เฉพาะทางและนักวิทยาศาสตร์เลี้ยงตัวอ่อนที่มีประสบการณ์ ห้องปฏิบัติการทันสมัย ระบบโรงพยาบาลเอกชนที่เข้มแข็ง ไปจนถึงงานบริการและ Hospitality ที่ขึ้นชื่อ รวมถึงความสะดวกในการเดินทาง ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อรอบการทำ IVF รวมการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนอยู่ที่ประมาณ 500,000 บาท ซึ่งถือว่าแข่งขันได้เมื่อเทียบอัตราความสำเร็จที่ค่อนข้างสูง ทำให้คู่สมรสต่างชาติมองว่า “คุ้มที่จะบินมา”
ผู้เล่นสำคัญรายหนึ่งในตลาดเด็กหลอดแก้ว เลือกปั้นแบรนด์แบบทีมแพทย์เฉพาะทางแทนการผูกทุกอย่างกับหมอคนเดียว ลดความเสี่ยงหากแพทย์ชื่อดังลาออกหรือเกษียณ ลูกค้าของคลินิกประเภทนี้กว่า 80–90% มาจากต่างประเทศ โดยเคยพึ่งตลาดจีนเป็นหลัก ก่อนขยับมาจับตลาดอินเดีย ตะวันออกกลาง และกลุ่ม CLMV เพื่อกระจายความเสี่ยง ที่น่าสนใจคืออัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ของบางคลินิกทำได้ถึง 78–80% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศซึ่งอยู่ราว 48–50% และเหนือกว่าหลายประเทศคู่แข่งในเอเชียและตะวันออกกลาง
การท่องเที่ยว IVF สร้างเม็ดเงินมากกว่าค่ารักษาอย่างไร
การท่องเที่ยว IVF ไม่ใช่แค่เรื่องเตียงคนไข้ในคลินิก แต่คือห่วงโซ่รายได้ทั้งเมือง โดยทั่วไปผู้ป่วยต่างชาติที่เดินทางมาทำเด็กหลอดแก้วมักพำนักราว 7–21 วัน บางรายอยู่นานเป็นเดือน พวกเขาไม่ได้ถูกจำกัดให้อยู่ในโรงพยาบาลเหมือนผู้ป่วยโรคหนัก แต่สามารถออกไปช้อปปิ้ง ท่องเที่ยว กินร้านอาหารดีๆ เข้าสปาและเวลเนส พักโรงแรมระดับกลางถึงหรู ใช้บริการสายการบินและรถรับส่ง ทำให้เม็ดเงินไหลลงทั้งภาคท่องเที่ยวและบริการในเมือง
มีการประเมินว่าหากดึงคู่สมรสระดับบนจากตลาดขนาดใหญ่เข้ามาทำ IVF ปีละหลายหมื่นคู่ ด้วยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคู่ที่รวมค่ารักษา การเดินทาง ที่พัก และการช้อปปิ้ง ระดับการใช้จ่ายรวมอาจแตะหลักหมื่นล้านบาทต่อปี และเมื่อคิดผลคูณทางเศรษฐกิจต่อห่วงโซ่ธุรกิจ อาจขยายไปถึงระดับสองถึงสามเท่า ไม่ใช่คำพูดเกินจริงที่จะบอกว่า นักท่องเที่ยว IVF คือกลุ่มลูกค้าที่ “จ่ายหนักกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป” เพราะเบื้องหลังการใช้จ่ายคือความหวังที่จะได้ลูก ซึ่งยากจะตีมูลค่าด้วยตัวเงินเพียงอย่างเดียว

สมรภูมิโลกกำลังร้อน รัฐและเอกชนต้องเร่งยกระดับเกม
Fertility Tourism ไม่ได้โตเงียบๆ อีกต่อไป หลายประเทศกำลังใช้การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ด้านมีบุตรยากเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาคนเกิดน้อยและสังคมสูงวัย รัฐบาลเริ่มผ่อนปรนกฎหมาย เปิดรับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มากขึ้น และวางแผนสร้างจุดขายของตนเองในตลาดโลก Allied Market Research ระบุว่าตลาด Fertility Tourism จะมีมูลค่ากว่า 33,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2570 หมายความว่าคู่แข่งจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และใครที่ช้าในการวางยุทธศาสตร์ระดับชาติอาจเสียโอกาสทองระยะยาว
ด้านเอกชน ผู้เล่นไทยเริ่มออกไปตั้งฐานในต่างแดน ล่าสุดมีคลินิกเด็กหลอดแก้วรายใหญ่ได้รับอนุมัติให้เปิดสำนักงานตัวแทนในเขตท่าอากาศยานดูไบ เพื่อเป็น Referral Office รับคนไข้จากกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับมารักษาในไทย ถือเป็นบริษัทไทยรายแรกที่ได้สิทธิแบบนี้ ขณะเดียวกันก็เตรียมต่อยอดธุรกิจเวลเนสและเทเลเมดิซีน ผสาน AI เพื่อให้คนไข้ปรึกษาและติดตามผลแบบเรียลไทม์ ลดภาระการเดินทาง ฝั่งนโยบายมีข้อเสนอให้สร้าง National Branding ด้านการแพทย์เจริญพันธุ์ แยกออกจากท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ทั่วไป ทำแผนแม่บทระดับชาติ และออกวีซ่าพิเศษสำหรับผู้มารับบริการ IVF ถ้ารัฐเดินตามทันเอกชน การท่องเที่ยว IVF จะไม่ใช่แค่กระแส แต่กลายเป็นฐานเศรษฐกิจใหม่ที่พยุงสังคมสูงวัยในระยะยาว






