ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

เมื่อทรัพย์สินทางวัฒนธรรมกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของรายได้ท่องเที่ยวพรีเมียม

เมื่อทรัพย์สินทางวัฒนธรรมกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของรายได้ท่องเที่ยวพรีเมียม
ความสนใจ|เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากนับหัวนักท่องเที่ยว สู่ยุค IP ท่องเที่ยวและเศรษฐกิจวัฒนธรรม

IP ท่องเที่ยวและเศรษฐกิจวัฒนธรรมคือการนำทุนทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ท้องถิ่น และทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ดนตรี ศิลปะ ประเพณี รวมถึงคาแรคเตอร์ร่วมสมัยมาพัฒนาเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวและสินค้าเชิงสร้างสรรค์ที่มีลิขสิทธิ์ชัดเจน สร้างมูลค่าเพิ่มให้ปลายทางพรีเมียมผ่านเรื่องเล่าและตัวตนที่แตกต่างจากคู่แข่ง เน้นดึงดูดนักเดินทางที่สนใจท่องเที่ยววัฒนธรรมและพร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์มีความหมายมากกว่าการท่องเที่ยวเชิงปริมาณ หัวใจของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้คือการเลิกหมกมุ่นกับตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยว แล้วหันมาสร้างรายได้จากคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ยากจะเลียนแบบ องค์กรท่องเที่ยวหลักประกาศชัดว่ากำลังเปลี่ยนจากการไล่ล่าปริมาณมาสู่กลยุทธ์ Value over Volume มุ่งยกระดับปลายทางให้เป็นสถานที่ดีสำหรับการเยียวยาจิตใจและการใช้ชีวิต ไม่ใช่แค่ที่เช็คอินแล้วจากไป นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ของการท่องเที่ยวพรีเมียม

เมื่อทรัพย์สินทางวัฒนธรรมกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของรายได้ท่องเที่ยวพรีเมียม

Thai-ness และ Tourism DNA เมื่ออัตลักษณ์กลายเป็นสินทรัพย์ระดับพรีเมียม

ทิศทางใหม่ของการท่องเที่ยววัฒนธรรมไม่ได้หยุดอยู่ที่การโชว์รอยยิ้มและอาหารอร่อย แต่ยกระดับ Thai-ness ให้กลายเป็น IP ท่องเที่ยวที่มีโครงสร้างคิดรองรับ ผู้บริหารด้านการท่องเที่ยวได้อธิบายบนเวทีนานาชาติว่าความเป็นไทยคือจิตวิญญาณ วิถีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่หยั่งรากจากรุ่นสู่รุ่น จึงเป็นเสน่ห์ที่ยากจะเลียนแบบและกลายเป็นจุดแข็งทางเศรษฐกิจ กรอบ Tourism DNA ที่ถูกออกแบบในแนวคิด SEXY เน้นความปลอดภัยและความยั่งยืน ประสบการณ์โดดเด่น และผลตอบแทนเชิงคุณค่า ไม่ใช่แค่รายได้ระยะสั้น แต่คือการสร้างปลายทางพรีเมียมที่มีความหมาย นักเดินทางกลุ่ม High Value ต้องการซื้อสินค้าที่มีเอกลักษณ์ท้องถิ่นและดีไซน์ร่วมสมัยมากกว่าของแบรนด์ต่างประเทศ จึงเกิดการผลักดันงานดีไซน์ ฝีมือช่าง และไลฟ์สไตล์ให้กลายเป็นสินค้าวัฒนธรรมระดับ Luxury ที่ผูกกับเรื่องเล่าและตัวตนของพื้นที่

เมื่อทรัพย์สินทางวัฒนธรรมกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของรายได้ท่องเที่ยวพรีเมียม

5 ทิศทาง Tourism & Cultural IP เปลี่ยนปลายทางให้เป็นเวทีวัฒนธรรมโลก

ถ้าจะให้ IP ท่องเที่ยวสร้างรายได้จริง ต้องมียุทธศาสตร์ชัดเจน ไม่ใช่แค่จัดงานเทศกาลปีต่อปี องค์กรท่องเที่ยวตั้งเป้าเพิ่มรายได้ 5–10% ภายในปี 2570 พร้อมกำหนด 5 ทิศทางหลักเพื่อยกระดับปลายทางให้เป็น Meaningful Destination ทิศทาง Wellness & Longevity ใช้แนวคิด Healing is new luxury ดึงนักเดินทางที่มองหาการดูแลสุขภาพกายใจและการป้องกันโรคให้มองปลายทางเป็นศูนย์กลางการเยียวยา ไม่ใช่แค่ที่พักชั่วคราว Festival & Night Economy ขยายการใช้ทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น แห่เทียนพรรษา งานแห่ดาว และไหลเรือไฟ ให้กลายเป็น Signature Events ที่ดึงคนทั้งกลางวันและกลางคืน กระจายนักท่องเที่ยวสู่ 77 จังหวัด ขณะที่ Creative Economy & Subculture Economy นำผ้าทอหมื่นศรี ผ้าขาวม้า 100 สี ข้าวสังข์หยด และเส้นทางเฉพาะกลุ่มอย่าง Love Journey หรือเทศกาล Subculture เช่น เทศกาลขนหัวลุก มาสร้างตลาดเฉพาะที่ยอมจ่ายแพงเพื่อประสบการณ์ที่ตรงตัว นี่คือการวางปลายทางให้เป็นฮับวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่ชายหาดราคาถูก

เมื่อทรัพย์สินทางวัฒนธรรมกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของรายได้ท่องเที่ยวพรีเมียม

จากเมืองหลักสู่เมืองรอง เมื่อรายได้ต้องกระจายไปพร้อมเรื่องเล่าใหม่

ปัญหาที่ถูกพูดถึงมานานคือรายได้ท่องเที่ยวกระจุกตัวในไม่กี่เมือง ข้อมูลชี้ชัดว่าทุก 100 บาทของรายได้ท่องเที่ยว มีถึง 70 บาทไหลไปอยู่ใน 5 จังหวัดหลัก ส่วนอีก 72 จังหวัดต้องแบ่งกันเพียง 30 บาท โมเดล High Volume ที่เน้นปริมาณจึงสร้างทั้งความเหลื่อมล้ำและแรงกดดันต่อสิ่งแวดล้อมในเมืองหลัก การผลักดัน Tourism & Cultural IP จึงไม่ใช่แค่เรื่องแบรนด์ แต่เป็นเครื่องมือกระจายรายได้ไปยังเมืองรองผ่านทุนวัฒนธรรมที่มีอยู่แล้ว ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์คือการเปลี่ยนจาก Sun Sand Sea ไปสู่ Health & Heart ใช้ทุนวัฒนธรรมและการดูแลสุขภาพที่ยั่งยืนแทนการพึ่งทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรมได้ง่าย โครงการเมืองมีดีที่เปิดให้จังหวัดต่างๆ นำทุนวัฒนธรรมมาพัฒนาผ่านแพลตฟอร์มไมซ์ภายใต้แนวคิด น่าเที่ยว น่าอยู่ น่ากิน คือภาพตัวอย่างของการใช้เรื่องเล่าและกิจกรรมสร้างรายได้ทั่วเมือง ล่าสุดมีจังหวัดเข้าร่วมมากกว่า 50 จังหวัด และมีการจัดเทศกาลที่โคราชซึ่งผสม K Battle Craft Battle Street Art และ Graffiti เพื่อดึงคนรุ่นใหม่และกระจายรายได้ไปทั้งเมือง

สร้างแบรนด์ปลายทางผ่านดนตรี คาแรคเตอร์ และความน่าเชื่อถือ

การสร้างปลายทางพรีเมียมในยุคใหม่ต้องคิดแบบเศรษฐกิจวัฒนธรรมเต็มรูป ไม่ใช่แค่จัดโชว์รำหรือเปิดตลาดกลางคืน ตัวอย่างชัดคือการใช้เพลง SAWASDIKA ของศิลปินระดับโลก ลิซ่า ลลิษา มโนบาล เป็นสื่อของ Thai-ness บนเวทีสากล ทำให้ภาพลักษณ์ความเป็นมิตรและความสนุกถูกผูกกับปลายทางอย่างทรงพลัง ขณะเดียวกันมีการสนับสนุนคาแรคเตอร์และ Pop Culture ไทยอย่างน้องหมีเนย เพื่อผลักดันให้เติบโตจนกลายเป็น Disney เวอร์ชันท้องถิ่นในอนาคต อีกด้านหนึ่ง การสร้าง Trusted Thailand เน้นคาถามัดใจนักท่องเที่ยว 4 ข้อ คือ ซื่อสัตย์ ปลอดภัย ได้คุณภาพ และได้ประสบการณ์ เพื่อให้คนรู้สึกว่าปลายทางนี้เชื่อถือได้และอยากกลับมาในทุกช่วงชีวิต เมื่อรวมกับแนวคิด Outside In ที่มองเทรนด์โลกอย่าง Hushpitality Whycation Pastports Set jetting และ Goods Getaways จะเห็นชัดว่าปลายทางที่ชนะในยุคใหม่คือปลายทางที่ใช้ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมและ IP สร้างเรื่องเล่าพรีเมียมที่ตอบทั้งหัวใจและกระเป๋าสตางค์ของนักเดินทาง Spec A B Weight ปลายทางที่เน้นปริมาณ ปลายทางที่เน้น IP วัฒนธรรม

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!