มากกว่าครึ่งของนักเรียนถูกกลั่นแกล้ง: สัญญาณเตือนที่ครูกับพ่อแม่มองข้ามไม่ได้

มากกว่าครึ่งของนักเรียนถูกกลั่นแกล้ง: สัญญาณเตือนที่ครูกับพ่อแม่มองข้ามไม่ได้
ความสนใจ|การศึกษาสำหรับเด็กวัยเรียน

กลั่นแกล้งในโรงเรียนไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แต่คือวิกฤตสุขภาพจิตเด็ก

กลั่นแกล้งในโรงเรียนคือพฤติกรรมทำร้ายกันซ้ำ ๆ ระหว่างเพื่อนนักเรียน ตั้งแต่การล้อเลียน ดูถูก ทำให้อับอาย กีดกันออกจากกลุ่ม ไปจนถึงทำร้ายร่างกายและต่อยอดไปสู่การรังแกนักเรียนบนโลกออนไลน์ โดยเกิดขึ้นในพื้นที่การเรียนรู้ที่ควรเป็นเขตปลอดภัย และส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตเด็กทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทำให้เกิดความรู้สึกด้อยค่า เหนื่อยล้า อับอาย และอาจนำไปสู่ความคิดทำร้ายตัวเองได้

ตัวเลขที่มากกว่าครึ่งไม่ใช่สถิติแห้ง ๆ แต่คือเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่ผู้ใหญ่ยังไม่ได้ยิน กองสุขศึกษาเก็บข้อมูลเด็กและเยาวชน 41,499 คน พบว่า 65.54% เคยมีประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้งรังแก หากเรายังเรียกสิ่งนี้ว่า “แค่ล้อเล่น” เรากำลังบอกเด็กว่าความเจ็บปวดของเขาไม่มีความหมาย การปล่อยให้กลั่นแกล้งในโรงเรียนดำเนินต่อไปโดยไม่จัดการ เท่ากับยอมให้วิกฤตสุขภาพจิตเด็กปะทุอยู่ใต้พรมและค่อย ๆ ผลักเขาออกจากระบบการศึกษาและสังคมที่ควรโอบอุ้ม

มากกว่าครึ่งของนักเรียนถูกกลั่นแกล้ง: สัญญาณเตือนที่ครูกับพ่อแม่มองข้ามไม่ได้

ตัวเลขที่โหดร้าย: วัดขนาดปัญหาการรังแกนักเรียนและแผลในใจที่ตามมา

หากมองระบบการศึกษาโดยไม่เห็นการรังแกนักเรียน เท่ากับเราใช้แว่นตาที่บอดต่อความรุนแรงในชีวิตเด็ก จากข้อมูลขององค์กรระหว่างประเทศระบุว่า สัดส่วนเด็กที่ถูกรังแกจากเพื่อนนักเรียนสูงถึง 40% และทำให้ระบบการศึกษาขึ้นสู่อันดับต้น ๆ ของโลกด้านการที่เด็กถูกรังแกในสถานศึกษา ขณะเดียวกัน สำรวจอีกชุดพบว่า 42% ของผู้ตอบแบบสอบถามเคยมีประสบการณ์หรือพบเห็นความรุนแรงในโรงเรียน นี่ไม่ใช่เหตุการณ์โดด ๆ แต่คือวัฒนธรรมการใช้อำนาจและการกลั่นแกล้งที่ถูกปล่อยให้ฝังรากในห้องเรียน

รูปแบบกลั่นแกล้งไม่ได้จำกัดอยู่ที่การทำร้ายร่างกาย การล้อชื่อพ่อแม่ การล้อรูปร่างหน้าตา การพูดเสียดสี และการทำให้อับอายต่อหน้าคนอื่น ล้วนเป็นการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของเด็ก ผลสำรวจชี้ว่ามากกว่าครึ่งของผู้ถูกกระทำรู้สึกอับอาย ส่วนหนึ่งรู้สึกโกรธอยากเอาคืน และมากกว่า 1 ใน 4 มีความคิดทำร้ายตัวเอง เมื่อการกลั่นแกล้งในโรงเรียนเชื่อมตรงเข้าสุขภาพจิตเด็กเช่นนี้ การนิ่งเฉยของผู้ใหญ่จึงไม่ใช่กลาง ๆ แต่คือการร่วมผลักเด็กเข้าใกล้ขอบเหวความเสี่ยงทางจิตใจ

มากกว่าครึ่งของนักเรียนถูกกลั่นแกล้ง: สัญญาณเตือนที่ครูกับพ่อแม่มองข้ามไม่ได้

จากสนามโรงเรียนสู่หน้าจอ: โลกออนไลน์ขยายสนามกลั่นแกล้งและกดสุขภาพจิตเด็กดิ่ง

เมื่อการกลั่นแกล้งในโรงเรียนไม่ถูกหยุด มันมักไม่จบแค่ภายในรั้วโรงเรียน แต่ถูกขยายต่อไปบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เด็กใช้โลกออนไลน์เป็นทั้งพื้นที่สื่อสารและพื้นที่ต่อยอดความขัดแย้ง การโพสต์ด่าทอ เหยียดหยาม ปล่อยข่าวลือ หรือกีดกันออกจากกลุ่มออนไลน์ จึงกลายเป็นรูปแบบใหม่ของการรังแกนักเรียนที่ตามเด็กกลับบ้านทุกวันและไม่มีช่วงพักเบรก การสำรวจหนึ่งพบว่า เด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน 25 ปีถูกกลั่นแกล้งและเยาะเย้ยทางออนไลน์ โดยสัดส่วนการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

โลกออนไลน์ทำให้คำพูดรุนแรงคงอยู่และถูกส่งต่อได้รวดเร็วกว่าเดิม แผลในใจจึงไม่ใช่แค่ประสบการณ์ชั่วคราว แต่กลายเป็นร่องรอยถาวรที่เด็กสามารถเห็นซ้ำ ๆ ทุกครั้งที่เปิดหน้าจอ ดร.ธนกร ศรีสุขใสชี้ให้เห็นว่าปัญหาสุขภาพจิตเด็กที่ถูกซัดจากพิษโซเชียลต้องรับมือด้วยมาตรการเข้มข้น ทั้งการสร้างกฎหมายว่าด้วยความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม การจำกัดการเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ตามช่วงอายุ และการจำกัดการใช้เครื่องมือสื่อสารในสถานศึกษา หากสังคมยังมองแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นเพียงสนามเล่น เราก็จะปล่อยให้มันเป็นสนามรบที่ทำลายสุขภาพจิตเด็กอย่างต่อเนื่อง

มากกว่าครึ่งของนักเรียนถูกกลั่นแกล้ง: สัญญาณเตือนที่ครูกับพ่อแม่มองข้ามไม่ได้

เมื่อวินัยในห้องเรียนเปลี่ยนมือ: เครื่องมือใหม่กับภาระที่ระบบจิตเวชยังรับไม่ไหว

การพูดถึงวินัยในห้องเรียนวันนี้ไม่อาจแยกออกจากประเด็นสิทธิเด็กและสุขภาพจิตเด็ก การใช้ความรุนแรงทางกายเพื่อควบคุมความประพฤติถูกตั้งคำถามหนัก ขณะเดียวกัน เครื่องมือใหม่ ๆ ที่ถูกออกแบบเพื่อปกป้องนักเรียน เช่น แนวคิดโรงเรียนปลอดภัยหรือระบบร้องเรียนออนไลน์ ยังต้องเผชิญกับโจทย์ใหญ่เรื่องการบังคับใช้และความจริงจังของผู้ใหญ่ ข้อมูลหนึ่งระบุว่า ประเทศมีจิตแพทย์รวมกันอย่างน้อย 845 คน คิดเป็นสัดส่วน 1.28 คนต่อประชากร 1 แสนคน ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานองค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ที่ 10 คนต่อประชากร 1 แสนคน ภาพรวมนี้สะท้อนว่าระบบรองรับปัญหาสุขภาพจิตเด็กยังห่างไกลจากคำว่าเพียงพอ

ด้านการศึกษาเริ่มมีความพยายามสร้างเครื่องมือเฉพาะ เช่น โครงการ “เปิดเทอมใหม่ โรงเรียนปลอดภัยสำหรับเด็ก (Child-Friendly School) ปี 2569” ที่ริเริ่มเพื่อเชื่อมโยงระบบโรงเรียนปลอดภัยเข้ากับสายด่วน 1300 ให้เด็ก ผู้ปกครอง และครูแจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมุ่งเน้นความรวดเร็ว ความปลอดภัย และการรักษาความลับของผู้แจ้ง แต่ต่อให้เครื่องมือดูดีเพียงใด หากครูยังมองการกลั่นแกล้งว่าเป็นการหยอกล้อ หากพ่อแม่ยังไม่ถามลูกว่า “วันนี้ที่โรงเรียนมีใครทำให้หนูรู้สึกแย่ไหม” โรงเรียนปลอดภัยก็จะเป็นเพียงคำขวัญบนกระดาษมากกว่าความจริงในชีวิตเด็ก

ทำไมผู้ใหญ่ต้องเปลี่ยนมุมมอง: จากวัฒนธรรมล้อเล่นสู่การสร้างเกราะคุ้มกันสุขภาพจิตเด็ก

หนึ่งในรากลึกของปัญหากลั่นแกล้งในโรงเรียนคือวัฒนธรรมการล้อเล่นที่มองว่าการแซวรูปร่างหน้าตา การเรียกชื่อสัตว์ การล้อชื่อพ่อแม่ เป็นเรื่องขำขัน ไม่ใช่การรังแก งานวิจัยชี้ว่าพฤติกรรมเหล่านี้เริ่มต้นได้ตั้งแต่วัยก่อนเข้าโรงเรียน เด็กจำนวนมากรู้สึกอึดอัดแต่คนรอบข้าง รวมถึงครูและผู้ปกครองกลับหัวเราะไปกับเหตุการณ์ดังกล่าว และมองว่าเป็นเพียงการหยอกล้อของเด็ก ๆ เมื่อผู้ใหญ่ส่งสัญญาณเช่นนี้ เด็กก็เรียนรู้ว่าการละเมิดความรู้สึกคนอื่นเป็นเรื่องธรรมดา และการอดทนเงียบ ๆ คือหน้าที่ของคนที่ถูกกระทำ

หากต้องการหยุดวงจรกระทำ–อดทน–เงียบ ผู้ใหญ่ต้องเริ่มจากการยอมรับว่ากลั่นแกล้งในโรงเรียนคือความรุนแรงที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพจิตเด็ก ไม่ใช่ “วัยรุ่นเป็นแบบนี้เอง” ครูต้องมีโปรโตคอลชัดเจนในการสังเกตสัญญาณเตือน เช่น เด็กที่เริ่มเก็บตัว ไม่กล้าพูดในชั้น เรียนตกลงกะทันหัน หรือมีรอยช้ำโดยไม่อธิบาย พ่อแม่ต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกเล่าได้โดยไม่ถูกตัดสิน และพร้อมเชื่อเมื่อลูกบอกว่า “เขาล้อเล่นแต่หนูไม่ขำ” เมื่อวัฒนธรรมล้อกันสนิทถูกแทนที่ด้วยวัฒนธรรมเคารพความรู้สึก การกลั่นแกล้งในโรงเรียนจะไม่หายไปทันที แต่เด็กจะไม่ต้องเผชิญมันอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป

มากกว่าครึ่งของนักเรียนถูกกลั่นแกล้ง: สัญญาณเตือนที่ครูกับพ่อแม่มองข้ามไม่ได้

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!