ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

คุณกำลังเล่าเรื่องส่วนตัวให้ AI มากแค่ไหนเกินกว่าที่คิด

คุณกำลังเล่าเรื่องส่วนตัวให้ AI มากแค่ไหนเกินกว่าที่คิด
ความสนใจ|สำรวจการใช้งาน AI

นิสัยใหม่คุยกับ AI เหมือนเพื่อนสนิท แต่คือการทิ้งร่องรอยข้อมูลส่วนตัวถาวร

ข้อมูลส่วนตัว AI หมายถึงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวบุคคลที่ถูกป้อนเข้าไปในระบบปัญญาประดิษฐ์ผ่านการพิมพ์คุยหรือส่งไฟล์ ซึ่งรวมถึงเรื่องชีวิตประจำวัน ความรู้สึก ปัญหาสุขภาพ ความสัมพันธ์ การเงิน และข้อมูลระบุตัวตนที่อาจเชื่อมโยงกลับมาหาเจ้าของได้ การพูดคุยกับ AI แต่ละครั้งจึงไม่ใช่แค่ข้อความลอยๆ แต่เป็นชุดข้อมูลที่บอกนิสัย ความเชื่อ และรูปแบบการสื่อสารของเรา

แก่นของปัญหาไม่ใช่การมี AI แต่คือเรากำลังเล่าเรื่องลึกที่สุดของตัวเองให้ chatbot โดยไม่รู้เลยว่าปลายทางของข้อมูลไปอยู่ที่ไหน การสำรวจของบริษัทค้นหาข้อมูลเอกชนแห่งหนึ่งพบว่าเกือบ 1 ใน 3 ของผู้ใช้เคยบอกเรื่องที่ไม่กล้าบอกเพื่อน ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน หรือหมอให้ AI ฟัง และในกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นแฟน AI ตัวเลขพุ่งถึง 56 เปอร์เซ็นต์ ความรู้สึกว่า AI เป็นพื้นที่ที่ไม่มีการตัดสินทำให้ผู้ใช้คลายปาก แต่ความสบายใจนี้กำลังกลายเป็นเหมืองข้อมูลที่ละเอียดที่สุดเกี่ยวกับตัวเรา

คุณกำลังเล่าเรื่องส่วนตัวให้ AI มากแค่ไหนเกินกว่าที่คิด

คุยสนิทยิ่งกว่ากูเกิล แต่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้อมูลถูกใช้ฝึก AI

เมื่อเราคุยกับ chatbot ข้อมูลไม่ได้หยุดอยู่ที่หน้าจอ หลายบริษัทใช้บทสนทนานั้นเป็นวัตถุดิบฝึกโมเดลปัญญาประดิษฐ์ต่อโดยอัตโนมัติ แต่กว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามในสหรัฐอเมริการะบุว่าไม่รู้หรือไม่แน่ใจว่าบทสนทนากับ AI ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ฝึกโมเดลโดยค่าเริ่มต้น และมีเพียง 25 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่รู้ว่าข้อความคุยกับ AI สามารถถูกเรียกดูโดยหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายผ่านหมายศาลได้ ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เห็นช่องว่างระหว่างพฤติกรรมกับความเข้าใจอย่างชัดเจน

คำถามสำคัญคือ เราสบายใจหรือไม่เมื่อรู้ข้อเท็จจริงนี้ ผลสำรวจบอกชัดว่าเมื่อผู้ใช้รับรู้ว่าบริษัทนำบทสนทนาไปฝึก AI มีถึง 58 เปอร์เซ็นต์ที่รู้สึกไม่สบายใจ และ 30 เปอร์เซ็นต์บอกว่ารู้สึกไม่สบายใจมาก แต่ถึงจะไม่สบายใจ หลายคนก็ยังใช้ chatbot ต่อเพราะความสะดวกและความเคยชิน นี่คือสัญญาณว่า ความเสี่ยง chatbot ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ผู้ใช้อยู่ในภาวะครึ่งรู้ครึ่งไม่รู้นี่เอง

ผู้สูงอายุ เส้นบางๆ ระหว่างความช่วยเหลือกับช่องโหว่ให้มิจฉาชีพ

ในอีกฝั่งหนึ่ง ผู้สูงอายุซึ่งถูกผลักเข้าสู่โลกดิจิทัลกำลังเป็นกลุ่มเสี่ยงชัดเจน งานสำรวจของศูนย์วิชาการด้านการรู้เท่าทันสื่อของผู้สูงอายุ สังกัดสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยหนึ่ง พบว่ามากกว่า 1 ใน 3 หรือ 38.56 เปอร์เซ็นต์ ของกลุ่มก่อนสูงอายุและผู้สูงอายุเคยตกเป็นเหยื่อภัยออนไลน์ในรอบปีที่ผ่านมา ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะสะท้อนว่าสังคมผู้สูงวัยกำลังเผชิญวิกฤตด้านความปลอดภัยบนสื่อดิจิทัล

รายงานเดียวกันบอกว่าผู้สูงอายุใช้สื่อออนไลน์เป็นอันดับหนึ่ง แถมกว่าครึ่งใช้สื่อมากกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน เมื่อเจอกับ chatbot หรือคอนเทนต์ที่สร้างด้วย AI ความไว้วางใจและความรู้สึกเห็นใจที่สูงทำให้ตกเป็นเหยื่อได้ง่าย โดยเฉพาะการหลอกขายสินค้าและข้อมูลสุขภาพปลอม ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ที่เทคโนโลยีทันสมัยเกินไป แต่อยู่ที่ระบบนิเวศดิจิทัลไม่ออกแบบให้ผู้สูงอายุหยุด คิด ถาม ทำ ก่อนเชื่อและแชร์ ขณะที่หลายแพลตฟอร์มกลับผลักให้ทุกอย่างเร็วยิ่งขึ้น

คุณกำลังเล่าเรื่องส่วนตัวให้ AI มากแค่ไหนเกินกว่าที่คิด

ใช้เทคโนโลยีทุกวัน แต่ไม่ได้แปลว่าคุณไว้ใจมันจริงๆ

ปรากฏการณ์อีกด้านที่น่าคิดคือผู้คนใช้เทคโนโลยีบางอย่างแทบทุกวัน ทั้งโซเชียลมีเดียและปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ แต่ระดับความเชื่อมั่นกลับไม่ได้สูงตาม งานศึกษาดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคด้านเทคโนโลยีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เก็บข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 3,000 คนในหกประเทศพบว่า การใช้เทคโนโลยีในระดับสูงไม่ได้หมายความว่าจะมีความเชื่อมั่นสูงเสมอไป โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ที่มีอัตราการใช้งานสูงถึง 79 เปอร์เซ็นต์ แต่มีคะแนนความน่าเชื่อถือต่ำมาก

ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ซึ่งรวมถึง chatbot ก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีที่ผู้ใช้ไว้วางใจต่ำเช่นกัน ความขัดแย้งนี้สะท้อนว่าเรากำลัง “พึ่งพาเทคโนโลยีที่ไม่ไว้ใจ” อยู่ทุกวัน เมื่อรวมกับการไม่เข้าใจการป้องกันข้อมูลและนโยบายความเป็นส่วนตัว ช่องโหว่จึงยิ่งใหญ่ขึ้น ผู้ใช้หลายคนอาจคิดว่าการไม่ไว้ใจเท่ากับปลอดภัยแต่ความจริงคือหากยังส่งข้อมูลส่วนตัวเข้าไปในระบบเดิมทุกวัน ความเสี่ยง chatbot และแพลตฟอร์มอื่นก็ยังอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่เป็นความเสี่ยงที่มองไม่เห็นเท่านั้น

จะใช้ AI ต่ออย่างปลอดภัยได้อย่างไรโดยไม่กลายเป็นเหยื่อของระบบ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่จะเลิกใช้ AI หรือไม่ แต่คือจะใช้ให้ฉลาดขึ้นอย่างไร บริษัทค้นหาที่ทำการสำรวจย้ำว่าผู้ใช้ยังมีโอกาสเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องความเป็นส่วนตัวกับ AI เพราะนิสัยการใช้ chatbot ยังใหม่และยังปรับได้ ทางออกจึงเริ่มจากการรู้ให้ทันว่าแต่ละบริการเก็บ ใช้ และเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัว AI อย่างไร เลือกแพลตฟอร์มที่อธิบายนโยบายชัดเจน และปิดการใช้บทสนทนาเพื่อฝึกโมเดลเมื่อทำได้

ในระดับปัจเจก เราควรตั้งกติกาส่วนตัว เช่น ไม่เล่าเรื่องที่ไม่กล้าบอกหมอหรือคนใกล้ชิดให้ chatbot ฟัง ไม่ส่งข้อมูลที่ระบุตัวตนได้โดยตรง และฝึกทักษะหยุด คิด ถาม ทำ ทุกครั้งก่อนพิมพ์โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่ถูกชวนให้ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ถ้าเรายังอยากได้ประโยชน์จาก AI ก็ต้องยอมลงทุนกับการป้องกันข้อมูลของตัวเองมากขึ้นเช่นกัน เพราะในโลกที่บทสนทนาถูกเก็บแทบทุกคำ ความประมาทเพียงครั้งเดียวอาจทิ้งร่องรอยไว้ตลอดไป

คุณกำลังเล่าเรื่องส่วนตัวให้ AI มากแค่ไหนเกินกว่าที่คิด

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!