จากเมซงคลาสสิกสู่ยุคคูลใหม่ของ Matthieu Blazy
Matthieu Blazy Chanel คือช่วงเวลาที่เมซงเก่าแก่ถูกรีเซ็ตภาษาดีไซน์ใหม่ให้ผสมความหรูดั้งเดิมกับความเท่าผ่อนคลาย เซ็กซี่แบบไม่พยายาม และตอบสนองผู้หญิงยุคนี้ที่ต้องการเสื้อผ้าสวมได้จริงทั้งกลางวันและค่ำคืน โดยยังคงเคารพมรดกของ Coco Chanel ผ่านโค้ดสำคัญอย่างทวีด ชุดสูท และรายละเอียดกูตูร์ที่ถูกตีความใหม่ให้เบา สด และอายุน้อยลง
หนึ่งปีหลังเปิดตัวโชว์แรกในฐานะครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ Chanel เมซงถูกอธิบายว่ากลับมา “เปี่ยมพลัง” ทั้งในหมู่ทีมงานและลูกค้า ขณะที่อีกแหล่งมองว่า Blazy ได้ “reinvigorated” บ้านแฟชั่นแห่งนี้ ด้วยการรักษามรดกเดิมแต่หันสุนทรียะไปในทิศทางที่ดูไม่เนี้ยบจนเกินไปและเซ็กซี่ขึ้นเล็กน้อย นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนสัญลักษณ์ของแบรนด์ แต่คือการเปลี่ยนโทนเสียงของมัน แฟชั่นของ Chanel ภายใต้ Blazy ไม่ได้พูดกับหญิงชนชั้นสูงเท่านั้น แต่เริ่มพูดกับสาวเจนใหม่ที่อยากได้ทั้งความคลาสสิกและความสนุกในชุดเดียวกัน

Chanel Spring Summer 2027 เมื่อกาบรีเอลคนเดิมในตัวผู้หญิงรุ่นใหม่
แฟชั่นโชว์ Chanel คอลเลกชั่น Chanel Spring Summer 2027 ที่ Grand Palais ถูกเปลี่ยนให้เป็นโลกกลางแจ้งสไตล์หมู่บ้านทางตอนใต้ของอิตาลี พื้นกระจกสีหลากเฉด นกตัวใหญ่ห้อยจากเพดาน และดวงจันทร์ขนาดมหึมาสร้างบรรยากาศฝันๆ ที่ไม่เคยเห็นในยุคก่อน เสียงเพลงป๊อปลายเซ็นอย่าง Take On More และ Gimme More ทำให้บรรยากาศโชว์คึกคักจนคนแถวหน้าขยับเต้นตามโดยไม่ตั้งใจ
คอนเซ็ปต์หลักคือการเล่า “ตัวตนหลายชั้น” ของ Gabrielle Chanel ผ่านเสื้อผ้าตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่โครงคอร์เซ็ตแบบเอ็ดเวิร์ดเดียน ปลายระบาย คอระบาย และโครงบอดีซ์โค้ง ที่สื่อถึงยุคที่เธอต้องยอมรับกรอบเดิม ไปจนถึงไอเดียสูทแบบใหม่ที่เธอใช้เพื่อปลดแอกตัวเอง คำโปรยโชว์ย้ำชัดว่าแฟชั่นคือสิ่งที่แปรเปลี่ยนได้ ส่งต่อจากอดีตสู่ปัจจุบันและอนาคต พร้อมประโยคชัดเจน “ในที่สุด Chanel ก็โบยบิน และทุกก้าวที่เธอก้าวนำไปสู่การเป็นอิสระดั่งนก” มุมมองนี้คือหัวใจความเท่ใหม่ของ Blazy ที่ดึงประวัติศาสตร์มาใช้เป็นเชื้อเพลิง ไม่ใช่กรอบล็อกดีไซน์
ทวีด Chanel ใหม่ และสูทที่อายุน้อยลงโดยไม่เสียความหรู
สิ่งที่แฟนแฟชั่นจับตาในยุค Matthieu Blazy Chanel คือการทำให้โค้ดคลาสสิกอย่างทวีดและสูทดูอายุน้อยลงแบบไม่ลดทอนความหรู ทวีด Chanel ใหม่ ถูกดัดแปลงทั้งในรันเวย์และบนคนดังหน้าโชว์ เช่น มินิเดรสเกาะอกทวีดที่จับคู่กับรองเท้าสองสีโทนแดงดำ หรือสูทกระโปรงลายตารางเมทัลลิกที่ให้ความรู้สึกเหมือนเกราะโซ่เหลวสไตล์ป๊อปสตาร์ มากกว่ายูนิฟอร์มคุณนาย
บนรันเวย์ ทวีดยังคงถูกใช้ตลอดทั้งไลน์ แต่ถูกจับคู่กับความเซ็กซี่ในแบบ Chanel ผ่านเสื้อกล้ามซีทรูและเบลเซอร์ที่สวมแบบไม่ต้องมีเสื้อด้านใน ด้านงานเทเลอริ่ง Blazy พา Chanel กลับไปตั้งคำถามกับเมนส์แวร์ของ Coco เอง ด้วยการหยิบเบลเซอร์ กางเกง และกระโปรงทรงดินสอจากโครงสูทผู้ชายมาถอดประกอบใหม่ให้ผู้หญิง ทั้งเวสต์ขอบดิบ ชุดสูทชายกระโปรงดิบ คู่กับเดรสยาวกลิ่นอายทศวรรษ 30 ที่เบาพอจะใส่ได้ง่ายเหมือนเสื้อยืด การผสมความตรงและอ่อนโยนแบบนี้ทำให้ภาษาใหม่ของ Chanel ดูร่วมสมัยและกล้าขึ้นอย่างชัดเจน

พลังดารา แถวหน้า A-list และการเติบโตเหนือกว่าตลาด
ความคูลแบบใหม่จะไม่สมบูรณ์หากไม่มีการยืนยันจากวัฒนธรรมป๊อป แฟชั่นโชว์ Chanel ฤดูใบไม้ผลิฤดูร้อนครั้งนี้ดึงดูดดาวแถวหน้ามารวมตัวที่ Grand Palais ทั้ง Nicole Kidman Dua Lipa Pedro Pascal และ Alexa Demie ที่นั่งแถวหน้าและลุกขึ้นโยกตามจังหวะเพลงเบาๆ ระหว่างโชว์ อีกแหล่งย้ำว่าทุกคนสวมลุคที่ถอดรหัสจากโค้ดใหม่ของ Blazy ตั้งแต่ชุดสูทเมทัลลิกไปจนเดรสไหมถักมินิสั้น พร้อมกระเป๋าและรองเท้าสองสีเวอร์ชันกราฟิก
เสียงตอบรับเชิงภาพลักษณ์แปลเป็นยอดขายได้อย่างชัดเจน ภายในหกเดือนแรกของปี ยอดรายได้แบบ comparable revenue ของ Chanel ถูกเปิดเผยว่าเติบโต 16 เปอร์เซ็นต์ ในสภาพตลาดลักชัวรีที่ผันผวน ประธานฝ่ายแฟชั่นของเมซงยืนยันว่า “Chanel กำลัง outperform ตลาดอย่างมีนัยสำคัญ บูติกเกือบทั้งหมดขายสินค้าได้มากขึ้น โดยเฉพาะ Ready-to-wear” เมื่อพิจารณาร่วมกับการที่แบรนด์ขึ้นสู่อันดับหนึ่งในดัชนียอดนิยมของแพลตฟอร์มค้นหาแฟชั่นต่อเนื่องสองไตรมาส จะเห็นว่าภาษาดีไซน์ใหม่ไม่ได้แค่ชนะใจแฟชั่นนิสต้า แต่ยังเรียกลูกค้าใหม่ๆ เข้าร้านอย่างต่อเนื่อง

Scarcity อย่างมีชั้นเชิง และการลงทุนรีเทลเพื่อรักษาแรงส่ง
เมื่อความต้องการพุ่งสูงขึ้น ปัญหาของ Chanel ในยุค Matthieu Blazy จึงไม่ใช่การสร้างดีมานด์ แต่คือการบริหารของหายากไม่ให้กลายเป็นความหงุดหงิด Chanel ไม่มีระบบพรีออร์เดอร์ ลูกค้าจึงต้องรีบเข้าไปดูพรีวิวทุกครั้งที่คอลเลกชั่นใหม่เปิดตัวเพื่อจองชิ้นเด็ดก่อนจะหมด ภาพคิวหน้าบูติกยาวหลายชั่วโมงและวิดีโออันบ็อกซ์เต็มฟีดถูกเรียกรวมๆ ว่า “Blazymania” และนี่คือดาบสองคมของความฮอต
กลยุทธ์ของเมซงคือการบริหาร Scarcity อย่างตั้งใจ ไม่ใช่ผลิตของไม่พอ แต่ให้แต่ละดีไซน์มีอายุบนชั้นเพียงสองถึงสามเดือน และผลิตจำนวนจำกัดตั้งแต่ประมาณ 80 ถึง 1,200 ชิ้นเท่านั้น หากมีของ 1,200 ชิ้นต้องกระจายไปยังบูติก 250 แห่ง แต่ละร้านจึงได้เพียงสี่ถึงห้าชิ้น ขณะเดียวกัน Chanel กำลังลงทุนในเครือข่ายรีเทล ตั้งแต่การขยายพื้นที่และห้องลองเสื้อเพื่อรองรับลูกค้าที่ต้องการเข้าถึงเสื้อผ้า Ready-to-wear มากขึ้น ไปจนถึงการเปิดสโตร์ชั่วคราวในศูนย์การค้าสำคัญก่อนการจัด replica cruise show ที่ซิดนีย์ รวมถึงการใช้ซิดนีย์และออสเตรเลียเป็นฐานสร้างตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ทั้งหมดนี้คือการรักษาสมดุลระหว่างการเป็นของหายากกับการไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกถูกกันออกจากแบรนด์

บทสรุป ภาษาใหม่ของ Chanel ที่กล้าขึ้นแต่ยังเป็นตัวเอง
หนึ่งปีของ Matthieu Blazy ที่ Chanel แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนภาษาแฟชั่นไม่จำเป็นต้องฉีกทิ้งตัวตนเดิม เขาใช้ Chanel Spring Summer 2027 เป็นห้องทดลองใหญ่ ผสมความฝันแบบหมู่บ้านอิตาลีกับเส้นเรื่องชีวิต Gabrielle Chanel สร้างโค้ดใหม่จากทวีด สูท และเดรสยาวที่เบาเท่าเสื้อยืด ทวีด Chanel ใหม่ และการตีความสูทให้สด เซ็กซี่ และอายุน้อยลง ทำให้แฟชั่นชิ้นหรูกลายเป็นของที่ผู้หญิงอยากใส่ในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่ในพิพิธภัณฑ์
ในเชิงธุรกิจ ตัวเลขเติบโต 16 เปอร์เซ็นต์ในครึ่งปีแรกพร้อมคำยืนยันว่าแบรนด์ทำผลงานเหนือกว่าตลาด บอกเราชัดว่าเศรษฐศาสตร์ของความคูลเวิร์กได้จริง ภายใต้ความท้าทายของตลาดลักชัวรี แบรนด์เลือกใช้ Scarcity แบบมีการจัดการและลงทุนในเครือข่ายร้านเพื่อส่งต่อประสบการณ์ให้คนที่ต่อคิวรอ จากนี้ไปความท้าทายของ Blazy ไม่ใช่การพิสูจน์ตัวเองอีกต่อไป แต่คือการรักษาแรงส่งและความสดให้ภาษาใหม่ของ Chanel ยังน่าสนใจในทุกฤดูกาล หากทำได้สำเร็จ นี่อาจเป็นหนึ่งในยุคทองที่กำหนดนิยาม “ความเท่าหรู” ของศตวรรษนี้







