สตรีทฟู้ดไทยในฐานะซอฟต์พาวเวอร์ ไม่ใช่แค่เรื่องปากท้อง
สตรีทฟู้ดซอฟต์พาวเวอร์ หมายถึงการใช้อาหารริมถนนที่มีรสชาติ เอกลักษณ์ และเรื่องเล่าทางวัฒนธรรม เป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ประเทศ ดึงดูดนักท่องเที่ยว และต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเชื่อมโลกของครัวริมทางกับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวและการพัฒนาเมืองอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เมนูคุ้นลิ้นกลายเป็นตัวแทนตัวตนของชาติบนเวทีนานาชาติ มุมมองต่อสตรีทฟู้ดจึงต้องเปลี่ยนจาก “อาชีพนอกระบบ” ไปเป็น “สินทรัพย์วัฒนธรรม” ที่มีมูลค่า ไม่ใช่เพียงเพราะรสชาติถูกปาก แต่เพราะทุกจานคือประวัติศาสตร์ของชุมชน หน่วยงานรัฐและเอกชนเริ่มมองเห็นจุดนี้ และผลักดันเทศกาลอาหารไทยให้เป็นเวทีทางยุทธศาสตร์มากกว่ากิจกรรมเชิงบันเทิง การรวมตัวของผู้ประกอบการอาหารริมถนนในงานใหญ่ๆ กำลังประกาศให้เห็นชัดว่า สตรีทฟู้ดคือภาษาสากลรูปแบบหนึ่งของชาติ

เมื่อรัฐและเอกชนจับมือ ดันสตรีทฟู้ดขึ้นเวทีซอฟต์พาวเวอร์
กรณีศึกษาที่เด่นที่สุดในตอนนี้คือการที่บริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ ผู้จัดจำหน่ายก๊าซ LPG ภายใต้แบรนด์เวิลด์แก๊ส ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดงาน “The Best Thai Street Food By Worldgas” เทศกาลอาหารริมทางที่รวบรวม 30 ร้านอาหารยอดเยี่ยมของไทย ณ ลานพาร์ค พารากอน ระหว่างวันที่ 16-18 พฤษภาคม 2568 ความร่วมมือเช่นนี้คือสัญญาณชัดว่ารัฐไม่ได้มองอาหารริมทางเป็นเรื่องเล็กอีกต่อไป ผู้จัดงานประกาศเป้าหมายชัดว่า ต้องการผลักดันให้ประเทศเป็น “เมืองหลวงแห่งสตรีทฟู้ดโลก” ผ่านการนำเสนออาหารไทยในฐานะ Soft Power เพื่อสร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติ และสอดคล้องกับนโยบาย Ignite Tourism Thailand ที่เน้นใช้พลังของอาหารไทยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงงานชิม แต่เป็นงานออกแบบภาพจำของชาติผ่านเมนูริมทางที่คนทั่วโลกเข้าถึงได้ง่ายที่สุด
เทศกาลอาหารไทย: เวทีทดลองนโยบายเศรษฐกิจฐานราก
ขณะที่งานใหญ่ในเมืองหลวงดันสตรีทฟู้ดสู่เวทีโลก งาน “Best of Rayong : กินดี ช้อปดี สนับสนุน SMEs ระยอง” กลับแสดงอีกมิติหนึ่งของเทศกาลอาหารไทยในฐานะเครื่องมือกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น งานนี้เปิดโดยผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ จัดขึ้นวันที่ 4-6 กันยายน บริเวณหน้าหอการค้าจังหวัดระยอง ภายในงานมีการรวบรวมร้านอาหารและผู้ประกอบการกว่า 200 ร้าน พร้อมร้านที่ได้รับรองมาตรฐาน “ของดีระยอง” 78 ร้าน มาให้ประชาชนชิมและช้อป โครงการนี้ถูกออกแบบให้ช่วยผู้ประกอบการ SMEs อาหารในพื้นที่ ให้มีช่องทางจำหน่ายสินค้าดีของจังหวัด สนับสนุนโครงการไทยช่วยไทย 60/40 และเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจเพื่อยกระดับศักยภาพ SMEs ให้เติบโตอย่างยั่งยืน เทศกาลอาหารจึงทำหน้าที่คล้าย “สนามทดลองนโยบายเศรษฐกิจฐานราก” ที่มีผู้ประกอบการอาหารริมถนนเป็นตัวละครหลัก

ผู้ประกอบการอาหารริมถนน: จากแรงงานนอกระบบสู่นักการทูตวัฒนธรรม
การยกระดับสตรีทฟู้ดเป็นซอฟต์พาวเวอร์จะเป็นไปไม่ได้เลยหากละเลยคนหน้าเตา ผู้ประกอบการอาหารริมถนนคือผู้แบกภาระสำคัญในการเล่าเรื่องชาติผ่านกลิ่นและรส เทศกาลอาหารไทยรูปแบบใหม่จึงเริ่มให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความยั่งยืน เช่น งาน The Best Thai Street Food By Worldgas ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิดการใช้พลังงานสะอาดอย่างก๊าซ LPG ในการประกอบอาหาร การคัดแยกขยะ และการสื่อสารเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าผ่านอาร์ตทอย “น้องรอยยิ้ม” ในงานยังมีพิธีมอบรางวัลสุดยอดร้านอาหารริมทาง รวม 30 ร้าน แบ่งตามประเภทเมนู ตั้งแต่ข้าว เส้น ของหวาน ไปจนประเภทฮิตติดกระแส การให้รางวัลไม่ใช่แค่การเชิดชูฝีมือ แต่คือการยืนยันว่าอาชีพริมถนนมีสถานะทางวัฒนธรรม และมีมาตรฐานเทียบได้กับร้านอาหารกระแสหลัก นี่คือการยกระดับผู้ประกอบการเหล่านี้ให้กลายเป็น “นักการทูตวัฒนธรรม” โดยปริยาย
อนาคตสตรีทฟู้ดไทย: ต้องกล้าคิดไกลกว่าการจัดงานเทศกาล
แม้งานเทศกาลอาหารไทยอย่าง Best of Rayong และ The Best Thai Street Food By Worldgas จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs อาหารได้แสดงศักยภาพ แต่หากหยุดไว้แค่กิจกรรมรายปี ซอฟต์พาวเวอร์จากสตรีทฟู้ดก็จะกลายเป็นกระแสชั่วครั้งชั่วคราว มากกว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวที่เปลี่ยนคุณภาพชีวิตคนหน้าเตา สิ่งที่ควรเกิดต่อคือการเชื่อมงานเทศกาลเข้ากับโครงสร้างสนับสนุนถาวร ทั้งด้านมาตรฐานสุขอนามัย การใช้พลังงานสะอาดที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน การเข้าถึงแหล่งทุนและความรู้การตลาดดิจิทัลสำหรับผู้ประกอบการอาหารริมถนน หากรัฐและเอกชนมองสตรีทฟู้ดเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง ต้องลงทุนกับคนที่ทำอาหารทุกวันมากพอ ไม่ใช่ลงทุนเฉพาะเวทีชั่วคราวเท่านั้น เมื่อถึงวันนั้น สตรีทฟู้ดไทยจะไม่ใช่แค่เหตุผลที่นักท่องเที่ยวแวะมา แต่จะเป็นตัวตนของชาติที่แข็งแรงบนเศรษฐกิจฐานราก







