ห้องบอลรูมอิมเมอร์ซีฟคืออะไร และทำไมมันถึงกลายเป็นเกมใหม่ของโลก MICE
ห้องบอลรูมอิมเมอร์ซีฟ คือพื้นที่จัดงานรูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีภาพและเสียงรอบทิศทางผสานเข้ากับพื้นที่ทางกายภาพ เพื่อเปลี่ยนทั้งผนัง เพดาน และพื้นให้กลายเป็นสื่อเล่าเรื่อง สร้างประสบการณ์เสมือนผู้ร่วมงานถูกพาเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง โดยสามารถปรับธีม เนื้อหา และรูปแบบการนำเสนอได้แบบเรียลไทม์ เพื่อรองรับทั้งงานประชุม คอนเสิร์ต หรืออีเวนต์ไลฟ์สไตล์ในพื้นที่เดียวกัน สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่ความไฮเทค แต่คือการเปลี่ยนทัศนคติจากการมองศูนย์ประชุมสัมมนาเป็นเพียงสถานที่ ไปสู่การมองว่าเป็นแพลตฟอร์มประสบการณ์ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและองค์กรระดับโลกให้เดินทางมาใช้จ่ายในปลายทางใหม่ๆ ซึ่งกำลังกลายเป็นสมรภูมิแข่งขันครั้งใหญ่ของเมืองสำคัญในภูมิภาคนี้

Plaii Ballroom เชียงใหม่ แล็บทดลองโลกใหม่ของ Innovative MICE
หัวใจของการขยับเกมครั้งนี้คือ Plaii Ballroom ห้องบอลรูมอิมเมอร์ซีฟแห่งแรกของโลกภายในโรงแรมในเครือ AWC ที่เชื่อมกับพื้นที่ใหม่เพื่อการประชุมของโรงแรมเชียงใหม่ แมริออท โฮเทล รองรับกลุ่ม Innovation & Leisure MICE อย่างเต็มรูปแบบ จุดเด่นคือจอ LED จากพื้นถึงเพดานครอบคลุมผนังทั้งสี่ด้าน ทำให้ทุกผืนผนังกลายเป็นสเตจเล่าเรื่อง ปรับได้ตั้งแต่งานเปิดตัวนวัตกรรมจนถึงกาลาดินเนอร์ในธีมเมืองโบราณหรือจักรวาลอนาคตภายในไม่กี่นาที คำถามสำคัญคือ ทำไมเชียงใหม่ถึงกล้าขึ้นเกมนี้ คำตอบหนึ่งอยู่ที่การเดินตามนโยบายท่องเที่ยวยั่งยืนของจังหวัดและ ททท. ที่ผลักดันโมเดล Innovative and Sustainable Tourism พร้อมโมเดล AWC’s Lifestyle Destination เพื่อวางเชียงใหม่ให้เป็นจุดหมายปลายทางการประชุมสัมมนาและท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์ระดับโลก
สิ่งที่ทำให้ Plaii Ballroom น่าสนใจยิ่งกว่าคำว่าเทคโนโลยี คือการวางระบบให้เชื่อมต่อกับทั้ง Suthep Hall ที่รองรับผู้ร่วมงานกว่า 800 คน รวมถึงห้องคาราโอเกะและกอล์ฟซิมมูเลเตอร์ในพื้นที่เดียวกัน นี่คือการประกาศชัดว่า ประสบการณ์หลังเลิกประชุมสำคัญไม่แพ้ช่วงที่นั่งในห้องประชุม เพราะกลุ่ม MICE รุ่นใหม่ต้องการทั้งงานและความสนุกในทริปเดียว หากเมืองไหนให้ได้ครบ ย่อมมีโอกาสดึงงบประมาณการประชุมระดับโลกเข้ามาได้ต่อเนื่อง

จากสตูดิโอสู่ Community Event Space และมิกซ์ยูสไลฟ์สไตล์ ทำไมพื้นที่จัดงานต้องใช้ชีวิตได้ทั้งวัน
ขณะเชียงใหม่กำลังผลักดันห้องบอลรูมอิมเมอร์ซีฟ ย่านรังสิตก็มีการเปลี่ยนเกมของตัวเอง เมื่อ WIN-D ต่อยอดสตูดิโอของ Workpoint สู่ Community Concert & Event Space เปิดรับคอนเสิร์ต แฟนมีตติ้ง งานอีเวนต์ งานเลี้ยง และ Exhibition พร้อมตั้งเป้าให้เป็น Event Destination แห่งใหม่ของพื้นที่ สตูดิโอเดิมซึ่งสร้างเพื่อผลิตโชว์อยู่แล้ว จึงมีระบบแสง ภาพ เสียง และหลังบ้านที่พร้อมกว่าอีเวนท์ฮอลล์ดั้งเดิม ทำให้สามารถออกแบบเวทีและที่นั่งได้หลากหลาย ตั้งแต่แฟนมีตติ้งใกล้ชิดจนถึงคอนเสิร์ตใหญ่ รองรับผู้ชมได้ตั้งแต่ประมาณ 500 จนถึง 1,500 คน สิ่งที่ควรจับตาไม่แพ้กันคือโลเคชันที่เชื่อมต่อทั้งทางด่วนสองเส้นและรถไฟฟ้าสายสีแดง ทำให้รองรับผู้ชมจากกรุงเทพฯ ปทุมธานี และจังหวัดใกล้เคียงได้สะดวก นี่คือตัวอย่างชัดว่าการออกแบบอีเวนท์สเปซสมัยใหม่ต้องคิดทั้งโครงสร้างเทคโนโลยีและการเดินทางของผู้ใช้จริงไปพร้อมกัน
อีกด้านหนึ่ง โครงการท่องเที่ยวไลฟ์สไตล์อย่าง True Digital Park ก็กำลังพิสูจน์ว่าการเป็นพื้นที่จัดงานเต็มรูปแบบไม่จำเป็นต้องอยู่ในศูนย์ประชุมสัมมนาแบบเดิม บริษัทผู้พัฒนาโครงการนี้พลิกโฉมพื้นที่รีเทลให้เป็นแหล่งรวมไลฟ์สไตล์ย่านสุขุมวิทภายใต้คำมั่น “life” พร้อมแคมเปญ Life Starts Here และเพิ่มร้านค้ากว่า 250 ร้าน สร้างอีโคซิสเท็มที่เชื่อมศูนย์การค้า โคเวิร์กกิ้งสเปซ ห้องประชุม และห้องจัดสัมมนาขนาดใหญ่ไว้ใต้หลังคาเดียว คำประกาศที่น่าสนใจคือ การปรับโฉมครั้งนี้ทำให้ผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นกว่า 25% จากไตรมาส 1 ถึง 3 เมื่อเทียบกับปีก่อน และการเข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มขึ้นกว่า 30% แสดงตรงๆ ว่า เมื่ออีเวนท์สเปซสมัยใหม่ผสานกับท่องเที่ยวไลฟ์สไตล์ได้ดี ผู้คนพร้อมกลับมาใช้ชีวิตในพื้นที่จริงอีกครั้งหลังยุคโควิด

เมื่อเทคโนโลยีอิมเมอร์ซีฟเจอท่องเที่ยวยั่งยืน เมืองปลายทางจะชนะหรือแพ้ตรงไหน
จุดที่ทำให้ Plaii Ballroom และโครงการ Lannatique น่าสนใจเป็นพิเศษ คือการไม่หยุดอยู่แค่คำว่า “ว้าว” ทางเทคโนโลยี แต่เชื่อมเข้ากับแนวคิดท่องเที่ยวยั่งยืนอย่างจริงจัง AWC เดินตามนโยบายจังหวัดเชียงใหม่และ ททท. ผ่านโมเดล Innovative and Sustainable Tourism และการสร้างโครงการ Chiang Mai Tram by Lannatique รถแทรมไฟฟ้าล้อยางที่เชื่อมแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมสำคัญต่างๆ ของเมือง แทรมไฟฟ้าช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ขณะเดียวกันก็ทำให้นักท่องเที่ยวจอดรถไว้รอบนอกหรือในโครงการเครือ AWC แล้วเข้าสู่เมืองด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ลดการจราจรหนาแน่นในเขตเมือง และส่งรายได้สุทธิกกลับสู่ชุมชนตามจุดจอดตลอดเส้นทาง นี่คือการตอบคำถามว่าเทคโนโลยีอิมเมอร์ซีฟจะไปด้วยกันได้กับการอนุรักษ์เมืองเก่าและสิ่งแวดล้อมอย่างไร
อนาคตถูกปูทางต่อด้วยการพัฒนาโครงการ Lannatique ให้เป็นแลนด์มาร์กศิลปวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ระดับโลก พร้อมโรงแรมขนาดใหญ่กว่า 55,000 ตารางเมตรและ Attraction ระดับโลกเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยวางแผนเปิดเฟสแรกในปี 2568 หากเดินตามแผนนี้ เมืองเจ้าภาพจะไม่เพียงได้ศูนย์ประชุมสัมมนา แต่ได้ทั้งย่านศิลปะ วัฒนธรรม และท่องเที่ยวไลฟ์สไตล์ที่สามารถหมุนกระแสเงินทั้งปี ไม่ใช่แค่ช่วงจัดงานใหญ่ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเมืองไหนจะมีเทคโนโลยีอลังการที่สุด แต่คือเมืองไหนจะผสมผสานห้องบอลรูมอิมเมอร์ซีฟ ระบบขนส่งยั่งยืน และชุมชนท้องถิ่นให้เติบโตไปพร้อมกันได้อย่างสมดุล ต่างหากที่เป็นตัวชี้วัดว่าใครจะเป็นปลายทาง MICE รุ่นใหม่ที่คนอยากกลับมาใช้ซ้ำ







