ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

มีคนใช้ Copilot จริงไหม ตัวเลข 30 ล้านผู้ใช้จ่ายเงินที่เปลี่ยนมุมมองตลาด

มีคนใช้ Copilot จริงไหม ตัวเลข 30 ล้านผู้ใช้จ่ายเงินที่เปลี่ยนมุมมองตลาด
ความสนใจ|อุปกรณ์ช่วยงานออฟฟิศ

Copilot คืออะไร และคำถามว่าใครใช้มันกันแน่

Copilot คือแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์เชิงผู้ช่วยที่ไมโครซอฟท์ออกแบบให้เชื่อมตรงเข้ากับเครื่องมือเดิมขององค์กร เช่น Microsoft 365 Windows และ Azure เพื่อช่วยทำงานเอกสาร การสื่อสารธุรกิจ รวมถึงการเขียนโค้ดแบบกึ่งอัตโนมัติ เป้าหมายคือให้ผู้ใช้งานทั้งสายธุรกิจและสายเทคนิคสามารถสั่งงานด้วยภาษาธรรมชาติและแปลงเป็นงานที่ทำเสร็จในระบบเดิมที่คุ้นเคย ลดการสลับแอปไปมาและลดภาระงานยิบย่อยซ้ำซ้อนในชีวิตการทำงานประจำวัน หัวใจของประเด็นวันนี้ไม่ใช่แค่ Copilot ทำอะไรได้ แต่คือคำถามเชิงประชดที่กลายเป็นไวรัลใต้โพสต์ของซีอีโอไมโครซอฟท์ว่า “มีใครใช้ Copilot จริงไหม” ความสงสัยเกี่ยวกับ Copilot แบบนี้สะท้อนบรรยากาศในวงการเทคที่มองว่าฟีเจอร์ AI ของไมโครซอฟท์ดูเหมือนไม่มีตัวตนในชีวิตคนทำงาน แต่เมื่อเทียบกับตัวเลข Copilot ผู้ใช้จ่ายเงินที่ไมโครซอฟท์เปิดเผย ภาพที่ได้กลับไม่ตรงกับความรู้สึกของสายเทคเลย

ตัวเลข 30 ล้านผู้ใช้จ่ายเงิน กับภาพลวงตาของโลกสตาร์ทอัพ

คำถามว่า “มีคนใช้ Copilot ไหม” เริ่มจากเสียงบ่นใต้โพสต์ของ Satya Nadella ที่ถูกอ่านทะลุหลักแสนครั้งและขยายวงเป็นความเห็นว่าบริการ AI นี้ไม่มีใครใช้จริง ไมโครซอฟท์จึงส่งพนักงานชื่อ Nicolas Bustamante ออกมาชี้ว่า นี่คือภาพลวงตาของกลุ่มเทคที่อยู่ในวงแคบ เช่นชุมชนสตาร์ทอัพซานฟรานซิสโกหรือวิศวกรที่โฟกัสแต่โมเดลแรงหรือเขียนโค้ดเร็ว โดยเขาเปิดตัวเลขว่า Microsoft 365 Copilot มีผู้ใช้แบบจ่ายเงินแล้วกว่า 30 ล้านรายทั่วโลก ประโยคที่ควรหยุดคิดคือ “30 ล้านบัญชีจ่ายเงิน ไม่เท่ากับ 30 ล้านคนเปิดใช้ทุกวัน” บริษัทจำนวนมากซื้อไลเซนส์ให้พนักงานครบทีม แต่ในทางปฏิบัติมีคนเปิดใช้จริงไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ การนำ Copilot มาใช้จึงกลายเป็นสองชั้น ชั้นแรกคือฝ่ายไอทีและผู้บริหารที่ตัดสินใจซื้อ ชั้นที่สองคือพนักงานที่ต้องเห็นประโยชน์มากพอจะกดเปิด โดยช่องว่างนี้เองที่สร้างเชื้อให้ความสงสัยเกี่ยวกับ Copilot แพร่กระจายในวงเทคแม้ตัวเลขผู้ใช้จ่ายเงินจะพุ่งสูงก็ตาม

ทำไมโลกเทคมองว่า Copilot แป้ก ทั้งที่องค์กรกำลังซื้อให้ทั้งบริษัท

หากมองจากสายสตาร์ทอัพและวิศวกร ความสำเร็จของบริการ AI มักวัดจากคุณภาพโมเดลและความเร็วในการเขียนโค้ด พวกเขาจึงเปรียบเทียบ Copilot กับเจ้าอย่าง OpenAI หรือ Anthropic แล้วสรุปว่ามันไม่เด่นพอ แต่สำหรับธนาคาร หน่วยงานภายใต้กฎระเบียบ และองค์กรขนาดใหญ่ สิ่งสำคัญสุดไม่ใช่โมเดลเก่งแค่ไหน แต่อยู่ที่การควบคุมสิทธิ์ การรักษาความปลอดภัยข้อมูล และการทำตามข้อกำกับอย่างเคร่งครัด Copilot จึงขายความสามารถด้าน Microsoft enterprise AI คือการฝัง AI ลงใน Windows Microsoft 365 และ Azure ที่องค์กรใช้อยู่แล้วมากกว่าการแข่งว่าใครฉลาดที่สุด อีกด้านหนึ่ง ผู้ใช้ทั่วไปกลับมีภาพจำ Copilot ค่อนข้างติดลบ เพราะประสบการณ์ใน Windows 11 ที่ฟีเจอร์นี้ถูกย้ายตำแหน่งไปมา ตั้งแต่เป็นแถบด้านข้าง แอปแยก ไปจนถูกยัดเข้าเครื่องมือจับภาพหน้าจอและสมุดบันทึก ก่อนจะถูกถอดออกทีละส่วน จนหลายคนมองว่า Copilot เป็นเพียงผู้ช่วยสไตล์ Clippy รุ่นใหม่ที่กินทรัพยากรเครื่องมากกว่าช่วยงานจริง เมื่อรวมกับการที่หลายคนมีไลเซนส์แต่ไม่เคยเปิดใช้ ความสงสัยเกี่ยวกับ Copilot จึงฟังดูสมเหตุสมผลในสายตาผู้ใช้หน้าเครื่องแม้จะสวนทางกับยอด Copilot ผู้ใช้จ่ายเงินที่พุ่งขึ้นเรื่อย ๆ

กลยุทธ์ Super App รวม Chat Cowork Code และ Autopilot เพื่ออุดช่องว่างการใช้งาน

เมื่อยอดผู้ใช้แบบจ่ายเงินไม่เติบโตตามที่หวัง และคู่แข่งอย่าง Anthropic กับ OpenAI รุกตลาด Microsoft enterprise AI หนักขึ้น ไมโครซอฟท์จึงเดินหมากใหม่ด้วยการรวมทุกฟีเจอร์ของ Copilot เข้าสู่แอปเดียวครอบคลุมทั้งงานเอกสารธุรกิจและการเขียนโค้ด สาระคือการยุบ Copilot สำหรับงานสำนักงานและ GitHub Copilot สำหรับนักพัฒนาให้เข้ามาอยู่ในหน้าต่างเดียว กลายเป็น Super App ตามวิสัยทัศน์ที่ Nadella เคยพูด เพื่อให้ผู้ใช้ไม่ต้องแยกคิดว่าแต่ละงานต้องเปิด Copilot ตัวไหน โครงหลักของแอปใหม่แบ่งออกเป็นสามแท็บสำคัญ Home หรือ Chat และ Cowork ใช้จัดการเอกสารและเวิร์กโฟลว์ธุรกิจที่ซับซ้อน Code เปิดประตูให้คนทั่วไปสร้างโปรเจกต์โค้ดระดับเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยีเดียวกับ GitHub Copilot และ Autopilot เปิดให้สร้าง AI Agent เพื่อส่งคำสั่งและสื่อสารผ่าน Teams และ Outlook โดยตรง จุดที่น่าสนใจคือส่วน Code เปิดให้เลือกโมเดล LLM ได้อิสระทั้งของ OpenAI Anthropic หรือโมเดลที่ประหยัดต้นทุนของไมโครซอฟท์เอง สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าเป้าหมายรอบนี้คือทำให้การนำ Copilot มาใช้เข้ากับระบบไอทีหลักอย่างเนียนที่สุด มากกว่าการโชว์ว่าโมเดลตัวเองแรงแค่ไหน

จากไลเซนส์รายที่นั่งสู่คิดตามการใช้งาน และสิ่งที่ผู้ใช้ควรถามต่อไป

ตัวเลขที่เผยให้เห็นขนาดตลาดคือ Office 365 มีฐานผู้ใช้ระดับองค์กรกว่า 450 ล้านบัญชี แต่สัดส่วนที่ซื้อสิทธิ์ Microsoft 365 Copilot ยังไม่ถึง 7 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับคำกล่าวอ้างว่ามีผู้ใช้จ่ายเงิน Copilot ราว 30 ล้านบัญชี ภาพจึงชัดว่าไมโครซอฟท์ยังมีพื้นที่อีกมหาศาลให้ขยายเข้าไปในลูกค้าเดิม หากสามารถทำให้คนที่มีไลเซนส์อยู่แล้วเปิดใช้ทุกวันจริง นั่นถึงจะเป็นตัวเลขที่ตอบข้อสงสัยว่าการนำ Copilot มาใช้เกิดขึ้นในชีวิตการทำงานแค่ไหน เพื่ออุดช่องว่างนี้ ไมโครซอฟท์ปรับจากโมเดลคิดค่าบริการแบบรายผู้ใช้รายเดือน มาเป็นโครงสร้างแบบคิดตามการใช้งานจริงใน Super App ใหม่ โดยผู้บริหาร Copilot อย่าง Jacob Andreou ย้ำว่าการปรับโครงสร้างครั้งนี้ตั้งใจเพิ่มคุณภาพผลลัพธ์และตอบโจทย์ผู้ใช้จริงเป็นอันดับแรก มากกว่ามองแต่ต้นทุน ฟีเจอร์ Home และ Code จะเริ่มเปิดให้ลูกค้าในโปรแกรม Frontier ทดสอบภายในไม่กี่สัปดาห์ ส่วน Autopilot จะตามมาในรูปแบบ Private Preview ก่อนจบเดือน ข้อสรุปคือ ความสงสัยเกี่ยวกับ Copilot ไม่ได้ผิด แต่อาจมองแค่จากแว่นของสายเทคกลุ่มเล็ก ในขณะที่ตัวเลขผู้ใช้จ่ายเงินและการรุกปรับโครงสร้าง Microsoft enterprise AI บอกว่าบริษัทกำลังเดิมพันหนักกับการเปลี่ยน Copilot จากฟีเจอร์ที่คนลืม ให้กลายเป็นหน้าต่างหลักของการทำงานร่วมกับ AI คำถามต่อไปจึงไม่ใช่ว่า “มีคนใช้ Copilot ไหม” แต่ควรเปลี่ยนเป็น “องค์กรจะทำให้คนที่มีสิทธิ์ใช้อยู่แล้ว เห็นคุณค่าพอจะใช้มันทุกวันได้อย่างไร” และนี่จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่แท้จริง

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!