ท่องเที่ยวเวียดนาม ไทย กลายเป็นสมรภูมิการแข่งขันท่องเที่ยวเอเชีย
ท่องเที่ยวเวียดนาม ไทย หมายถึงปรากฏการณ์ที่สองปลายทางท่องเที่ยวสำคัญในตลาดท่องเที่ยวเอเชียเปิดศึกแข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติจากแหล่งเดียวกัน โดยเฉพาะตลาดระยะใกล้อย่างจีนและเกาหลีใต้ ที่ต่างเป็นฐานนักเดินทางขนาดใหญ่และมีความต้องการท่องเที่ยวหลากหลาย ตั้งแต่ชายหาด เมือง รีสอร์ท ไปจนถึงช้อปปิ้งและอาหาร ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวและโครงสร้างตลาดกลายเป็นดัชนีชี้วัดยุทธศาสตร์การวางตำแหน่งปลายทางของทั้งสองประเทศในสายตานักเดินทางระดับนานาชาติ แกนสำคัญของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ใครมีจำนวนนักท่องเที่ยวมากกว่า แต่คือใครเข้าใจจิตวิทยาและพฤติกรรมผู้เดินทางต่างชาติได้ลึกกว่า เวียดนามทำคะแนนเติบโตด้วยการเพิ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติขึ้น 14.5 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเก้าเดือนแรก โดยแตะที่กว่า 17.7 ล้านคนและทำได้แล้วราว 71 เปอร์เซ็นต์ของเป้ารับ 25 ล้านคนในปีนี้ ขณะที่ไทยประกาศตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 23,452,895 คนระหว่างวันที่ 1 มกราคมถึง 3 ตุลาคม ซึ่งแม้ลดลง 3.88 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน แต่สะท้อนแรงส่งการฟื้นตัวหลังวิกฤต
| ตัวชี้วัด | เวียดนาม | ไทย |
|---|---|---|
| จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติช่วง 9 เดือนแรก | 17.7 ล้านคน เติบโต 14.5% | 22.2 ล้านคน ลดลง 3.67% |
| สัดส่วนเป้าหมายนักท่องเที่ยวทั้งปี | ทำได้เกือบ 71% จากเป้า 25 ล้านคน | ไม่ได้ระบุเป้าในข้อมูลที่ใช้อ้างอิง |
| จำนวนนักท่องเที่ยวสะสมถึงต้นตุลาคม | ไม่มีข้อมูล | 23,452,895 คน ลดลง 3.88% จากปีก่อน |
จีนและเกาหลีใต้ ฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กำหนดทิศทางเกม
หากมองให้ชัด การแข่งขันท่องเที่ยวระหว่างเวียดนามและไทยกำลังถูกกำหนดโดยตลาดจีนและเกาหลีใต้เป็นหลัก ทั้งสองประเทศเห็นตรงกันว่าตลาดใกล้เหล่านี้เป็นเสมือนขุมทรัพย์ที่ต้องแย่งชิงให้ได้มากที่สุด เพราะมีทั้งจำนวนประชากรสูง ใกล้ทางภูมิศาสตร์ และมีเที่ยวบินเชื่อมต่อที่สะดวก ฝ่ายเวียดนามเดินเกมชัดเจน ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนราว 3.9 ล้านคนคิดเป็น 22.4 เปอร์เซ็นต์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ขณะที่เกาหลีใต้ประมาณ 3 ล้านคนหรือ 17.3 เปอร์เซ็นต์ ทำให้สองตลาดนี้กินสัดส่วนเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ของตลาดรวม ฝั่งไทยเองก็อาศัยแรงหนุนจากจีนเช่นกัน โดยจีนครองอันดับหนึ่งด้วย 3,999,854 คน รองลงมาคือมาเลเซีย อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ที่ 860,655 คน ประโยคที่สะท้อนภาพการแข่งขันชัดที่สุดในตอนนี้คือ "เวียดนามแซงหน้าไทยในการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีน" ซึ่งบ่งชี้ว่าตัวเลขอาจใกล้เคียงกัน แต่ศึกแย่งใจนักเดินทางจากเอเชียตะวันออกกำลังเอนเอียงไปทางเวียดนามในด้านภาพลักษณ์และการรับรู้
ไทยฟื้นตัวแรงแต่โครงสร้างตลาดท่องเที่ยวต่างจากเวียดนาม
แม้ไทยจะเผชิญการหดตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อเทียบปีต่อปี แต่แรงส่งการฟื้นตัวในระยะสั้นถือว่าน่าสนใจ จากการอัพเดตล่าสุดโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 23,452,895 คนระหว่าง 1 มกราคมถึง 3 ตุลาคม พร้อมรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1,142,485 ล้านบาท ทั้งสองตัวเลขลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน อย่างไรก็ดี ภาพสัปดาห์ล่าสุดระหว่าง 27 กันยายนถึง 3 ตุลาคม บอกเล่าเรื่องฟื้นตัวที่ไวขึ้น ไทยรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 522,532 คน เพิ่มขึ้น 8.24 เปอร์เซ็นต์จากสัปดาห์ก่อน หรือเฉลี่ยวันละ 74,647 คน โดยนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นถึง 41.98 เปอร์เซ็นต์จากอานิสงส์วันชาติและช่วงสัปดาห์ทอง ส่งผลให้กลุ่มตลาดระยะใกล้หนุนการเดินทางอย่างชัดเจน เมื่อเทียบโครงสร้างตลาด เวียดนามพึ่งจีนและเกาหลีใต้เป็นหลักและมีนักท่องเที่ยวยุโรปแค่รัสเซียในสิบอันดับแรก ขณะที่ไทยมีทั้งรัสเซีย สหราชอาณาจักร และเยอรมนีในกลุ่มหัวตาราง แถมมีมาเลเซียเป็นตลาดสำคัญอันดับสอง ซึ่งไม่ได้ติดกลุ่มท็อปเทนของเวียดนามเลย ภาพนี้บอกได้ว่าประเทศไทยกำลังยืนในตำแหน่งปลายทางที่หลากหลายกว่า แต่ต้องยอมรับว่าศึกในตลาดจีนและเกาหลีใต้ ไทยยังตามหลังเวียดนามอยู่ในเชิงการเติบโต
เกมระยะยาว ใครจะชนะใจนักท่องเที่ยวต่างชาติในยุคใหม่
ศึกการแข่งขันท่องเที่ยวระหว่างเวียดนามและไทยไม่ได้จบลงที่จำนวนนักท่องเที่ยว เพราะทั้งสองกำลังมองไปข้างหน้าด้วยแผนระยะยาว เวียดนามวางเป้ารับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 25 ล้านคน และจากข้อมูลเก้าเดือนแรกก็ทำได้แล้วเกือบ 71 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนการเติบโตที่ต่อเนื่องและมั่นคง ฝ่ายไทย แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังลดลง แต่การคาดการณ์สำหรับไตรมาสสี่ค่อนข้างเชิงบวก โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของความเชื่อมั่น เพิ่มขีดความสามารถด้านเที่ยวบิน และช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสูง ประกอบกับสัปดาห์ทองของจีนที่คาดว่าจะดันนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นอีก 24 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อนในช่วงปลายปี ตามมุมมองของนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำ หากมองจากภาพรวม ท่องเที่ยวเวียดนาม ไทย คือการแข่งขันท่องเที่ยวที่ผลักให้ทั้งสองประเทศต้องยกเครื่องกลยุทธ์ ปรับสินค้าและประสบการณ์ให้ตรงกับความต้องการของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่ใช่แค่เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ต้องคัดสรรกลุ่มที่มีคุณภาพ มีการใช้จ่ายสูง และพร้อมกลับมาเที่ยวซ้ำ ในท้ายที่สุด ผู้ชนะในเกมนี้จะไม่ใช่ใครที่ตัวเลขสูงกว่าชั่วคราว แต่คือใครที่สร้างความผูกพันและความเชื่อมั่นในระยะยาวได้มากกว่าในสายตานักเดินทางทั่วโลก






