ZestBuyZestBuy

ถนนไปสู่แหลมทอง: ถ่ายภาพฟิล์มคราฟต์กับเรื่องเล่ามรดกชายฝั่ง

ถนนไปสู่แหลมทอง: ถ่ายภาพฟิล์มคราฟต์กับเรื่องเล่ามรดกชายฝั่ง
ความสนใจ|รวมภาพถ่าย

ฟิล์มคราฟต์ในฐานะสมุดบันทึกมรดกชายฝั่ง

ถนนไปสู่แหลมทองคือนิทรรศการภาพถ่ายฟิล์มคราฟต์ที่เปลี่ยนการเดินทางส่วนตัวให้กลายเป็นสมุดบันทึกมรดกวัฒนธรรมภาคใต้ ผ่านสายตาของช่างภาพที่ใช้เวลาหลายเดือนขับรถลำพังไปตามภูเขา ทะเล เมือง และหมู่บ้าน เพื่อเก็บทั้งภูมิทัศน์ ผู้คน และพหุวัฒนธรรมลงบนแผ่นฟิล์มอย่างละเอียดอ่อนและมีเจตจำนง.

หัวใจของนิทรรศการนี้ไม่ใช่เพียงศิลปะการถ่ายภาพ แต่คือคำถามว่าเราจะรักษาความทรงจำร่วมของชายฝั่งและเมืองเก่าไว้ได้อย่างไรในยุคดิจิทัล การที่ไชยยศ ปิ่นประดับกลับมาจับกล้องฟิล์มในวัย 74 ปี พร้อมเดินทางกว่า 150 วันจากปราณบุรีจนถึงตากใบ เพื่อสร้างผลงาน 114 ภาพ แสดงให้เห็นว่าการบันทึกมรดกวัฒนธรรมภาคใต้ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ในสายตาโลก แต่ต้องซื่อสัตย์กับสายตาของคนในพื้นที่เอง นิทรรศการจึงตั้งต้นจากความรักบ้านเกิด มากกว่าความทะเยอทะยานทางอาชีพ และนี่คือจุดยืนที่ทำให้ถ่ายภาพฟิล์มคราฟต์มีความหมายเกินกว่างานอดิเรก.

ถนนไปสู่แหลมทอง: ถ่ายภาพฟิล์มคราฟต์กับเรื่องเล่ามรดกชายฝั่ง

20 ปีผ่านเลนส์: จากปราณบุรีถึงตากใบบนฟิล์มพาโนรามา

การกลับมาของไชยยศหลังห่างกล้องเกือบสองทศวรรษไม่ใช่เพียงการรื้อฟื้นงานอดีต แต่เป็นการนิยามใหม่ว่าศิลปินสูงวัยสามารถเล่าเรื่องภูมิภาคของตนอย่างเฉียบคมได้เพียงใด เขาเริ่มออกเดินทางตั้งแต่กันยายน 2567 ถึงมกราคม 2568 ขับรถลุยแนวคาบสมุทรจากเทือกเขาตะนาวศรีลงสันกาลาคีรี โดยมีปัตตานีเป็นศูนย์กลาง การถ่ายด้วยกล้อง Hasselblad Xpan กล้องฟิล์ม Rangefinder พาโนรามาระดับตำนาน ทำให้แต่ละภาพกว้างขวางเหมือนฉากหนัง และเชิญชวนให้ผู้ชมเดินเข้าไปในสถานที่เหล่านั้นด้วยตัวเอง.

การเลือกใช้สัดส่วนพาโนรามา 24×65 มิลลิเมตรซึ่งให้มุมมองกว้างและมิติภาพลึก เป็นการประกาศชัดว่าฟิล์มยังทำสิ่งที่ดิจิทัลเลียนแบบยาก ภูเขาที่โอบล้อมถนน เส้นขอบฟ้าระหว่างทะเลกับเมือง รวมถึงหมู่บ้านเงียบๆ ริมทาง ถูกบันทึกในเฟรมยาวที่ทำให้ภูมิทัศน์กลายเป็นเวที และผู้คนกลายเป็นนักแสดงในเรื่องเล่าของปักษ์ใต้ การที่เขากลับไปถ่ายซ้ำสถานที่เดิม 2–3 ครั้งเพื่อรอแสงที่เหมาะสม คือท่าทีของคนที่เชื่อว่าเวลามีผลต่อเนื้อเรื่องมากพอๆ กับองค์ประกอบภาพ และนี่คือสิ่งที่ถ่ายภาพฟิล์มคราฟต์ยืนยันต่อโลกดิจิทัลอย่างสงบนิ่ง.

ถนนไปสู่แหลมทอง: ถ่ายภาพฟิล์มคราฟต์กับเรื่องเล่ามรดกชายฝั่ง

ฟิล์มคราฟต์ในฐานะการรักษามรดกวัฒนธรรมภาคใต้

นิทรรศการภาพถ่ายนี้พิสูจน์ว่ามรดกวัฒนธรรมภาคใต้ไม่ได้อยู่แค่ในพิพิธภัณฑ์ แต่อยู่ในมุมเล็กๆ ของวัด บ้าน และถนนที่คนท้องถิ่นใช้ทุกวัน ภาพ “กุฏิเจ้าอาวาส” วัดชลธาราสิงเห และ “ศาลาพระวิหารแดง” บนเขาตังกวนคือหลักฐานว่าศิลปะพื้นถิ่นและสถาปัตยกรรมยุโรปสีแดงยังคงหายใจอยู่ในพื้นที่เดียวกัน การเลือกถ่ายรายละเอียดเหล่านี้บนฟิล์ม คือการตัดสินใจว่าร่องรอยมือช่างในอดีตควรถูกบันทึกด้วยกระบวนการที่เป็นงานคราฟต์เช่นกัน.

ฟิล์มทุกม้วนในนิทรรศการถูกล้างและขยายในห้องมืดโดยศรีสุภัจจ์ เสถียรศรี ผู้ก่อตั้ง Min Black and White Darkroom กรรมวิธีนี้ทำให้ภาพถ่ายกลายเป็นวัตถุทางกายภาพที่มีเนื้อสัมผัส มีเกรน และมีร่องรอยการทำงานของคนเบื้องหลัง เมื่อเทียบกับการบันทึกแบบดิจิทัลที่ผลิตสำเนาได้ไม่รู้จบ ฟิล์มบังคับให้ศิลปินเลือกเฟรมอย่างระมัดระวัง และรับผิดชอบต่อทุกภาพที่กดชัตเตอร์ นั่นหมายความว่าแต่ละภาพในนิทรรศการจึงไม่ใช่ไฟล์ แต่เป็นวัตถุพยานของเวลาหนึ่งช่วง และเป็นบทสนทนาระหว่างศิลปิน สถานที่ และช่างห้องมืด.

ถนนไปสู่แหลมทอง: ถ่ายภาพฟิล์มคราฟต์กับเรื่องเล่ามรดกชายฝั่ง

เรื่องเล่าผู้คนและภาษาภูมิทัศน์บนศิลปะการถ่ายภาพ

แม้หัวข้อของนิทรรศการจะเน้นภูมิทัศน์ แต่แก่นที่ซ่อนอยู่คือเรื่องเล่าของผู้คนและความสัมพันธ์ข้ามศาสนา ชาติพันธุ์ และภาษา ฟิล์มพาโนรามาของไชยยศมักหันเลนส์ไปยังมุมธรรมดาที่ชาวบ้านคุ้นชิน แต่เขาวางองค์ประกอบให้เห็นทั้งบ้านเรือน โบสถ์ มัสยิด ตลาด และใบหน้าคนธรรมดาในเฟรมเดียวกัน นี่คือการบันทึกพหุวัฒนธรรมแบบไม่ต้องอธิบายยืดยาว เพียงให้ผู้ชมยืนมองภาพแล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่าอะไรทำให้พื้นที่หนึ่งรับความแตกต่างได้อย่างสงบ.

ในเชิงความหมาย ฟิล์มคราฟต์บังคับให้ระยะห่างระหว่างผู้ถ่ายกับแบบสั้นลง เพราะไม่มีการซูมแบบสะดวกเหมือนดิจิทัล การเข้าใกล้จึงเป็นทั้งการเคารพและการขออนุญาตโดยปริยาย ผลคือภาพหลายใบเต็มไปด้วยสายตา รอยยิ้ม และท่าทางที่ไม่เสแสร้ง ซึ่งกลายเป็นบทบันทึกอีกชั้นของมรดกวัฒนธรรมภาคใต้ การถ่ายภาพฟิล์มคราฟต์ในบริบทนี้จึงไม่ใช่การเก็บ “แลนด์สเคปสวยๆ” แต่เป็นการเขียนไดอารี่ร่วมกับผู้คนที่ยืนอยู่ในเฟรม.

ถนนไปสู่แหลมทอง: ถ่ายภาพฟิล์มคราฟต์กับเรื่องเล่ามรดกชายฝั่ง

BACC ในฐานะพื้นที่สาธารณะของการเรียนรู้ผ่านฟิล์ม

การที่นิทรรศการ “ถนนไปสู่แหลมทอง” จัดแสดงบนผนังโค้งชั้น 5 ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม – 9 สิงหาคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลเชิงเทคนิค แต่สะท้อนบทบาทของสถาบันศิลปะในฐานะพื้นที่สาธารณะ การเปิดให้เข้าชมฟรีทุกวันเวลา 10.00–20.00 น. (ปิดวันจันทร์) คือการตั้งคำถามกลับไปยังสังคมว่า ใครกันควรมีสิทธิ์เข้าถึงศิลปะการถ่ายภาพ และใครควรได้เรียนรู้จากมรดกทางภาพเหล่านี้.

เมื่อถ่ายภาพฟิล์มคราฟต์ที่ใช้เวลาและแรงงานสูงถูกนำมาติดบนผนังที่ใครก็เดินเข้ามาดูได้ นิทรรศการนี้จึงทำหน้าที่ประชาธิปไตยทางการรับชมศิลปะอย่างเป็นรูปธรรม คนรักฟิล์มได้เห็นกระบวนการทำงานจริง นักถ่ายภาพดิจิทัลได้เปรียบเทียบวิธีเล่าเรื่องของสองสื่อ และผู้ชมทั่วไปได้อ่านเรื่องเล่ามรดกวัฒนธรรมภาคใต้ผ่านภาพมากกว่าผ่านตำรา ทางเลือกของไชยยศในการใช้ฟิล์ม ไม่ได้ย้อนยุคอย่างที่หลายคนอาจคิด แต่มันคือท่าทีร่วมสมัยที่อยากให้เรื่องเล่าเหล่านี้มีความหนักแน่นพอจะยืนหยัดต่อเวลาที่เปลี่ยนไป.

ถนนไปสู่แหลมทอง: ถ่ายภาพฟิล์มคราฟต์กับเรื่องเล่ามรดกชายฝั่ง

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม บทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI จากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่และข้อมูลสินค้า

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!