ภาพถ่ายคราฟต์ฟิล์มในฐานะสมุดบันทึกจิตวิญญาณภาคใต้
ภาพถ่ายคราฟต์ฟิล์มคือการใช้ฟิล์มแอนาล็อกและกระบวนการล้างอัดแบบดั้งเดิม เพื่อบันทึกเรื่องราวภูมิทัศน์ ผู้คน และวัฒนธรรมด้วยจังหวะที่ช้าลง คิดมากขึ้น และให้คุณค่ากับทุกเฟรมในฐานะหลักฐานเชิงศิลปะและความทรงจำร่วมของสังคม มากกว่าภาพถ่ายเพื่อการเสพอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล. จากมุมมองนี้ นิทรรศการภาพถ่ายศิลปะ “ถนนไปสู่แหลมทอง” จึงไม่ใช่แค่งานโชว์ภาพสวย แต่คือการประกาศอย่างชัดเจนว่า การกลับมาใช้ฟิล์มแอนาล็อกของไชยยศ ปิ่นประดับ คือการยืนยันว่ามรดกวัฒนธรรมภาคใต้ควรถูกบันทึกด้วยภาษาที่ให้เวลาทั้งช่างภาพและผู้ชมได้มองโลกใบเดิมด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป.

จากฟิล์ม 50 ม้วนสู่ 114 ภาพ: การเดินทางของช่างภาพเรื่องราววัย 74
การกลับมาจับกล้องของไชยยศ ปิ่นประดับ อดีตช่างภาพและผู้ร่วมก่อตั้งนิตยสารหนึ่งในภูเก็ต หลังห่างหายจากการถ่ายภาพเกือบ 20 ปี ไม่ได้เกิดจากความคิดถึงงานอดิเรก แต่เกิดจากแรงผลักภายในที่อยากบันทึกบ้านเกิดอีกครั้งด้วยสายตาที่แก่กล้าและสงบลง. เขาตัดสินใจโทรหาเพื่อนเก่าเพื่อให้ช่วยหา Hasselblad Xpan กล้องฟิล์มแบบ Rangefinder ระดับตำนาน แล้วเริ่มต้นการเดินทางด้วยฟิล์ม 50 ม้วนที่ค่อยๆ กลายเป็นหนังสือและนิทรรศการภาพถ่ายในวัย 74 ปี. ตลอดกว่า 150 วันของการขับรถลำพังจากปราณบุรีไปตากใบ เขาทำงานเหมือนช่างภาพเรื่องราวเต็มตัว ใช้วันหยุดทั้งหมดขับรถตระเวนถ่ายภาพโดยไม่มองฟ้าฝน ละทิ้งความสะดวกของดิจิทัลเพื่อกลับสู่จังหวะดั้งเดิมของฟิล์มแอนาล็อกที่เขารัก.

แหลมทองในเฟรมพาโนรามา: ภูมิทัศน์ ผู้คน และพหุวัฒนธรรม
หัวใจของนิทรรศการภาพถ่ายศิลปะ “ถนนไปสู่แหลมทอง” คือการใช้เส้นทางจากอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไปถึงอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เป็นแกนเรื่อง เพื่อบันทึกภูมิทัศน์และชีวิตในดินแดนที่นักเดินเรือยุคโบราณเรียกว่า Golden Chersonese หรือแหลมทอง. ภาพถ่าย 114 ภาพทำหน้าที่เสมือน “สมุดบันทึก” ที่เก็บทั้งทิวเขา ทะเล บ้านเรือน สถาปัตยกรรมเก่า วัด และใบหน้าผู้คนในพื้นที่พหุวัฒนธรรมภาคใต้ในมิติที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง. ด้วยเฟรมพาโนรามาของฟิล์มแอนาล็อก เส้นขอบฟ้าของทะเล ชายฝั่ง ถนนข้ามคาบสมุทร และเมืองเล็กๆ ถูกเล่าให้เห็นความเชื่อมโยงกันทางประวัติศาสตร์และวิถีชีวิต มากกว่าจะถูกตัดแยกออกเป็นภาพท่องเที่ยวหวือหวา ชุดภาพนี้จึงชวนให้ผู้ชมอ่านภูมิทัศน์ภาคใต้เหมือนอ่านบทความยาว ที่มีทั้งตอนสงบ งาม และซับซ้อนในคราวเดียวกัน.

ฟิล์มแอนาล็อกในยุคดิจิทัล: ความตั้งใจต่อเฟรมและความงามไร้กาลเวลา
ในยุคที่กล้องดิจิทัลและโทรศัพท์มือถือทำให้ถ่ายภาพได้ไม่จำกัด การเลือกหันกลับไปใช้ Hasselblad Xpan กล้องฟิล์มพาโนรามาแบบ Rangefinder จึงไม่ใช่ความย้อนยุค แต่คือการประกาศจุดยืนด้านภาษาภาพ. แหล่งข่าวหนึ่งอธิบายว่า Hasselblad Xpan เป็นสัญลักษณ์ของความคลาสสิกและทรงคุณค่า เพราะสามารถบันทึกภาพในสัดส่วนพาโนรามา 24×65 มิลลิเมตร ให้มุมมองกว้างและมีมิติที่ระบบดิจิทัลเลียนแบบได้ยาก. ภาพถ่ายคราฟต์ฟิล์มจึงบังคับให้ช่างภาพคิดก่อนลั่นชัตเตอร์ วางองค์ประกอบอย่างมีสติ และเคารพต่อข้อจำกัดของฟิล์มทุกเฟรม ความตั้งใจเช่นนี้ทำให้ภาพมีความงามไร้กาลเวลา เหมาะกับการบันทึกมรดกวัฒนธรรมภาคใต้ที่ต้องการทั้งความละเอียดอ่อนและความซื่อสัตย์ต่อบริบท มากกว่าการหาเอฟเฟกต์หรือฟิลเตอร์ใหม่ไปเรื่อยๆ.

นิทรรศการฟรีที่เปิดพื้นที่ให้สาธารณะร่วมเป็นเจ้าของมรดกภาพถ่าย
อีกประเด็นสำคัญที่ทำให้ “ถนนไปสู่แหลมทอง” มีความหมายเกินกว่างานภาพถ่ายศิลปะทั่วไป คือการจัดแสดงในพื้นที่สาธารณะและเปิดให้ชมฟรี. สมาคมศิลป์ภูเก็จเป็นผู้จัดงานเปิดนิทรรศการภาพถ่ายคราฟต์ฟิล์มครั้งนี้ และนำผลงานไปจัดแสดงที่ผนังโค้ง ชั้น 5 ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม – 9 สิงหาคม 2569. “นิทรรศการถนนไปสู่แหลมทอง เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม – 9 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 – 20.00 น.” คือถ้อยแถลงที่ยืนยันว่าศิลปะและมรดกวัฒนธรรมภาคใต้ควรถูกเข้าถึงอย่างเท่าเทียม. การเลือกเปิดพื้นที่นี้ให้คนในเมืองใหญ่และผู้เดินทางได้พบกับงานภาพถ่ายคราฟต์ฟิล์ม จึงเป็นการเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาคผ่านสายตาและเรื่องเล่าของช่างภาพเรื่องราวคนหนึ่งอย่างแท้จริง.





