นิยามใหม่ของการลงทุน: จากคู่แข่งสู่ฐานเติบโตร่วม
การลงทุนเวียดนามคือแนวโน้มที่กลุ่มทุนในภูมิภาคเลือกใช้เวียดนามเป็นทั้งฐานการผลิตและตลาดผู้บริโภค เพื่อเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค ลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในประเทศตนเอง และเกาะกระแสเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วกว่า การเคลื่อนเงินทุนนี้ไม่ใช่แค่การหาต้นทุนแรงงานต่ำ แต่สะท้อนการมองหาเศรษฐกิจที่พร้อมต่อยอดด้วยโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายการค้าเสรี และศักยภาพตลาดภายในประเทศที่ขยายตัว
ตัวเลขทุนไทยต่างประเทศที่หลั่งไหลสู่เวียดนามชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อข้อมูลการลงทุนระบุว่ามีโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ราว 797–805 โครงการ มูลค่ารวมมากกว่า 5 แสนล้านบาท และหากนับล่าสุดสิ้นเดือนสิงหาคมมี 824 โครงการ มูลค่ารวมในระดับใกล้เคียงกัน นี่คือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่แฟชั่นระยะสั้น บริษัทขนาดใหญ่ในหลายอุตสาหกรรมเข้าไปตั้งฐานอย่างเป็นระบบ แปลว่าทุนกำลังลงคะแนนเสียงด้วยกระเป๋าเงิน ว่าพื้นที่เติบโตในระยะยาวอยู่ที่ใด

GDP เวียดนามแตะ 91 เปอร์เซ็นต์ สัญญาณโครงสร้างเศรษฐกิจพลิก
หัวใจของการแห่ลงทุนเวียดนามคือความเร็วของเศรษฐกิจที่กำลังวิ่งแซง ภายในเวลาไม่กี่ปี GDP เวียดนามขยับขึ้นมาประมาณ 528,000 ล้านดอลลาร์ เทียบกับ 580,000 ล้านดอลลาร์ของไทย หรือราว 91 เปอร์เซ็นต์ของขนาดเศรษฐกิจไทย สิ่งที่น่ากังวลสำหรับผู้ที่ยังคิดว่าเวียดนามเป็นเพียงคู่แข่งสายผลิตราคาถูก คือช่องว่างนี้กำลังหายไปอย่างรวดเร็ว
เศรษฐกิจเวียดนามเติบโต 8.18 เปอร์เซ็นต์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 และ 8.39 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสสอง ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าเติบโตระยะยาวราว 10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี นี่ไม่ใช่จังหวะบูมชั่วคราว แต่คือเป้าหมายนโยบายอย่างชัดเจน รศ ดร อัทธ์ พิศาลวานิช ประเมินว่า หากแนวโน้มนี้เดินหน้าต่อ เวียดนามมีโอกาสแซงขนาดเศรษฐกิจไทยราวปี 2571 ส่วนสนั่น อังอุบลกุล เห็นว่าอาจเกิดขึ้นภายใน 1–2 ปี พูดให้ตรงคือ ลำดับชั้นเศรษฐกิจในภูมิภาคกำลังถูกจัดใหม่
จากคู่แข่งสู่คู่ค้า: เชื่อมห่วงโซ่อุปทานแทนแข่งต้นทุน
การลงทุนเวียดนามครึ่งล้านล้านบาทกำลังเขย่ามุมมองเดิมที่เห็นกันแต่ในฐานะคู่แข่งส่งออก สนั่น อังอุบลกุล ชี้ตรงว่าโจทย์ใหม่คือการเปลี่ยนจากคู่แข่งสู่ความร่วมมือในรูปแบบ Co‑opetition ใช้จุดแข็งคนละด้านเชื่อมกันในห่วงโซ่อุปทาน เวียดนามเด่นด้านฐานผลิตขนาดใหญ่และอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนไทยแข็งแรงในอุตสาหกรรมยานยนต์ ปิโตรเคมี อาหาร และโครงสร้างพื้นฐานบริการ
การที่บริษัทไทยตั้งฐานในนิคมอุตสาหกรรมเวียดนามจำนวนมาก ตั้งแต่พลังงานหมุนเวียน ปิโตรเคมี ไปจนค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ สะท้อนยุทธศาสตร์ใช้สองประเทศเป็นระบบเดียวกัน มากกว่าจะชั่งว่าใครค่าแรงถูกกว่าเท่านั้น ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมกันทำให้บริษัทสามารถวางโรงงาน ประชุม สั่งการ และกระจายสินค้าตามจุดที่ได้ข้อได้เปรียบสูงสุด แทนที่จะถูกจำกัดด้วยพรมแดนทางการเมือง แนวทางนี้เปิดทางสู่ภาพ Twin Growth Engines ในแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สนั่นเสนอไว้ในกรอบสามปีข้างหน้า
FTA และความเร็วของนโยบายคือเส้นแบ่งการแข่งขันภูมิภาค
หากมองในมุมการแข่งขันภูมิภาค สิ่งที่ทำให้ทุนไทยต่างประเทศหันไปลงทุนเวียดนามไม่ใช่เพียงค่าแรง แต่คือโครงสร้างกติกาการค้าระดับโลกที่เวียดนามต่อรองไว้ล่วงหน้า เครือข่ายความตกลงการค้าเสรีจำนวนมาก รวมทั้ง CPTPP และข้อตกลงกับสหภาพยุโรป เปิดประตูให้ผู้ลงทุนใช้เวียดนามเป็นฐานผลิต ส่งออกสู่ตลาดหลักทั่วโลกพร้อมสิทธิภาษีที่เหนือกว่า
เมื่อเวียดนามเดินเกม FTA กว้างขนาดนี้ แต่ฝ่ายไทยยังไม่มีข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้กับสหภาพยุโรป และไม่ได้เข้าร่วม CPTPP สนั่นเตือนชัดว่า หากปล่อยให้ช่องว่างนี้คงอยู่ ความสามารถแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนจะถูกกดลง โจทย์จึงไม่ใช่การลดค่าแรงแข่ง แต่คือการเร่งความเร็วของการอนุมัติลงทุน ปรับกฎระเบียบให้แน่นอน และเจรจา FTA ที่มีความหมายต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ถ้านโยบายเดินช้ากว่า นักลงทุนก็จะเลือกประเทศที่ประตูเปิดกว้างกว่าโดยไม่ลังเล
เมื่อทุนเลือกความเร็ว ตลาด และห่วงโซ่อุปทาน
ทุนไทยที่ไปลงทุนเวียดนามกว่า 5 แสนล้านบาทไม่ใช่สัญญาณลบด้านเดียว แต่เป็นกระจกสะท้อนว่าบริษัทขนาดใหญ่กำลังตัดสินใจบนฐานใหม่ คือความเร็วของตลาดและความสามารถเชื่อมกับห่วงโซ่อุปทานโลกมากกว่าการมองต้นทุนแรงงานอย่างเดียว การมีฐานผลิต สำนักงานใหญ่ เทคโนโลยี และเงินทุนกระจายสองฝั่ง ทำให้บริษัทมีทางเลือกจัดวางธุรกิจอย่างยืดหยุ่นกว่าที่เคย
อย่างไรก็ตาม หากทุนมองว่าการขยายในประเทศมีข้อจำกัดมากกว่า โครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาวจะเผชิญคำถามหนักว่าทำไมเม็ดเงินจึงไหลออกสู่ที่อื่น จุดตัดสินใจอยู่ที่ว่าจะเลือกปรับกติกาและนโยบายให้ตอบโจทย์ทุนยุคใหม่ หรือยอมให้ศูนย์กลางการเติบโตในภูมิภาคขยับออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ GDP เวียดนามกำลังจ่อแซงภายใน 1–2 ปี การนิ่งเฉยเท่ากับปล่อยให้แผนที่เศรษฐกิจใหม่ถูกวาดโดยคนอื่น






