ตลาดสมาร์ทโฟนตกต่ำที่สุดในรอบ 14 ปี แต่ไม่ใช่ทุกแบรนด์ที่เจ็บเท่ากัน
ตลาดสมาร์ทโฟนตกต่ำ คือภาวะที่ยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญต่อเนื่อง จนผู้ผลิตต้องปรับกลยุทธ์ทั้งด้านราคา รุ่นสินค้า และการทำกำไร ส่งผลให้ตลาดรุ่นประหยัดหายไปจำนวนมาก ขณะที่แบรนด์ใหญ่หันไปเน้นสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมเป็นหลัก ผู้บริโภคจึงเผชิญตัวเลือกที่แพงขึ้นและรอบการเปลี่ยนเครื่องที่ยาวนานกว่าเดิม ไตรมาส 3 ล่าสุด ยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกลดลงราว 20–22 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของไตรมาส 3 นับตั้งแต่ปี 2012 ภาวะนี้ไม่ใช่แค่รอบชะลอตัวตามเศรษฐกิจ แต่สะท้อนโครงสร้างตลาดที่กำลังเปลี่ยนไป ผู้ผลิตจำนวนมากเริ่มยอมลดปริมาณการผลิตและจำนวนรุ่น เพื่อรักษากำไรแทนการไล่ยอดจัดส่ง ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคาถูกถอยหลัง และผู้ใช้ถูกบังคับให้คิดหนักขึ้นทุกครั้งก่อนซื้อเครื่องใหม่

AI แย่งหน่วยความจำ จุดชนวนวิกฤต RAMageddon กดดันราคามือถือพุ่ง
หัวใจของวิกฤตตลาดสมาร์ทโฟนครั้งนี้ไม่ใช่ดีไซน์มือถือ แต่คือชิปหน่วยความจำที่ถูกโครงสร้างพื้นฐาน AI แย่งไปเกือบหมด การเติบโตอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูลและงานประมวลผล AI ทำให้กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของการผลิตชิปหน่วยความจำทั่วโลกถูกส่งไปยังศูนย์ข้อมูล AI ผลคือซัพพลายสำหรับสมาร์ทโฟนหดตัวรุนแรง ราคาหน่วยความจำประเภท DRAM และ NAND พุ่งขึ้นประมาณ 350 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อน เมื่อชิ้นส่วนหลักแพงขึ้น ผู้ผลิตมือถือจึงไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากยอมให้ต้นทุนบีบกำไรหรือผลักภาระไปยังผู้ใช้ รายงานระบุว่าราคาขายปลีกสมาร์ทโฟนทั่วโลกปรับขึ้นแล้วราว 20 เปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่ต้นปี นี่คือจุดหักเหสำคัญ เพราะราคาที่สูงขึ้นทำให้ตลาดระดับเริ่มต้นและระดับกลางถูกบีบจนหายใจไม่ออก หลายแบรนด์ต้องลดสเปกหรือยกเลิกรุ่นราคาประหยัด ส่งผลให้ผู้ใช้ที่เคยซื้อเครื่องกลางๆ ต้องตัดสินใจว่าจะยอมจ่ายแพงขึ้น หรือเลื่อนการอัปเกรดออกไป

ทำไม Apple และ Samsung กินส่วนแบ่งตลาดเพิ่มสวนกระแสตกต่ำ
ท่ามกลางยอดจัดส่งลดลงเป็นประวัติการณ์ สองชื่อที่กลับยิ่งแข็งแรงคือ Apple และ Samsung เพราะทั้งคู่วางตัวเองชัดเจนในตลาดพรีเมียมที่ยังมีแรงซื้ออยู่ แม้ผู้คนจะซื้อเครื่องใหม่น้อยลง แต่เมื่อจะซื้อก็เลือกจ่ายให้แบรนด์ที่เชื่อถือได้และได้สเปกระดับเรือธง Samsung ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งราว 23 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มจากประมาณ 19 เปอร์เซ็นต์ในปีก่อน ด้วยแรงหนุนจากมือถือจอพับรุ่น Galaxy Z Fold8 และ Galaxy Z Flip8 ที่ได้รับความนิยมสูง ขณะที่ Apple มีส่วนแบ่งตลาดราว 22 เปอร์เซ็นต์ ทะลุ 20 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาส 3 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการเก็บสถิติ แม้ยอดจัดส่ง iPhone จะลดลงประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์ แต่ส่วนแบ่งกลับเพิ่มขึ้นเพราะตลาดโดยรวมหดตัวแรงกว่า ภาพนี้ชัดเจนว่าในยุคมือถือแพง ผู้ชนะคือแบรนด์ที่ขายแพงอยู่แล้วและมีฐานแฟนเหนียวแน่น

ผู้ใช้ชะลอการอัปเกรด ซื้อเฉพาะเรือธง และผลกระทบต่อการเลือกเครื่อง
เมื่อราคามือถือสูงขึ้น ผู้ใช้จำนวนมากตอบสนองด้วยการไม่ซื้อ ผลสำรวจในตลาดหลักระบุว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้ และ 56 เปอร์เซ็นต์ของคนรุ่น Gen Z มีแนวโน้มเลื่อนการอัปเกรดไปจนถึงช่วงลดราคาปลายปี นี่คือสัญญาณชัดว่ารอบการเปลี่ยนเครื่องยาวขึ้น และผู้คนมองมือถือเป็นสินทรัพย์ที่ต้องใช้ให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้ นักวิเคราะห์บางรายถึงกับชี้ว่าแม้ดีไซน์ใหม่อย่างหน้าจอพับได้จะสร้างความตื่นเต้น แต่ราคาที่สูงทำให้ยากจะโน้มน้าวคนหมู่มาก เพราะมือถือที่ใช้อยู่ยังตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้ดี ในทางกลับกัน ความต้องการสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมยังทรงตัว เพราะผู้ใช้ที่ตัดสินใจซื้อแล้วมักเลือกจ่ายเพื่อรุ่นเรือธงมากกว่ารุ่นประหยัดที่โดนลดสเปก ผู้ผลิตจึงหันไปเน้นกำไรจากรุ่นแพง ลดกำลังการผลิตและจำนวนรุ่นในพอร์ตสินค้า และผลักดันโปรแกรมเครื่องมือสอง การแลกเปลี่ยนเครื่องเก่า และผ่อนชำระระยะยาวเพื่อปิดดีลกับลูกค้าที่ลังเล
ตลาดกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคพรีเมียมยาว ผู้ซื้อควรอ่านเกมให้ทัน
สิ่งที่น่ากังวลคือสถานการณ์นี้อาจไม่ใช่แค่ช่วงสั้นๆ รายงานวิจัยคาดว่าตลาดสมาร์ทโฟนอาจยังไม่ฟื้นตัวก่อนปี 2028 เป็นอย่างเร็วที่สุด ขณะที่แนวโน้มที่เหลือของปีนี้ยังถูกประเมินว่าเป็นช่วงยากลำบาก ผู้ผลิตจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับการทำกำไรมากกว่ายอดจัดส่ง จึงมีแนวโน้มลดกำลังการผลิต ตัดจำนวนรุ่น และมุ่งเน้นสินค้าระดับพรีเมียมต่อไป สำหรับผู้ใช้ ภาพรวมนี้แปลว่าโลกมือถือกำลังเข้าสู่ยุคที่รุ่นเรือธงจากแบรนด์ใหญ่ครองพื้นที่หลัก ส่วนรุ่นราคาประหยัดจะมีตัวเลือกน้อยลงและอาจถูกลดสเปก การตัดสินใจซื้อจึงไม่ควรรีบตามกระแสเปิดตัว แต่ต้องชั่งน้ำหนักว่ามือถือปัจจุบันยังตอบโจทย์หรือไม่ หากยังใช้ได้ดี การชะลอการอัปเกรดอาจเป็นทางเลือกที่มีเหตุผลกว่า ในยุคตลาดสมาร์ทโฟนตกต่ำและราคาพุ่ง การรู้เท่าทันโครงสร้างตลาดสำคัญไม่แพ้การรู้สเปกเครื่อง



