ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

วงจรอุบาทว์ AI: เมื่อระบบการจ้างงานติดกับดักตัวเอง

วงจรอุบาทว์ AI: เมื่อระบบการจ้างงานติดกับดักตัวเอง
ความสนใจ|สำรวจการใช้งาน AI

AI Doom Loop คืออะไร และทำไมมันถึงอันตรายต่อทุกฝ่าย

วงจรอุบาทว์ AI หรือ AI Doom Loop คือสภาวะที่องค์กรใช้ AI แทนคนจนเกิด AI การสูญเสียงาน จากนั้นคนตกงานหันไปใช้ AI สมัครงานจำนวนมาก ทำให้นายจ้างต้องใช้ระบบการจ้างงาน AI มาคัดกรองเพิ่มอีกชั้น ผลคือทั้งฝั่งธุรกิจและแรงงานต่างยิ่งพึ่งพา AI มากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ประสิทธิภาพและความเป็นธรรมของตลาดแรงงานกลับลดลง กลายเป็นวงจรป้อนกลับเชิงลบที่ทำให้ทุกฝ่ายเสียประโยชน์ในระยะยาว

ในตลาดแรงงานปัจจุบัน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมี AI แต่คือวิธีคิดแบบ “ตัดคน ใส่เครื่อง” ที่เห็นแรงงานเป็นต้นทุนไม่ใช่ทุนมนุษย์ วงจรอุบาทว์ AI เริ่มจากการใช้เทคโนโลยีเพื่อเร่งปลดพนักงาน โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี การเงิน และงานบริการลูกค้า ซึ่งการลงทุนด้าน AI กลายเป็นเหตุผลหลักของการปรับโครงสร้างคนทำงาน และถูกอ้างเป็นสาเหตุของการปลดพนักงานจำนวนมากต่อเนื่องหลายเดือน ความคิดสั้นระยะนี้ทำให้ทั้งองค์กรและคนทำงานติดกับดักที่ยิ่งดิ้นยิ่งแน่น

วงจรอุบาทว์ AI: เมื่อระบบการจ้างงานติดกับดักตัวเอง

ปลดพนักงาน เทคโนโลยี: เมื่อการลงทุน AI กลายเป็นข้ออ้างตัดคน

ในสายตาผู้บริหารจำนวนมาก การลงทุน AI ถูกผูกติดกับการลดหัวคนเป็นหลัก จนเกิดคลื่นปลดพนักงาน เทคโนโลยี อย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีกลายเป็น “แพะรับบาป” ทางกลยุทธ์ที่ถูกใช้สร้างภาพว่าบริษัทกำลังก้าวทันยุคดิจิทัล ทั้งที่ในความจริงหลายแห่งแทบไม่ได้ออกแบบงานใหม่ให้สอดคล้องกับ AI เลย การปลดคนจึงกลายเป็นคำตอบง่ายที่สุด แต่เป็นคำตอบที่แพงที่สุดในระยะยาว

ในปีหนึ่ง บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ด้านโซเชียลมีเดียด้านภาพประกาศแผนปลดพนักงานหลายร้อยคน คิดเป็นเกือบ 15% ของบุคลากรทั้งหมด พร้อมชูแผน Transformation ที่เน้นให้ AI เข้ามาทำงานแทนคน โดยพนักงานที่เหลืออยู่จะถูกย้ายและฝึกอบรมสำหรับตำแหน่งใหม่ (Reassign) ขณะเดียวกัน กลุ่มเทคโนโลยีโดยรวมยังเป็นภาคส่วนที่นำหน้าด้านการปลดคน อุตสาหกรรมเทคโนโลยีประกาศปลดพนักงานคิดเป็น 31% ของการปลดทั้งหมด และโดยรวมแล้วนายจ้างประกาศปลดคน 477,033 ตำแหน่งในช่วงเจ็ดเดือนแรก เทียบกับ 806,383 ตำแหน่งในช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งแม้ตัวเลขรวมจะลดลง แต่ AI ยังคงเป็นเหตุผลหลักของการลดคนอย่างชัดเจน

วงจรอุบาทว์ AI: เมื่อระบบการจ้างงานติดกับดักตัวเอง

ระบบการจ้างงาน AI ที่ล่มสลาย: ใบสมัครถล่ม นายจ้างพึ่ง AI ซ้ำ

เมื่อการปลดคนเพิ่มขึ้น คนหางานจำนวนมากจึงแห่ใช้เครื่องมือสมัครงานอัตโนมัติที่ใช้ AI ช่วยค้นหาและกรอกใบสมัครทีละหลายร้อยตำแหน่ง การหว่านใบสมัครเช่นนี้ถูกมองว่าเพิ่มโอกาสรอดในตลาดแรงงานที่ดุเดือด แต่ผลด้านกลับคือระบบสรรหากลายเป็นสนามรบของอัลกอริทึม ฝั่งผู้สมัครใช้ AI ยิงใบสมัคร ส่วนฝั่งนายจ้างใช้ระบบการจ้างงาน AI มาคัดกรองตอบโต้ ผลลัพธ์คือ วงจรอุบาทว์ AI ที่เน้นปริมาณเหนือคุณภาพ และทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครเห็นตัวตนของกันและกัน

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือแพลตฟอร์มสรรหาที่มีตำแหน่งงานเปิดรับราว 175,000 ตำแหน่ง โดยแต่ละตำแหน่งมีผู้สมัครเฉลี่ย 254 คน ทำให้ปริมาณใบสมัครที่ฝ่ายสรรหาต้องจัดการเพิ่มขึ้นถึง 412% เทียบกับเดิม เรซูเม่หลายร้อยหรือหลายพันฉบับไหลเข้ามาในหนึ่งถึงสองวัน จนฝ่ายบุคคลไม่อาจตรวจได้ทัน แถมเนื้อหายังเริ่มคล้ายกันเพราะถูกเขียนด้วย AI คล้ายๆ กัน เมื่อฝ่ายบุคคลรับมือไม่ไหว พวกเขาจึงต้องนำ AI มาใช้คัดกรองใบสมัครอีกทอดหนึ่ง ขณะที่ผู้สมัครที่ไม่ได้รับการติดต่อกลับก็ยิ่งส่งใบสมัครผ่าน AI มากขึ้นเรื่อยๆ จนถูกเรียกว่า “AI Doom Loop” โดยตรง นี่ไม่ใช่ระบบสรรหา แต่คือระบบกรองสแปมที่ทุกคนถูกลดรูปเป็นข้อมูล

วงจรอุบาทว์ AI: เมื่อระบบการจ้างงานติดกับดักตัวเอง

AI การสูญเสียงาน กระแทกคนทุกเจเนอเรชันในตลาดแรงงาน

การใช้ AI แทนคนไม่ได้กระทบแค่แรงงานทักษะต่ำ หรือกลุ่มงานหน้าร้าน แต่กำลังสั่นสะเทือนทุกวัยและทุกระดับการศึกษา กลุ่ม Babyboomer, Gen X และ Gen Y ที่ทำงานมานานมีความเสี่ยงถูกเลิกจ้างหากไม่อัปเดตทักษะใหม่ ขณะที่ Gen Z ต้องเริ่มชีวิตการทำงานด้วยสมรภูมิที่ต้องแข่งกับทั้งคนรุ่นก่อนและอัลกอริทึม AI ตั้งแต่ขั้นหางาน การคัดคน ไปจนถึงการทำงานจริง ผลกระทบ AI ตลาดแรงงาน จึงไม่ใช่ “อนาคต” แต่คือปัจจุบันที่ทุกคนกำลังเจอ

ในอีกด้านหนึ่ง ปริมาณใบสมัครที่ถาโถมยังสะท้อนว่าคนที่เรียนจบสูงก็ไม่ได้ปลอดภัย มีกรณีคนจบปริญญาโทใช้เวลาหลายเดือนสมัครงานหลายพันตำแหน่งแต่ไม่เคยถูกเรียกสัมภาษณ์เลย นี่คือคำเตือนว่าระบบการจ้างงาน AI ที่เน้นการกรองเชิงตัวเลข กำลังบดบังศักยภาพของมนุษย์จำนวนมาก การที่ AI ถูกอ้างเป็นเหตุผลของการปลดพนักงานราว 10,970 ตำแหน่งในเดือนหนึ่ง หรือราว 33% ของการปลดทั้งหมด และเป็นสาเหตุหลักติดต่อกันห้าเดือน แสดงชัดว่าตลาดแรงงานกำลังปล่อยให้ซอฟต์แวร์กำหนดชะตาคน มากกว่าการตัดสินใจเชิงมนุษย์

วงจรอุบาทว์ AI: เมื่อระบบการจ้างงานติดกับดักตัวเอง

เมื่อแทนคนด้วย AI แบบไม่คิด: ตัวอย่างความล้มเหลวและทางออกจากกับดัก

ข้อโต้แย้งสำคัญต่อแนวคิด “เอา AI แทนคน” คือ หลายกรณีกลายเป็นหายนะแทนที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ กรณีศึกษาหนึ่งที่สะเทือนวงการอสังหาริมทรัพย์คือบริษัทรายใหญ่ในสหรัฐที่มั่นใจโมเดลประเมินราคาบ้านของตนเองจนข้ามขั้นตอนการประเมินหน้างานโดยมนุษย์ แล้วเปลี่ยนค่าที่ AI ประเมินให้กลายเป็นราคาเสนอซื้อจริงทันที โมเดลทำงานได้ดีในภาวะปกติ แต่เมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 ตลาดผันผวนหนัก ผู้ขายที่เจ้าเล่ห์รีบขายบ้านสภาพแย่ในราคาที่ AI ประเมินสูงเกินจริง ส่งผลให้บริษัทแบกสต็อกบ้านราคาแพงจนขายไม่ออก ขาดทุนหนักและต้องยุบแผนกธุรกิจนี้ไป นี่คือหลักฐานว่า AI ที่ไม่มีมนุษย์คุมเบรก อาจสร้างบาดแผลมหาศาล

ในบริบทนี้ สิ่งที่ควรถูกวิจารณ์ไม่ใช่ตัว AI แต่คือวิธีคิดของผู้นำองค์กร ที่มองเทคโนโลยีเป็นทางลัดลดต้นทุนแทนการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ การที่มีการปลดงานรวม 33,429 ตำแหน่งในเดือนหนึ่ง แม้ลดลงจาก 45,849 ตำแหน่งในเดือนก่อนหน้า และต่ำกว่าปีก่อน 46% ไม่ได้แปลว่าภัยจาก AI ลดลง เพราะตัวเลขสะท้อนแค่ความเร็วของการปลด ไม่ใช่คุณภาพของงานที่เหลืออยู่ ทางออกจึงไม่ใช่การหยุดใช้ AI แต่ต้องเลิกใช้ AI เพื่อแทนที่มนุษย์แบบตรงๆ แล้วหันมาออกแบบงานให้คนกับ AI ทำร่วมกัน เช่น ใช้ AI ช่วยงานซ้ำซาก แต่ให้คนตัดสินใจขั้นสุดท้าย และลงทุน Re-skill ทักษะ AI ให้พนักงานเดิมแทนการโยนพวกเขาออกจากระบบ

วงจรอุบาทว์ AI: เมื่อระบบการจ้างงานติดกับดักตัวเอง

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!